๔ เต็มที่กับรัก (๓)
แต่ในใจก็ไม่อยากพบความเจ็บปวด จึงคิดจะหยุดความสัมพันธ์ของเราเอาไว้เพียงแค่นี้...
“ลองทำตามหัวใจตัวเองก่อนสิ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอื่น พยายามดูสักครั้งสุดความสามารถ ถ้ามันจะเจ็บก็เจ็บให้สุด ดีกว่าเราไม่ได้ลองแล้วมาเสียดายทีหลัง”
ทว่าคำพูดของมารดากลับทำให้เขาหวนกลับมาคิดได้อีกครั้ง...
ใช่ว่าจะมีความรู้สึกแบบนี้เข้ามาบ่อยเสียเมื่อไหร่ เป็นครั้งแรกที่ตกหลุมรักใครจริงจังด้วยซ้ำ จึงคิดหลายรอบว่าควรทำอย่างไรเพราะดูเหมือนเธอจะไม่ได้คิดเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มหลับตาลงเมื่อในหัววุ่นวายเกินกว่าจะคิดสิ่งใดออก ก่อนที่ใบหน้าของหล่อนยามแย้มยิ้มจะเด่นชัดขึ้นในหัว ทำให้รู้ว่าตัวเองคงไม่อาจสลัดความรักที่มีต่อหล่อนได้
หรือเขาจะลองทำตามความรู้สึกของตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็คงต้องยอมรับให้ได้ เพราะเป็นทางที่ตนเลือกเอง
“ครับแม่” ลืมตาขึ้นแล้วตอบรับคำของมารดา
ตัดสินใจได้ในทันทีว่าจะทำเช่นไรต่อจากนี้ เมื่อหัวใจบอกว่ารักก็ต้องลุยให้สุดกำลัง ถ้าจะอกหักก็ถือเป็นบทเรียนให้ตัวเอง
“ว่าแต่ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอ” คราวนี้พ่อแม่ต่างมองลูกเป็นตาเดียว เหมือนคุณมาลาตีจะทราบว่าหญิงผู้นั้นเป็นใครเพราะเคยเห็นตาเป็นประกายของบุตรชายยามมองหล่อนร่ายรำ แต่ท่านเลือกจะให้ธนนท์ปภพเป็นคนพูดเอง ไม่ยอมเฉลยให้สามีทราบ
“เอาไว้ผมมั่นใจแล้วจะพามาให้รู้จักนะครับ” เลือกจะหลบสายตาแล้วเลี่ยงการเอ่ยถึงอัญชิสา แม้ว่าใบหูจะเริ่มแดงก่ำด้วยความเขินเพราะไม่เคยพูดเรื่องความรักของตัวเองกับพ่อแม่เลยสักครั้ง คราวนี้กลับต้องเอ่ยถึงจึงทำตัวไม่ถูก
“สองจะกลับเมื่อไหร่ น้องได้บอกลูกหรือเปล่า” ถามถึงติณณภพที่ไม่กลับไทยมานานแล้วเนื่องจากติดเรียน ส่วนใหญ่ถ้าท่านทนคิดถึงไม่ไหวก็บินไปหา ต่อด้วยเที่ยวกับสามีเหมือนคู่รักทั่วไปที่ยังหมั่นเติมความหวานให้แก่กัน
เขาจึงอยากมีความรักแบบพวกท่านบ้าง...
“เห็นบอกว่าปีนี้ไม่กลับไทยครับ ยุ่งกับเรื่องเรียนขี้เกียจบินไปกลับ” คำตอบไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ จึงถามถึงลูกชายอีกคน
“สามล่ะ” แค่ได้ยินชื่อก็ถึงกับต้องส่ายหน้าทันที
“รายนั้นเน้นเล่นไม่ค่อยเรียนยังดีที่ไม่ติดเอฟ” ทุกวันนี้แค่เรียนรอดมาได้ก็ถือว่าบุญแค่ไหนแล้ว โทรไปหาทีไรไม่อยู่ร้านเหล้าก็ชวนเพื่อนมาเล่นเกมที่บ้านตลอด จนคร้านจะพูดด้วยจึงแทบไม่โทรคุยกับมนัสกรให้อารมณ์เสีย
“โทรคุยกับน้องอยู่ใช่ไหม”
“โทรคุยตลอดแหละครับถ้าว่าง แต่พวกนั้นไม่ค่อยจะรับสายผมเท่าไหร่” เป็นพี่ชายคนโตที่พยายามสอดส่องให้นอกอยู่ในร่องในรอย ซึ่งบางครั้งก็ถูกตัดสายแล้วส่งข้อความมาบอกว่ากำลังยุ่งแทน เขาจึงไม่ค่อยได้ติดต่อน้องสองคนในช่วงหลัง
“ก็เราทำตัวโหดขนาดนี้ เคร่งยิ่งกว่าพ่ออีก ผ่อนคลายบ้างก็ได้นะคนโตของแม่” ลูบศีรษะมนมองเขาเหมือนยังเป็นเด็ก จนชายหนุ่มหลุดยิ้มขำแล้วยอมทำตัวอ่อนกว่าวัยเพื่ออ้อนมารดาที่ยังมองเขาด้วยแววตารักใคร่
“ครับ”
เขาเองก็รักและเคารพท่านมากเหมือนกัน อยากให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้ากันรอเวลาเพียงน้องเรียนจบ จะได้กลับมาอยู่ด้วยกันสักที...
