๒ มีใจให้กันหรือยัง (๒)
“พี่อยากไปส่ง ให้พี่ไปส่งเถอะนะ”
“ก็ได้ค่ะ...”
แล้วใครจะต้านทานเขาไหว นอกจากยอมพยักหน้ารับเพื่อให้อีกฝ่ายไปส่งหล่อนถึงบ้าน ซึ่งรถยนต์ที่ใช้ก็ทำให้เธอถึงกับเบิกตาค้าง ไม่คิดว่าเขาจะใช้รถยนต์แห่งเมืองผู้ดีสีดำขลับเงาวับทั้งคัน ราคาแรงไม่ใช่เล่นจนนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายทำงานบริหารจริงหรือเปล่า
บางครั้งอาจมีตำแหน่งสูงกว่าที่หล่อนคาดคิดเอาไว้...
ระหว่างทางก็เหลียวมองเขาตลอด อยากถามแต่ก็ไม่กล้าเพราะเริ่มกลัวคำตอบที่ได้รับ เหมือนว่าระยะห่างของเราอาจจะไกลกันมากกว่าเดิม เธอจึงเลือกจะเงียบโดยที่เขาเป็นฝ่ายถามเส้นทางการกลับบ้านของเธอ กระทั่งจอดในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งซึ่งบ้านอยู่สุดซอยของโครงการ ค่อนข้างปลีกวิเวกไม่มีเพื่อนบ้านเพราะฝั่งข้ามก็ย้ายออก ฝั่งซ้ายก็ไม่มีคนอยู่ จึงกลายเป็นความสงบอย่างคาดไม่ถึง
บ้านสองชั้นสีขาวที่ทำห้องเสริมออกมาสำหรับพักผ่อนดูอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง หน้าบ้านมีต้นมะม่วงที่ใบร่วงหล่นเต็มพื้นยังไม่ได้รับการทำความสะอาด จอดรถไว้หน้าบ้านแล้วเดินเคียงข้างหล่อนก่อนได้ยินเสียงบุคคลที่สามดังออกมาจากตัวบ้าน
พอหันไปมองจึงได้พบหญิงสาวที่สวมชุดนักเรียนของโรงเรียนรัฐบาลวิ่งออกมา หล่อนน่าจะเลิกเรียนนานแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนมาสวมชุดไปรเวท ผมยาวประบ่าตามกฎของโรงเรียนที่ไม่ให้ไว้ยาวจนเกินไป ดวงตาเป็นประกายจดจ้องไปยังรถยนต์ที่มาจอดหน้าบ้าน
“โห รถสวยมาก! รถใครอ่ะ” หันไปถามพี่สาวที่เดินเคียงข้างชายแปลกหน้า หรี่ตามองอย่างจับผิดก่อนเอ่ยเสียงดังกว่าเดิมจนคนอายุมากกว่านึกเกรงใจชายหนุ่มที่อุตส่าห์มาส่งตนถึงบ้าน เพราะดูเหมือนน้องสาวจะเสียมารยาทกับเขาพอสมควร
“พี่อัญมีแฟนแล้วเหรอ!” ตะโกนเสียงดังเล่นเอาคนที่อยู่ในบ้านพากันเดินออกมาดู ทำให้เธอต้องเข้าไปบอกน้องอย่างรวดเร็ว สีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่กับคำพูดกล่าวหาต่อหน้าบุคคลที่สาม ทั้งยังพ่อแม่ที่เดินออกมาอีก
“ไม่ใช่ พี่หนึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ทำงาน...พี่หนึ่งคะนี่อรค่ะเป็นน้องสาวของอัญเอง” เธอรีบแนะนำให้เขารู้จักกับน้องสาวที่กำลังจะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยรอบแอดมิดชั่นเพราะไม่ผ่านรอบสอบตรงของทางสถานบัน
อัญชิสา อนันต์เมษเหลียวมองน้องสาวที่เปลี่ยนจากใบหน้าบึ้งตึงเป็นแย้มยิ้มงดงาม ประนมมือไว้ระหว่างอกแล้วค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อไหว้คนที่เพิ่งได้พบเป็นครั้งแรก อาการก้าวร้าวหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความนอบน้อมคล้ายคนละคน สร้างความฉงนให้แก่คนมองแต่ก็เข้าใจในทันทีกับสายตาที่น้องสาวหล่อนส่งมา
ทว่าไม่คิดจะตอบรับเพราะในสายตาของตนมีคนพี่อยู่แล้ว คนที่ทำให้เขาตกหลุมรักได้แต่แรกเจอไม่ใช่จะหาได้ง่าย จึงไม่คิดจะมองหาใครอีกโดยเฉพาะผู้หญิงอีกคนเป็นน้องสาวเธอ...
