๒ มีใจให้กันหรือยัง (๑)
๒
มีใจให้กันหรือยัง
ความสัมพันธ์ของพวกเราขยับจากคนแปลกหน้าเป็นพี่น้องโดยที่ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัวด้วยซ้ำ การทำงานแต่ละวันที่เคยผ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขามีจุดมุ่งหมายคือการพบกับนางบุษบาของตัวเอง เธอมักจะมาทำพาร์ทไทม์ช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ไม่ได้มาทุกวันแต่ก็ค่อนข้างบ่อยจนชายหนุ่มรู้ตารางงานของหล่อน จึงได้ปรับเปลี่ยนตารางงานของตัวเองเช่นเดียวกัน
เขาทำหลายอย่างโดยที่ไม่คิดว่าชีวิตนี้ตัวเองจะต้องมาทำ จอดรถเพื่อรอส่งเธอให้กลับบ้าน เก็บดอกกุหลาบขาวไว้อย่างดีในห้องนอน นำแบงค์พันใส่กรอบพร้อมเก็บไว้ในสมุดบันทึกที่เขียนถึงเรื่องราวความประทับใจของเรา หรือความจริงอาจเป็นเขาเพียงคนเดียวที่ประทับใจก็เป็นได้
ย้อนกลับไปคิดถึงเมื่อไหร่ก็นึกขำตัวเองเหมือนกัน ไม่เคยคิดว่าการตกหลุมรักเพียงแรกพบมีอยู่จริง จนกระทั่งได้พบกับเธอทำให้รู้ว่ามันเกิดขึ้นกับตัวเองแล้ว
ธนนท์ปภพพยายามจะไม่แสดงออกมาเกินไปถึงความรู้สึกของตัวเอง ยังคงไว้ท่าทีอยู่บ้างถึงแม้ความจริงจะชอบหล่อนมากแค่ไหนก็ตาม อย่างตอนนี้ที่เขาเลิกงานและเพิ่งชมการแสดงของหล่อนจบ จึงได้ออกมานั่งเล่นที่สวนของโรงแรมพร้อมกับสมุดพกขนาดเล็ก ร่างภาพดอกไม้ที่เห็นตรงหน้าก่อนจะวาดออกมาระหว่างรอคนที่กำลังเปลี่ยนชุด
เขาหมายมั่นเอาไว้ว่าคราวนี้จะไปส่งหล่อนถึงบ้านให้ได้ รวบรวมความกล้าในการเข้าใกล้หญิงสาวอีกก้าว หากเป็นคนอื่นเขาคงเอ่ยปากขอขึ้นเตียงด้วยแล้ว แต่รู้ดีว่าหล่อนต่างออกไปจากคนอื่น เขาไม่ต้องการให้เรื่องของเราจบลงแค่บนเตียง
อยากสานต่อความสัมพันธ์มากกว่านั้น...
เป็นความรู้สึกที่รวดเร็วและรุนแรงจนนึกกลัวว่ามันจะหมดไปในเวลาไม่นาน...
