๔ เต็มที่กับรัก (๔)
“ค่ะ”
ยิ้มกว้างเป็นครั้งแรกทำให้เธอเผลอมองตาค้างเหมือนว่าพบความสว่างบนโลกใบนี้ ไม่เคยเห็นเขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันสวยเรียงตัวกันมาก่อน เธอเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นเดียวกัน ก่อนเดินตามร่างหนาไปยังรถยนต์คันหรู โดยที่ในมือก็ถือช่อดอกไม้เอาไว้
ความสุขอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เธอเหมาะสมจะได้รับมันแล้วหรือ...
เขาพาเธอมารับประทานอาหารบนดาดฟ้าของโรงแรมในยามเย็นที่ลมพัดเย็นสบาย ไม่มีแดดร้อนจนผิวไหม้ ไม่เคยขึ้นมาบนนี้เลยสักครั้งทราบเพียงแต่ว่าที่นี่ค่อนข้างโด่งดังแล้วมีคนจองเข้ามาดินเนอร์จนเต็มแทบทุกวัน ทว่าตอนนี้ไม่มีคนจับจองโต๊ะนอกจากพวกเขาเพียงคู่เดียว
เหมือนว่าชายหนุ่มเหมาทั้งชั้นเพื่อเราสองคน...ยิ่งคิดก็ทำให้แก้มนวลแดงปลั่งด้วยความเขินอาย ไม่คิดว่าเขาจะทำเช่นนี้เพื่อตัวเอง ก้มมองช่อดอกไม้ในมือก็ยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม
อาหารทยอยมาเสิร์ฟทั้งที่ยังไม่ได้สั่งด้วยซ้ำ เธอจำต้องวางช่อดอกไม้ไว้บนเบาะข้างตน แล้วเริ่มลงมือรับประทานอาหารด้วยอารมณ์สุนทรี ยังมีการบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีสากลทำให้บรรยากาศยิ่งโรแมนติกมากกว่าเดิม
เธอมองไปยังดวงตะวันที่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า ดวงกลมโตสวมงามค่อยเลื่อนลอยไปไกลเร้นกายในหมู่บ้านเรือนจนอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบันทึกภาพสวยงามเอาไว้ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้รับความรักที่ดีขนาดนี้
“ชอบไหมครับ” ถามเสียงทุ้มยามเห็นหล่อนแย้มยิ้มมีความสุข แค่นี้ก็ทำให้คนที่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อหล่อนชื่นใจแล้ว
เหมือนว่าเราสองคนจะรู้สึกเหมือนกัน...เธอเองก็คงรักเขาเหมือนกัน
แต่ถ้าคำพูดนั้นยังไม่ออกมาจากปากอัญชิสา เขาก็ไม่กล้าฟันธงกลัวว่าตัวเองอาจมองพลาดไป
“ชอบค่ะ ขอบคุณนะคะที่พาอัญมาที่นี่” ทุกอย่างกลายเป็นความทรงจำที่เธอจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด หญิงสาวมองไปรอบร้านที่ร้างผู้คนแล้วกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง พร้อมกับคำถามจากชายหนุ่มที่ทำให้เธอถึงกับไปไม่เป็น
“ชอบอาหารหรือชอบพี่” คนพูดก็ไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นเอามากขนาดนี้ เขาส่งสายตาให้หล่อนพลางยกยิ้มมุมปากเมื่อเห็นเธออยู่ในอาการอึ้ง ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะตรงไปตรงมาขนาดนี้ แล้วก็เฝ้ารอคำตอบจากหล่อนอย่างใจจดจ่อพอสมควร
“พี่หนึ่ง...” ครางเสียงแผ่วเรียกชื่อเขา ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
สถานการณ์ทางบ้านของเธอไม่ปกติเหมือนคนอื่น อยากเล่าทุกอย่างให้ฟังแต่ก็ไม่ต้องการเอาความลับของคนที่บ้านไปเปิดเผย กลายเป็นว่าเหมือนคนน้ำท่วมปากจะพูดอะไรมากก็ไม่ได้ ทำแค่จ้องมองเขาด้วยความเสียดาย
ความแตกต่างของเรามันกว้างเหลือเกิน...
“ทำไมล่ะ พี่ถามไม่ได้เหรอ”
“ไม่คิดว่าจะถามน่ะค่ะ” ตอบไปตามความจริงแล้วเขาก็พยักหน้าเข้าใจ คิดว่าตัวเองอาจเร่งรัดหล่อนมากเกินไป แต่สำหรับเขาก็ต้องการความชัดเจนเหมือนกัน จึงเลือกจะถามหล่อนอีกครั้งให้รู้ดำรู้แดงไปเลยดีกว่า
จะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเดินหน้าต่อหรือเปล่า...
