๓ ผลประโยชน์ (๓)
คิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับชีวิตตอนนี้ หล่อนไม่อยากพูดเรื่องโรงงานของพ่อกับเขา เรายังไม่ได้เคลียร์กันเรื่องฐานะของชายหนุ่ม ซึ่งความจริงตนก็ไม่ได้โกรธเพียงแค่รู้สึกว่าเราอยู่ห่างกันออกไปเรื่อยๆ
ตนไม่เหมาะสมกับธนนท์ปภพ...
“ทำหน้าเครียดมาแต่ไกล มีอะไรหรือเปล่า” จมอยู่กับความคิดของตัวเองอยู่นานพอสมควร ก่อนสะดุ้งตัวโยนเมื่อได้ยินเสียงทุ้มที่คุ้นเคยเข้ามาใกล้ พอเงยหน้าขึ้นก็พบกับธนนท์ปภพที่ส่งยิ้มให้กันพอดีแต่เธอไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะฝืนยิ้มตอบได้
ควรพูดเรื่องโรงงานของบิดากับเขาตอนนี้เลยหรือเปล่า คิดในใจอย่างกลัดกลุ้มแล้วเลือกปัดความฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้ง ยืดเวลาออกไปอีกสักหน่อยเพราะไม่อยากโดนเขาเข้าใจผิดว่าเข้าหาเพราะผลประโยชน์ทั้งที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น
“เรื่องเรียนน่ะค่ะ ใกล้จบแล้วอัญไม่รู้ว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิตตัวเองดี” เหลือเวลาเพียงเดือนเดียวเท่านั้นเธอก็จะเรียนจบ โปรเจคที่ต้องส่งก่อนจบก็ทำเสร็จแล้ว เรื่องฝึกงานก็เช่นเดียวกัน เหลือเพียงเวลาแค่ไม่ถึงเดือนหล่อนก็จะได้วุฒิการศึกษาเพื่อใช้ในการสมัครงาน
แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่รู้สึกมีความสุขเลยสักนิด เธอกลัวว่าถ้าเรียนจบอาจถูกจับใส่ตะกร้าให้คนที่บิดาคิดว่าเหมาะสมก็เป็นได้
ชีวิตของหล่อนไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก...
“เรียนต่อปริญญาตรีสิ หรือจะทำงานก่อนไหมล่ะ” เลือกจะเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอ จ้องใบหน้าสวยที่แววตาเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด จนเขานึกอยากพูดปลอบเพื่อเรียกรอยยิ้มเธอกลับคืนมาอีกครั้ง
ตอนที่เธอยิ้ม...เหมือนมีดอกไม้เบ่งบานในใจเขาด้วย
“คงทำงานก่อนค่ะ เก็บเงินส่งตัวเองเรียนไม่อยากรบกวนพ่อแม่” ความคิดของเธอทำให้เขายิ่งนับถือมากกว่าเดิม จ้องเธออยู่อย่างนั้นจนร่างบางเริ่มทำตัวไม่ถูก ยกมือขึ้นเอาผมทัดหูแล้วเสมองทางอื่น บรรยากาศระหว่างเราไม่ได้อึดอัดแต่เพราะเรื่องในใจที่เธอไม่อาจบอกเขาได้ ทำให้หญิงสาวนึกกังวลจนแสดงออกทางสีหน้า
ไม่เคยตกอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ จึงค่อนข้างสับสนพอสมควรว่าตอนนี้ควรพูดอะไรออกไปหรือเปล่า แต่โชคดีที่อีกฝ่ายชวนคุยไม่ให้เงียบจนเกินไป
“เมื่อวานตอนเที่ยงไปไหนมาเหรอ” นึกย้อนไปถึงเมื่อวานแล้วก็นึกหงุดหงิดทุกครั้งยามถูกชายรุ่นพ่อลวนลาม
“ตอนเย็น...ไปกินข้าวกับเพื่อนพ่อค่ะ อาธีระ...เขาทำงานกับพ่อ” บอกตามความจริงแล้วเขาก็ค่อนข้างโล่งใจที่เพื่อนของตนมองผิด รอยยิ้มกลับมาประดับใบหน้าหล่ออีกครั้ง แววตาที่เคยมีความกังขาก็หมดไป
“อ้อ” พยักหน้าเป็นการรับทราบ
เขาเลือกจะนั่งอยู่ตรงนั้นไม่ยอมลุกไปไหน จนเธอเริ่มขยับไปมาไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร หรือจะพูดเรื่องสำคัญกับอีกฝ่ายตอนนี้เลย
แต่หล่อนก็ยังไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ของเรา...