“สวัสดีค่ะพี่หนึ่ง” คำพูดแสนหวานกับการส่งสายตาให้เขาดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
ธนนท์ปภพทำเพียงยกมือรับไหว้ไม่ได้เอ่ยอะไร นึกแปลกใจกับความต่างของสองพี่น้อง หน้าตาไม่เหมือนกันนิสัยยังไม่ใกล้เคียงอีก แต่เขาก็เลือกจะปัดความรู้สึกทั้งหมดทิ้งไม่ได้สนใจคนอื่นนอกจากหล่อนผู้เดียว
“พี่ไม่มีรถกลับบ้านพี่หนึ่งก็เลยอาสามาส่ง” ตอบไปตามความจริงกลัวว่าเรื่องราวจะถูกเปลี่ยน พอดีกับที่พ่อแม่เปิดประตูรั้วออกมาดูว่าลูกสาวกลับบ้านพร้อมใคร แค่เห็นรถยนต์ก็ต้องตกตะลึงแล้วเพราะราคาไม่ใช่เล่น
นึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมเมื่อหันมามองใบหน้าหล่อของคนที่ขับรถมาส่ง พวกเขายืนอยู่หน้าบ้านโดยที่แขกหนุ่มยังไม่ถูกเชิญเข้าข้างใน แต่เมื่อได้พบหน้ากันก็ทำให้พ่อของหล่อนถึงกับตกใจเบิกตากว้าง แย้มยิ้มมีความสุขแล้วเดินเข้ามาทักทายชายรุ่นลูกอย่างรวดเร็ว
“อัญพาใครมาน่ะ” แม่เป็นคนถาม
“อ้าว คุณหนึ่ง! ไม่เจอกันนานเป็นยังไงบ้างครับสบายดีไหม” ขณะที่พ่อรีบเดินเข้ามาถามไถ่เขาราวรู้จักกันมานานนม เพียงแต่ร่างสูงไม่ได้มีท่าทีตอบรับเท่าไหร่ เขาย่นคิ้วเล็กน้อยระหว่างจ้องใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย ก่อนเริ่มนึกได้เลือนรางว่าเคยเห็นชายผู้นี้ที่ไหน
“ครับ” ตอบรับอย่างขอไปที แต่สายตาของเขายังคงมีคำถามทำให้คนอายุมากกว่ารีบเฉลย
“จำอาไม่ได้ล่ะสิ เราเคยเจอกันตอนคุณหนึ่งมาเรียนรู้งานเมื่อหลายปีก่อนน่ะครับ อาเข้าไปเสนอขายเครื่องใช้สำนักงานไงครับ จำได้หรือเปล่า” คำพูดและท่าทีนอบน้อมของบิดาหล่อนเริ่มทำให้เขาอึดอัด แต่ชายหนุ่มก็เลือกจะคิดตามก่อนจ้องหน้าคนที่มองเขาด้วยความลุ้นว่าตนจะจำได้หรือเปล่า
เหมือนว่าทุกสายตาจับจ้องมายังธนนท์ปภพแล้วยิ่งทำให้ร่างสูงกดดันมากกว่าเดิม จึงบอกตัวเองว่าต้องนึกให้ออกเดี๋ยวนี้ พลันมีความคิดในอดีตเริ่มกลับมาจึงเห็นใบหน้าของท่านชัดขึ้นพร้อมกับชื่อที่ออกจากริมฝีปาก
“อ้อ อาปวัชร...”
ได้ยินเสียงลมหายใจของคนตรงหน้าชัดเจน เขาจึงยิ้มให้ตามมารยาทแล้วเหลือบมองอัญชิสาที่ขยับไปยืนข้างหลังมารดา ไม่แม้แต่จะสบตากันด้วยซ้ำ ทำให้คิดออกทันทีว่าตัวเองยังไม่ได้แนะนำสถานะที่แท้จริงให้หญิงสาวได้ทราบ
เขายังเป็นเพียงแค่พนักงานฝ่ายบริหารในความคิดของเธอ ไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงของโรงแรม ไม่แน่ว่าตอนนี้หล่อนอาจจะโกรธกันหรือเปล่า
“ใช่ครับ ชื่อคล้ายพ่อของคุณหนึ่งเลย” เขาทำเพียงแค่ยิ้มแล้วเปลี่ยนคำเรียกหน้าชื่อของตน รู้สึกว่าคุณมันอาจจะแก่เกินไป เพิ่งเรียนจบได้ไม่นานแต่ทุกคนเคารพเขาเกินกว่าความสามารถไปแล้วด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องเรียกคุณหรอกครับ เรียกแค่หนึ่งก็ได้” คนที่บ้านต่างแย้มยิ้มให้เขาบ่งบอกว่าต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งตนไม่แปลกใจเลยสักนิด ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนคนส่วนใหญ่ก็มักให้การต้อนรับอย่างดีมาโดยตลอด
มีเพียงคนเดียวที่ทำหน้านิ่งไม่ยอมยิ้มอีกเลย จนเขายิ่งกังวลมากกว่าเดิมว่าจะทำให้เธอโกรธหรือเปล่า
“หนึ่งมาส่งอัญเหรอ รู้จักกันได้ยังไงล่ะ” ไม่ใช่เพียงแค่คนเป็นพ่อที่สงสัย มารดาของหล่อนก็อยากทราบเช่นเดียวกัน กระทั่งน้องสาวก็รอฟังว่าทั้งสองไปรู้จักกันได้อย่างไร แล้วทำไมอัญชิสาถึงไม่บอกคนที่บ้าน
คิดดังนั้นก็ตวัดสายตาไปมองพี่สาวด้วยความหงุดหงิด ก่อนเปลี่ยนหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อมาส่งยิ้มให้แก่หนุ่มหล่อ
“อัญไปทำงานที่โรงแรมครับเลยรู้จักกัน ช่วงนี้ผมเข้ามาดูแลงานที่โรงแรมช่วยคุณพ่อ” คำตอบของเขาทำให้ท่านพยักหน้าแล้วผายมือเชิญแขกคนสำคัญเข้าไปข้างในบ้าน ไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะมาเยือนถึงบ้าน
แล้วยังสนิทสนมกับลูกสาวคนโตอีกต่างหาก...
“อ้อ เข้ามาข้างในก่อนสิ มากินข้าวด้วยกันก่อน”