“ถ้าอย่างนั้นพี่ถามอัญได้ไหมว่าความรู้สึกของอัญที่มีให้พี่ยังเป็นแค่พี่ชายหรือว่ามากกว่านั้น เราสองคนพอจะพัฒนาได้หรือเปล่า” อาหารตรงหน้าไม่ได้รับความสนใจอีกต่อไปเมื่อคนทั้งสองต่างจ้องตากันนิ่งเพื่อหยั่งเชิงความรู้สึก แล้วดูเหมือนจะเป็นหล่อนที่ไม่อาจสบดวงตาคมที่ทอประกายความรักเปี่ยมล้นจนหัวใจหล่อนเต้นไม่เป็นจังหวะ
แพ้เขาหมดทุกทาง...แพ้ชายหนุ่มราบคาบ
ตนรู้ดีว่าคิดกับอีกฝ่ายเช่นไรเพียงแต่ไม่กล้าที่จะเดินหน้าต่อ ทราบดีว่าการคบกันของเราคงเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ซึ่งแน่นอนว่าเธอคงเป็นปลิงที่สูบเลือดเขาเพราะครอบครัวที่มีปัญหาให้ตามแก้ไม่เว้นวัน
แล้วตนก็ไม่อาจทิ้งผู้มีพระคุณเพื่อจะมีความสุขกับเขาเพียงลำพังได้...
“พี่ไม่คิดว่ามันเร็วไปเหรอคะ”
“ไม่รู้สิ ถ้านับจากเวลาก็คงเร็วแต่ถ้าถามความรู้สึกพี่ว่าไม่นะ...พี่ชอบอัญ” บอกอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เขารู้สึกเช่นนั้นก็ไม่อยากเก็บเอาไว้อีก ยังคงมองดวงหน้าหวานที่ตกตะลึงจนพูดไม่ออก ลำคอแห้งผากชั่วขณะจึงหยิบแก้วน้ำมาดื่มอึกใหญ่
ใบหน้าร้อนผ่าวจากสิ่งที่ได้ยินเพราะไม่มีใครมาบอกชอบนานแล้ว ส่วนมากก็แค่พาเธอไปรับประทานอาหารแล้วนั่งมองหน้า หรือไม่ก็เสนอการรวยทางลัดที่หล่อนไม่ต้องการเลยสักนิด เขาจึงเป็นคนแรกที่บอกความรู้สึก ซึ่งทำให้เธอหวั่นไหวเพราะในใจตนก็คิดเช่นเดียวกัน
เรื่องของเรามันควรจบลงที่การคบหา เพียงแต่ผิดที่หล่อนไม่อาจทำเช่นนั้นได้ บิดาไหว้วานเรื่องสำคัญให้พูดกับอีกฝ่ายก็ยังไม่กล้าเอ่ยด้วยซ้ำ พรูลมหายใจเสียงหนักแล้วกำมือแน่นไม่รู้ว่าควรจัดการกับสถานการณ์เช่นไร
“ขอเวลาอัญหน่อยนะคะ...” เธอเลือกจะประวิงเวลาเอาไว้
ถ้าอยากคบกับเขาก็ต้องพูดคุยเรื่องทุกอย่างกับชายหนุ่ม ขอให้อีกฝ่ายช่วยเท่าที่ทำได้ ไม่รู้ว่ามันจะเกินกว่ากำลังของเขาหรือเปล่า แต่คิดว่าบิดาคงไม่ปล่อยให้คบกันโดยที่ไม่ได้สิ่งใดตอบแทนกลับคืนมาแน่ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวมากกว่าเดิม ใบหน้าฉายชัดถึงความสับสนจนความมั่นใจของธนนท์ปภพเริ่มลดน้อยลง
“ได้ พร้อมเมื่อไหร่บอกพี่นะ”
“ค่ะ”
เขาเลือกจะให้เวลาเธอได้ทบทวนความรู้สึก โดยที่ไม่มั่นใจว่าหญิงสาวจะตอบตกลงหรือเปล่า แววตาของหล่อนเต็มไปด้วยความสับสนแต่ตนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น รับประทานอาหารเรียบร้อยก็ไปส่งหล่อนถึงหน้าบ้าน บอกลากันบนรถโดยที่เธอกอดช่อดอกไม้เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
มองตามรถยนต์คันหรูแล่นลับไปไกลสุดสายตา พร้อมความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอกซึ่งไม่อาจปลดปล่อยมันออกมาได้
สูดลมหายใจเข้าปอดลึกเรียกกำลังใจให้ตัวเองแล้วค่อยเดินเข้าไปในบ้าน คนแรกที่ออกมาต้อนรับก็คือน้องสาว พูดให้ถูกคือออกมาจับผิดหล่อนมากกว่า
“พี่อัญกลับมาแล้ว” บอกเสียงดังแล้ววิ่งเข้าไปหาบุพการีที่กำลังนั่งคอยเธอ