ตัดสินใจจะเดินหน้าเพื่อจีบหล่อนก็เริ่มขั้นตอนแรกด้วยการซื้อช่อดอกไม้ไปให้หญิงสาว ไม่รู้ว่าเธอชอบดอกอะไรเขาจึงเลือกดอกทิวลิปสีชมพูเพราะดูเข้ากับหล่อน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะชอบหรือเปล่าแต่ตนก็ถือมันมายืนรออยู่ด้านหลังห้องจัดเลี้ยง หวังว่าการแสดงจบลงหล่อนจะเดินออกมาแล้วพบกับเขาเป็นคนแรกพร้อมรอยยิ้มกว้าง
นึกเขินอายอยู่เหมือนกันกับการกระทำของตัวเอง ไม่เคยทำเช่นนี้ให้ใครมาก่อน แต่มาถึงตอนนี้เขาก็ต้องสู้ไปให้สุดเช่นเดียวกัน ข้อมูลของเธอที่ให้เจตน์ไปหายังคงวางไว้ในลิ้นชักไม่ถูกเปิดอ่าน เขาสั่งด้วยอารมณ์ชั่ววูบแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอยากจีบด้วยตัวเองก็ต้องเรียนรู้ความเป็นอัญชิสาผ่านทางสายตาของตน
ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกป้อน...
ไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะเป็นเพียงตัวเลือก เพราะส่วนใหญ่มักจะเป็นฝ่ายได้เลือกเสียมากกว่า แต่ชายหนุ่มก็เลือกจะลองดูสักตั้ง ไม่ได้รู้สึกแบบนี้มาก่อนจึงอยากทุ่มให้สุดตัวดูสักครั้ง
“พี่หนึ่ง...อะไรคะเนี่ย” เธอเดินออกมาด้วยชุดไปรเวทที่แสนธรรมดาแต่กลับดูน่ารักในสายตาคนมอง เขายิ้มตามก่อนจะเดินเข้าไปหาอัญชิสาแล้วยื่นดอกไม้ให้เธอ ไม่สนใจว่ามีสายตากี่คู่กำลังมองมา เพียงแค่อยากแสดงความรู้สึกของตัวเองให้หล่อนรู้เท่านั้น
“ดอกไม้ครับ” ทราบดีว่าเป็นดอกไม้ แต่เธอไม่เข้าใจว่าเขาจะมอบให้ทำไม
ช่อดอกทิวลิปสีชมพู...ราคาคงไม่ใช่น้อย
หล่อนซาบซึ้งเป็นอย่างมากแล้วก็เขินอายในเวลาเดียวกัน ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมอบดอกไม้แก่ตน ไม่เคยมีใครทำแบบนี้ให้เลยจนร้อนผ่าวที่ดวงตาต้องอดกลั้นเอาไว้ไม่ให้น้ำตาร่วงหล่นจากเบ้า จ้องใบหน้าคมสายตาเต็มไปด้วยคำขอบคุณ
รับรู้ถึงความรักที่อีกฝ่ายมีให้กัน แต่เป็นเธอเองที่ไม่เหมาะสมกับเขา
“ให้ทำไมคะ” ทั้งที่รู้แต่ก็ยังถาม เขาเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เลือกจะไม่เอ่ยออกมา คิดว่าพูดตรงนี้น่าจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่
“พี่อยากให้...พี่คิดว่ามันเหมาะกับอัญ” เขาพูดขนาดนี้เธอก็จำต้องเอื้อมมือไปรับแล้วโอบกอดช่อดอกไม้ไว้ด้วยความทะนุถนอม สายตาอ่อนโยนของหล่อนยามมองดอกไม้ทำให้ร่างหนาเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง
“ขอบคุณค่ะ” ก้มลงดมกลิ่นหอมหวานของดอกไม้ ก่อนยิ้มกว้างจนคนมองยิ้มตามทันที เขาไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ขยับเข้ามาใกล้เธอมากกว่าเดิม พร้อมเอ่ยชวนด้วยหัวใจที่เต้นรัว เริ่มกลัวว่าคนตรงหน้าจะไม่ตอบรับ
“ไปกินข้าวกับพี่ได้ไหม” ไม่เคยต้องตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อน รอคำตอบจากเธอด้วยสายตาแห่งความหวัง
