บท
ตั้งค่า

๓ ผลประโยชน์ (๑)

ผลประโยชน์

ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองชื่อร้านอาหารพร้อมกับพรูลมหายใจด้วยความหนักอก ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาเจอสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง ทราบดีว่ามารดาต้องการอะไรโดยใช้หน้าตาของหล่อนเป็นตัวล่อให้ผู้อื่นเข้ามาติดกับ

ทั้งที่ไม่เคยบอกรักเลยสักครั้งแต่ก็ขอให้หล่อนทำตามคำสั่งได้ไม่หยุดสักที ปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นอยากหันหลังเดินหนีออกไปจากตรงนี้

หลายต่อหลายครั้งที่ถูกชักชวนให้ไปรับประทานอาหารกับผู้ชายที่สนใจในตัวหล่อน โดยที่ตนก็ไม่สามารถปฏิเสธได้เพราะครอบครัวเห็นดีเห็นงามไปหมดเสียทุกอย่าง ผู้ชายเหล่านั้นแสดงออกถึงความสนใจที่มีต่อเธออย่างชัดเจน จนไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไรเพื่อหลีกหนีจากสถานการณ์อันน่าอึดอัด

ทำได้เพียงปล่อยให้มันจบลงในแต่ละครั้ง โดยที่เธอก็ทำได้แค่ทนอย่างเดียว จำต้องเป็นลูกสาวแสนดีที่ทำตามคำสั่งของบุพการี แม้ว่าในใจของตนจะไม่ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นก็ตาม

นึกอยากใช้ชีวิตธรรมดากับครอบครัวเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ทว่าหล่อนไม่ได้รับสิทธิ์นั้นเพราะตัวเองคือคนนอกที่พยายามทำตัวให้กลมกลืน หวังว่าความดีที่ทำอาจสัมฤทธิ์ผลแล้วพวกท่านจะมอบความรักให้กันบ้าง

ขาเรียวก้าวเข้ามาในร้านอาหารจีนที่มีความเป็นส่วนตัว สวมเดรสสีหวานยาวเพียงเข่าตามที่คุณภัตติมาเป็นคนเลือกให้สวม ผมยาวดัดเป็นลอนใบหน้าถูกแต่งแต้มบางเบา สวยหวานจนชายหลายคนในร้านต่างหันมามองด้วยความสนใจ แต่หล่อนไม่ได้มองใครนอกจากเดินเข้าไปทักทายเพื่อนของบิดาที่นั่งคอยอยู่มุมห้อง

แววตาที่อีกฝ่ายมองกันช่างน่าขนลุกเสียเหลือเกิน แต่หล่อนก็พยายามเก็บซ่อนอาการรังเกียจเอาไว้สุดความสามารถ เลือกจะแย้มยิ้มให้คนที่พบหน้ากันบ่อยครั้งในช่วงหลัง ท่านเป็นเจ้าของโรงแรมและกำลังจะสร้างผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวเป็นแบรนด์ตัวเองโดยเฉพาะ จึงเข้ามาพูดคุยกับบิดาของหล่อนบ่อยครั้งแต่ยังไม่เห็นตกลงกันได้สักที

สูดลมหายใจเข้าปอดแล้วยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะอาธีระ” ทักทายเขาเสียงเรียบแต่คนฟังกลับรู้สึกว่าช่างไพเราะเสียเหลือเกิน ชายวัยกลางคนรีบลุกจากเก้าอี้แล้วเดินตรงมาหาหล่อน จนอัญชิสาผงะถอยหลังไปสองสามก้าว เธอพยายามจะไม่แสดงอาการรังเกียจออกมามากนัก

อย่างไรคนตรงหน้าก็มีผลประโยชน์กับครอบครัวของตน รักษามิตรเอาไว้ดีกว่าสร้างศัตรู

“หนูอัญ...มานั่งข้างอาสิ” เลื่อนเก้าอี้ข้างตนให้หญิงสาว ผายมือเชื้อเชิญจนเธอต้องรีบส่ายหน้า ตัดสินใจนั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อที่อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องใกล้กันจนเกินไป พาลจะรับประทานอาหารไม่ลงเสียเปล่า

“ไม่เป็นไรค่ะ อัญนั่งตรงนี้ดีกว่า...พ่อกำลังมาค่ะ” คนถูกหักหน้าค่อนข้างเสียหน้าอย่างเห็นได้ชัด เดินกลับมานั่งที่เดิมซึ่งอยาตรงข้ามมองเห็นใบหน้าสวยหวานได้ชัด จึงไม่ปกปิดความรู้สึกว่าต้องการหล่อนมากแค่ไหน สายตาที่มองหวานเยิ้มไม่ใช่อาที่กำลังมองหลาน ทำให้เธอยิ่งสะอิดสะเอียนจนไม่อยากมองหน้าด้วยซ้ำ

เหลือบมองไปยังประตูร้านหวังว่าบิดาจะเดินเข้ามา กลับพบคำตอบที่น่าตกใจแต่ก็ไม่แปลกใจในคราวเดียวกัน

