๔ เต็มที่กับรัก (๒)
“ความจริงอรกับพี่อัญไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ หรอกนะคะ พ่อกับแม่รับพี่อัญมาเลี้ยงแต่เด็กเพราะสงสารน่ะค่ะ แต่เราสองพี่น้องสนิทกันมากนะคะ” เรื่องใหม่ที่เขาไม่ทราบมาก่อน เธอเล่าให้ฟังแล้วแสร้งทำหน้าเศร้าแต่แววตากลับเป็นประกายขัดกับคำพูด ซึ่งเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องนั้นเท่ากับหันไปมองผู้หญิงที่มาดินเนอร์กับชายอื่น
“ครับ”
เราสองคนมีความรู้สึกดีให้กันไม่ใช่เหรอ ทำไมหล่อนถึงมีชายมากหน้าหลายตาเข้าหาไม่หยุดหย่อน ทั้งเมื่อวานที่มีคนมารับไปส่งบ้าน ไหนจะวันนี้ผู้ชายอีกคนพามากินข้าว ถึงพยายามมองในแง่ดีแค่ไหนก็ยังมีข้อกังขามากมาย
พวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันอีกพอดีกับอาหารเริ่มทยอยมาเสิร์ฟ เขาพยายามไม่มองไปทางที่เธอนั่งแล้วกินข้าวอย่างไม่รู้รส นึกหงุดหงิดไปหมดทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร กระทั่งได้ยินเสียงของอรสินีที่เอ่ยขึ้นพลางยิ้มไปด้วย
“คนนี้น่าจะตัวจริง ไม่ค่อยเห็นพี่อัญยิ้มหรือหัวเราะให้ใครขนาดนี้มาก่อน” เขาเผลอกำช้อนส้อมแน่นเมื่อได้ยินอย่างนั้น อยากทิ้งทุกอย่างแล้วเดินไปถามหล่อนให้รู้แล้วรู้รอดเสียเลย แต่ก็พยายามห้ามใจเอาไว้
เพราะตอนนี้เราไม่ได้เป็นอะไรกัน...
มีเพียงเขาที่คิดเกินเลย ขณะที่เธอแทบไม่มีปฏิกิริยาตอบรับเท่าไหร่ คิดย้อนไปแล้วก็ยิ่งสับสนมากกว่าเดิม
เขาควรเดินหน้าดีไหม หรือหยุดแค่นี้ที่หัวใจยังไม่ถลำลึกจนเกินไป
“เพื่อนอรก็ชอบพี่อัญเหมือนกันค่ะ ครั้งก่อนอรบอกว่าเพื่อนอยากจีบก็รีบเอาเบอร์ให้เพื่อนอรเลย พี่อัญค่อนข้างเปิดตัวเองไม่ค่อยปิดกั้น” เขาฟังสิ่งที่เธอพูดก็ยิ่งโมโหมากกว่าเดิม พลอยไม่อยากอาหารไปด้วยจนอยากรีบกลับเสียเดี๋ยวนี้
เงยหน้าสบตากับคนอายุน้อยกว่าพลางเอ่ยเสียงขรึม เหมือนต้องการบอกให้เธอหยุดพูดสักที แล้วเหมือนอรสินีจะรับรู้ได้จึงปิดปากเงียบ เลือกรับประทานอาหารอย่างเดียว
“ครับ”
“จะเอาอะไรเพิ่มไหม” ชายหนุ่มหมดอารมณ์จะติวหนังสือให้หล่อน กินข้าวอิ่มก็คิดจะหาข้ออ้างเพื่อกลับบ้าน เขาเหนื่อยเกินกว่าจะปั้นยิ้มแย้มแต่ยังเลือกถามคนตรงหน้า
“ไม่แล้วค่ะ แค่นี้ก็น่าจะทานไม่หมดแล้ว” ปฏิเสธเสียงเบา รับรู้ถึงความน่ากลัวของเขาที่ทำให้เธอนึกกดดันจนไม่กล้าพูดอะไรออกมาด้วยซ้ำ เหลือบมองไปทางพี่สาวที่กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อยกับผู้ชายที่พ่อเป็นคนหามาให้
ต่างจากเธอที่ต้องหาเอง...
แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!