“พี่หนึ่งทำอะไรเหรอคะ” ขณะที่กำลังนั่งวาดภาพด้วยใจปลอดโปร่ง ก็ได้ยินเสียงทักดังมาจากข้างหลัง จึงหันไปมองก่อนพบคนที่ตนเฝ้ารอเดินมาถามไถ่ เกือบจะยิ้มกว้างแล้วแต่ยังคงทำหน้าเคร่งขรึมเอาไว้ได้เหมือนเดิม
“สเก็ตภาพดอกไม้” ฟังอย่างนั้นก็นึกสนใจปนสงสัยจึงชะโงกหน้ามาดูภาพที่ชายหนุ่มกำลังวาด ปากอวบอิ่มค่อยแย้มยิ้มแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมคนตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยออกมาไม่ได้เก็บความรู้สึกเอาไว้
“สวยจังเลยค่ะ...แล้ววาดภาพหนูได้หรือเปล่า” เธอกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
หลังจากทำงานในหน้าที่ของตัวเองเสร็จเรียบร้อยพร้อมได้ค่าจ้าง จึงคิดจะกลับบ้านแต่เดินผ่านสวนแล้วเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยจึงเข้ามาทัก ช่วงนี้เจอเขาบ่อยจนกลายเป็นแอบมองหาในหลายครั้งไปแล้ว ตอนแรกที่เข้ามาทักก็ค่อนข้างเกรงกลัวเพราะชายหนุ่มหน้านิ่งเกินไป ไม่รู้ว่าจะโหดหรือเปล่า
แต่เมื่อได้คุยกันแล้วเขาก็ค่อนข้างสุภาพและแสนดีกับเธอมาก จนอยากคุยด้วยเรื่อยๆ ไม่เคยเบื่อเลยสักครั้งที่ได้ต่อบทสนทนา
“ได้สิ แต่อาจจะไม่สวยเท่าตัวจริงนะ” ยิ้มกว้างอย่างรวดเร็วแล้วเดินไปนั่งตรงหน้าเขา ถึงชุดที่สวมจะเป็นเพียงเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ก็ไม่ได้ทำให้ความสวยของเธอลดน้อยลงสักนิด กลับเป็นความธรรมดาที่ทำให้เขามองไม่วางตา
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอแค่เป็นภาพที่พี่ตั้งใจวาดก็พอแล้ว” คนวาดต้องกลั้นยิ้มมากเพียงใดหล่อนคงไม่ทราบ โอกาสมาถึงตรงหน้าเขาก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ ได้มองเธอพร้อมทั้งวาดภาพใบหน้าแสนสวยลงไปในสมุดพกพา เขาคงต้องไปคัดลอกใส่กระดาษแผ่นใหญ่ไว้บ้างแล้ว
ใบหน้ารูปไข่ดวงตากลมโตจมูกโด่งปลายเชิดขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากอวบอิ่มที่ถูกทาด้วยลิปสติกสีชมพูระเรื่อ ผมยาวมัดหางม้าสูงจนปลายพลิ้วไหวยามก้าวเดิน เขาชอบทุกอย่างที่ประกอบเป็นเธอจนรู้สึกว่ามันรุนแรงขึ้นทุกวัน
คนนั่งนิ่งเองก็ได้โอกาสมองเขาไม่วางตา ความหล่อของชายหนุ่มไม่ได้โดดเด่นออกมาเหมือนพระเอกละครหลังข่าว แต่เขาก็หน้าตาดีจนเธอนึกขวยเขินยามถูกจ้องมอง ยิ่งสายตาคมแสนดุดันที่มองมาก็ทำเอาแทบระทวย
ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่นานแต่กลับรู้สึกต่อชายหนุ่มมากขนาดนี้ จนเธอกลัวว่ามันอาจจะถลำลึก เพราะตอนนี้หล่อนไม่พร้อมจะเริ่มต้นความรักกับใครทั้งนั้น
“นี่นะไม่สวย...สวยมากเลยต่างหาก” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายวาดเสร็จก็รีบเดินมาดูทันที ถึงจะเป็นเพียงแค่ภาพร่างไม่ได้เติมเส้นให้ชัดแต่ก็เห็นถึงความสวยและจุดเด่นบนใบหน้าอย่างชัดเจน จนนึกทึ่งกับฝีมือการวาดรูปของอีกฝ่ายจึงเอ่ยชมทันที
“หนูขอนะ” นึกอยากได้จึงเอ่ยปากขอ กลับถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
“ไม่ให้” ตอบด้วยใบหน้าเคร่งขรึมกับโทนเสียงเข้มที่ทำให้เธอต้องรีบมองเขาแล้วส่งสายตาน้อยใจให้ชายหนุ่มทันที
“อ้าว...”