เพราะการรู้จักกันในตอนแรกมันคือความบังเอิญ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์เหมือนตอนนี้ จนเธอไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไร
“พี่หนึ่งจะไปทำงานตอนไหนเหรอคะ”
“ทำไม ไม่อยากคุยกับพี่แล้วเหรอถึงได้ไล่กัน” แกล้งพูดหยอกจนเธอต้องรีบปฏิเสธกลัวเขาเข้าใจตนผิด
“เปล่าค่ะ แค่ถาม...” ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าจะสบตาคนตรงหน้าด้วยซ้ำ
เย็นนี้เธอมีนัดแล้วจึงไม่อาจพูดคุยกับเขาต่อทั้งที่ในใจนึกอยากคุยมากกว่านี้ เหมือนว่าช่องว่างระหว่างเรามันห่างขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ที่ทราบว่าธนนท์ปภพเป็นใคร ตัดสินใจจะบอกลาอีกฝ่ายแต่กลับถูกเขาเอ่ยอาสาขึ้นมาก่อน
“กลับหรือยัง ให้พี่ไปส่งไหม” ลุกยืนเต็มความสูงพร้อมสำหรับไปส่งหล่อนถึงบ้าน แต่ดูเหมือนว่าหญิงสาวไม่ต้องการเช่นนั้น
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจพี่หนึ่ง” เธอรีบปฏิเสธเพราะว่าตนมีนัดแล้ว กำลังจะเดินออกจากสวนสวยของโรงแรมก็ถูกร่างหนาดักเอาไว้
“ไม่ต้องเกรงใจ พี่ไปส่งได้” ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ กลับมีบุคคลที่สามโผล่มาเสียก่อน ซึ่งเป็นชายที่เธอต้องไปรับประทานอาหารด้วย นัดเจอกันที่นี่โดยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เจอกับร่างสูง แต่ไม่คิดว่าทั้งสองจะได้พบหน้ากันเร็วขนาดนี้
“น้องอัญกลับหรือยังครับ” หนุ่มตี๋ผิวขาวที่หน้าตาไม่ได้โดดเด่นมากเท่าไหร่ แต่ก็เป็นลูกชายของนายตำรวจใหญ่ทั้งตอนนี้ยังทำกิจการร้านอาหารอีกต่างหาก เพียรเข้ามาจีบเธอหลายต่อหลายครั้งผ่านทางคุณปวัตร
แม้ว่าหล่อนจะไม่เต็มใจแต่ก็ต้องตามน้ำไปก่อน อย่างน้อยเขาก็ไม่มีท่าทีล่วงเกินหรือสร้างความลำบากใจ
“ค่ะ” พยักหน้ารับแล้วหันมามองร่างสูง
“กลับก่อนนะคะพี่หนึ่ง สวัสดีค่ะ” ยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแล้วเดินออกไปพร้อมชายอิ่น ปล่อยให้ธนนท์ปภพทำได้เพียงแค่กำมือแน่นแล้วมองตามด้วยสายตาสั่นไหว นึกสงสัยว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครแล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับเธอ
ไม่รอช้ารีบเดินขึ้นชั้นบนเพื่อคุยกับผู้ช่วยของตัวเองทันที เขาเคยคิดจะทำความรู้จักกับเธออย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตอนนี้ไม่อาจใจเย็นอยู่เฉยได้แล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจทำบางอย่างที่ขัดกับความต้องการแรกของตัวเอง
“คุณเจตน์ครับ หาข้อมูลของอัญชิสามาให้ผมหน่อยนะ ผมขอแบบละเอียดหน่อยนะครับ”
นั่นคือการให้คนสนิทไปสืบประวัติของหญิงสาว เพราะเขาไม่อาจทนรอได้อีกต่อไป ยิ่งเห็นผู้ชายที่เข้ามารับหล่อนก็ยิ่งกังวลมากกว่าเดิม
ไม่รู้ว่าตนจะมีโอกาสหรือเปล่า...
“ครับ”
“ถ้าให้ดีขอไม่เกินสามวันนะครับ” ความร้อนใจทำให้กำหนดระยะเวลาชัดเจน เล่นเอาคนรับคำสั่งต้องค้อมศีรษะแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ครับคุณหนึ่ง”
ไม่สนใจอีกต่อไปว่ามันจะถูกหรือผิด ต้องการเพียงอยากเดียวคือข้อมูลทั้งหมดของหล่อน
ว่ายังโสดจริงหรือเปล่า...