“ครับ”
รับประทานอาหารจนอิ่มก็เลือกไปส่งเธอถึงบ้านโดยที่หญิงสาวก็ร่ำลากับเขาพักใหญ่ โชคดีที่ได้รับโทรศัพท์จากคนสนิทจึงได้ใช้เป็นข้ออ้างรีบขับออกมา แล้วตรงกลับบ้านหลังใหญ่อย่างรวดเร็ว สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าเหนื่อยแค่ไหน
กำลังจะขึ้นบนบ้านกลับต้องชะงักเมื่อพบบุพการีนั่งเล่นอยู่ห้องรับแขกด้านหน้า ท่านยังคุยกันหวานแหววเหมือนเพิ่งเริ่มปลูกต้นรัก จนคนที่คิดไม่ตกเรื่องความรักถึงกับต้องถอนหายใจ ก้าวเข้ามานั่งลงข้างมารดาแล้วเอนกายพิงพนัก อาการบ่งบอกว่าเหนื่อยล้ามากแค่ไหน
“ไงหนึ่ง กลับบ้านมาทำไมหน้าตาเศร้าสร้อยขนาดนั้นล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” คุณอวัชเห็นท่าทีของลูกชายก็ถามด้วยความเป็นห่วง ไม่รู้ว่าเครียดเรื่องงานหรือเรื่องอื่นกันแน่ ปกติไม่เคยเห็นบุตรชายหมดสภาพขนาดนี้มาก่อน
มือหนายกขึ้นนวดขมับไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรกับชีวิตรักที่ยังไม่เริ่มก็ส่อแววจะล่มเสียแล้ว ฝ่ายหญิงไม่ได้คิดอะไรกับเขาเหมือนมีเพียงตนที่คิดไปไกลฝ่ายเดียว
เธอมีคนอื่นขณะที่เขามองแค่อัญชิสา...
“เปล่าครับ ผมแค่ไม่รู้จะจัดการความคิดของตัวเองยังไงดี” ไม่ได้ตอบตามตรงแต่เหมือนคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนจะทราบดี
คุณมาลาตียกมือขึ้นลูบบ่าแกร่งด้วยความเป็นห่วง พอจะคาดเดาเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ้างต่างจากสามีที่ไม่รู้เรื่องราวกับเขาบ้างเลย
“มีเรื่องอะไรหนักใจเหรอ...งานหรือเปล่า”
“ไม่ครับ” ปฏิเสธตามความจริงเพราะตอนนี้เขาถึงทางตันเกินกว่าจะคิดวิเคราะห์ทุกอย่างเองได้
พ่อกับแม่หันมองหน้ากันทันที คุณมาลาตียกยิ้มพึงพอใจที่ตอนนี้ลูกชายผู้เย็นชามีความรักกับเขาบ้างแล้ว น้องชายทั้งสองมีแฟนแล้วเลิกไปหลายคนแต่พี่ชายยังไม่มีเลยสักคน พอมีคนแรกก็เจอเรื่องหนักอกจนต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ
ดูจากสีหน้าท่าจะหนักจริง คนอาบน้ำร้อนมาก่อนจึงไม่อาจปล่อยให้ธนนท์ปภพนั่งเครียดได้ อย่างน้อยก็ช่วยพูดคุยเพื่อหาทางออกให้ลูก เพราะดูเหมือนคนที่แข็งแกร่งมาตลอดจะอ่อนไหวกับเรื่องนี้เหลือเกิน
“ความรักสินะ” มารดาเอ่ยเพียงแค่นั้นเขาก็หัวเราะในลำคอที่ถูกท่านมองออกอย่างง่ายดาย คงปิดไม่มิดเพราะตนรู้สึกมากมายเหลือเกิน
เพิ่งรู้ว่าการรักใครสักคนมันยากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาหรือเธอกันแน่ที่ทำให้เรื่องราวมันไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น เขามั่นใจในความรู้สึกของตัวเอง แต่ไม่มั่นใจในตัวหล่อน จากที่ผ่านมาเหมือนว่าจะมีชายมากหน้าหลายตาเข้าหาอัญชิสา แล้วเธอก็ปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันหมด
ไม่เว้นแม้แต่เขา...ก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนพี่ชาย
ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นเลย
จึงไม่มีสิ่งใดทำให้มั่นใจว่าสุดท้ายแล้วตนจะได้เลื่อนสถานะหรือเปล่า ต้องทุ่มสุดตัวแค่ไหนถึงจะได้รับความรัก เหมือนว่าวิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่อยากคว้าไว้แค่ไหนก็เหมือนห่างไกลกว่าเดิมทุกที จนเขาหมดแรงหมดพลังจะคาดหวัง
“ผมไม่รู้ว่าควรไปต่อหรือพอแค่นี้ บางทีก็เหมือนอยู่ใกล้แต่บางครั้งก็คล้ายกับถูกผลักให้ห่างมากกว่าเดิม มันทำให้ผมไม่เป็นตัวเองเลยครับ ผมเกลียดความรู้สึกแบบนี้” เหนื่อยจนเผยด้านอ่อนแอให้พวกท่านเห็น หนทางรักถึงทางตันทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่ม ความรู้สึกเขาก็ตีกันระหว่างพอแค่นี้หรือไปให้สุด