“อัญอยากเห็นตัวเองก็ส่งกระจกสิ ภาพนี้พี่จะเก็บไว้ดูคนเดียว” ยังไม่ยอมยกภาพนี้ให้แก่หล่อนเหมือนเดิม หญิงสาวอยากยื้อแย่งก็ทำไม่ได้สุดท้ายก็จำยอมให้เขาเก็บภาพของตนเอาไว้พร้อมกับบ่นพึมพำให้ชายหนุ่มได้ยิน
“ขี้งก”
คนฟังไม่นึกโกรธเลยสักนิด กลับแย้มยิ้มออกมาอย่างมีความสุข เลือกจะเก็บของใส่กระเป๋าพร้อมมองใบหน้าสวยไม่วางตา ทำเอาเธอถึงกับไปไม่เป็น ไม่คิดว่าตัวเองจะถูกจ้องนิ่งอยู่แบบนี้ จึงต้องพยายามชวนอีกฝ่ายพูดคุย
“ว่าแต่ท่านนักบริหารไม่ทำงานเหรอคะ ว่างขนาดนั้นเชียว” หล่อนไม่ทราบว่าเขาทำงานส่วนไหนจคงได้ถาม เห็นเดินเอ้อระเหยราวกับไม่มีงานทำ แต่คำตอบที่ได้กลับเรียกเลือดขึ้นมากองบนใบหน้าหวานได้อย่างง่ายดาย เหมือนว่าเขาเก่งเหลือเกินในการทำให้หล่อนไม่เป็นตัวของตัวเอง
“ไม่ได้ว่างหรอก แค่อยากมาหา...” สายตาเว้าวอนจนเธอต้องรีบหลบรวดเร็ว พรูลมหายใจอย่างเชื่องช้าแล้วเบือนสายตาไปมองทางอื่น ความจริงก็ถึงเวลากลับบ้านแล้วเพียงแต่เธอยังอยากพูดคุยกับชายหนุ่มต่ออีกสักหน่อย
“วันนี้กลับยังไง” คำถามของอีกฝ่ายดึงให้กลับมาอยู่กับความเป็นจริง
ปกติเธอมีรถมอเตอร์ไซค์ขับไปกลับเองตลอด แต่น้องสาวเพิ่งทำพังเมื่อไม่กี่วันก่อนจึงต้องเอาไปซ่อม คิดจะขอกลับพร้อมเพื่อนแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มาทำงานวันนี้ จึงกลายเป็นคิดไม่ตกว่าจะกลับบ้านอย่างไร ความจริงจะโทรให้คนรู้จักมารับก็ได้เพียงแต่เธอไม่อยากจะสานต่อความสัมพันธ์กับเขา
ก้มมองพื้นพลางถอนหายใจเสียงเบา รู้ดีว่าสิ่งที่ทำมันผิดทว่าหล่อนไม่อาจเลี่ยงได้...
นึกอยากหลบหนีจากความวุ่นวาย แล้วผู้ชายตรงหน้าก็คือความสบายใจเดียวของหล่อนในตอนนี้
“ยังไม่รู้เลยค่ะ เพื่อนที่กลับด้วยเขาไม่มา อาจจะต้องโทรให้พ่อมารับแต่ก็ไม่รู้ว่าพ่อจะว่างหรือเปล่า” ฝืนยิ้มทั้งที่ในใจรู้สึกเจ็บปวดกับความจริงที่ควรเป็นความเคยชินได้แล้ว เธอไม่ได้รับความรักจากคนในครอบครัว เป็นปมใหญ่ที่หญิงสาวไม่เคยแก้ไขมันได้สักครั้งแม้จะเพียรบอกตัวเองหลายต่อหลายรอบให้ปล่อยวางก็ไม่เคยทำได้จริงสักที
เธอยังอยากเป็นลูกที่ถูกรักอย่างทะนุถนอมบ้าง แต่ความรู้สึกนั้นมันช่างเลือนรางเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“ให้พี่ไปส่งที่บ้านไหม” เห็นถึงสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเธอ จึงขันอาสาเพื่อจะได้ไปส่งหญิงสาวถึงบ้าน ไม่น่าเชื่อว่าโอกาสจะมาถึงเร็วขนาดนี้ ลุกยืนเต็มความสูงพร้อมจัดเสื้อให้เข้าที่ อาสาด้วยแววตาเป็นประกายอยากไปส่งเธอให้ถึงบ้าน
“เกรงใจค่ะ ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวหนูหาทางกลับเองก็ได้” เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งก็นึกเกรงใจอีกฝ่าย แต่เขากลับเลือกจะใช้สายตาอ้อนเธอทั้งที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อนแม้กระทั่งคนในครอบครัวก็ตาม เล่นเอาหญิงสาวถึงกับไปไม่เป็น