“ไม่มาแล้ว พ่อเขาติดธุระเลยให้อากินข้าวกับหนูอัญ นี่อาสั่งมาเต็มโต๊ะเลยนะไม่รู้ว่าหนูอัญชอบเมนูไหนเป็นพิเศษ กินเลยสิ” มือบางกำกระโปรงตัวเองแน่นเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้พังโต๊ะอาหาร เธอเกลียดทุกสิ่งที่บีบบังคับให้ตนต้องมาอยู่ในจุดนี้

อาหารหรูหราเต็มโต๊ะแต่เธอกลับไม่มีความอยากแม้แต่น้อย ดวงตาร้อนผ่าวคล้ายว่าจะร้องไห้จนต้องบอกตัวเองให้กลั้นเอาไว้ เธอจะไม่มีทางร้องไห้ในตอนนี้เป็นอันขาด จึงรีบยิ้มรับเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร

แม้ว่าในใจจะเจ็บปวดที่ถูกบิดาทิ้งไว้ให้อยู่กับเพื่อนของท่าน ที่เจตนาค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ได้เห็นหล่อนเป็นหลาน

“ขอบคุณค่ะ” อาหารถูกคีบใส่จานของเธอ โดยที่หญิงสาวก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากคีบอาหารเข้าปากแล้วรีบทำให้มื้อนี้จบลงอย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนว่าคนฝั่งตรงข้ามจะยังไม่ยอมจบ ชวนหล่อนคุยด้วยเรื่องน่าคลื่นไส้จนหญิงสาวแสร้งยิ้มกลบเกลื่อนความรังเกียจที่มีต่อคุณอา

“หนูอัญนับวันยิ่งสวย มีแฟนหรือยัง”

“ยังค่ะ อัญยังเด็กคิดเรื่องเรียนมากกว่า” เธอย้ำคำว่าเด็กให้เขาได้ทราบ อายุห่างกันสองรอบไม่คิดว่าอีกฝ่ายยังจะคิดอกุศลกับตน

ที่สำคัญคือคนตรงหน้ามีครอบครัวแล้ว!

ยิ่งนึกก็สะอิดสะเอียนชายคนนี้มากกว่าเดิม จนอยากรีบจบบทสนทนาก่อนออกไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

“เหรอ...ถ้าคิดเรื่องมีแฟนวันไหนบอกอาได้นะ เดี๋ยวอาจะช่วยหาเอง” สายตาที่มองหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้าแต่เธอก็ไม่ได้คล้อยตามเลยสักนิด ยิ่งทำให้นึกรังเกียจชายวัยกลางคนมากกว่าเดิม รับประทานอาหารอย่างไม่รู้รสเลือกจะถามคำตอบคำไปอย่างนั้น

“ค่ะ”

เธอรับประทานอาหารไม่ลงจึงดื่มน้ำเปล่าสลับกับคีบผักเข้าปาก ไม่กล้าขอตัวไปห้องน้ำนึกกลัวว่าจะถูกใส่ยาพิสดารลงไปในแก้ว คุณอาคนนี้ทำได้หมดทุกอย่างเพื่อความต้องการของตัวเอง หล่อนจึงต้องปกป้องตัวเองสุดความสามารถ

อีกฝากของร้านอาหารมีชายหนุ่มสองคนเพิ่งเดินเข้ามานั่งได้ไม่นาน ความหล่อเหลากินกันไม่ขาดจะต่างก็คือเสื้อผ้าที่สวมใส่ ขณะที่ชายผิวเข้มหน้าตาคมคายสวมเสื้อเชิ้ตทับด้วยสูทเนื้อดี ต่างจากอีกคนที่ใส่เพียงเสื้อยืดแล้วทับด้วยเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีเข้ม หน้าตาหล่อกินกันไม่ลงขนาดความสูงก็เหลื่อมล้ำเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

“ไม่เจอกันนานเลยนะมึง เป็นไงบ้าง” นั่งลงที่โต๊ะอาหารแล้วสั่งกับข้าวสี่ถึงห้าอย่างมารับประทาน ก่อนหนุ่มชาวไร่จะเป็นฝ่ายถามเพื่อนนักบริหารที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อย เลี้ยงต้อนรับธนนท์ปภพกลับจากต่างประเทศตนก็ไม่ได้ไปเพราะติดงาน จึงนัดมาเลี้ยงในวันว่าง

ไตรเตชิน บวรกานต์เดชคือเพื่อนสนิทที่รู้จักกันตั้งแต่เรียนมัธยมศึกษาตอนต้น เพิ่งได้แยกย้ายสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเจ้าตัวเลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์จะได้มาสานต่อกิจการไร่องุ่นและผลิตไวน์ของครอบครัว เข้าเมืองแต่ละทีใช้เวลาขับรถชั่วโมงครึ่งจึงต้องโอกาสสำคัญเท่านั้นถึงเข้ามา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel