๑ แค่สบตาก็ถูกใจ (๕)
นึกตกใจไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทราบ เขาดูเป็นคนเคร่งขรึมน่าจะไม่ชอบดูการแสดงใดนอกจากยิงปืนอย่างเดียว ค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควรที่อีกฝ่ายรู้ว่าตนเป็นนางรำ
“เห็นน่ะ”
“อ้อ ค่ะ วันนี้มารำเหมือนเดิม”
พยักหน้าแข็งขันพร้อมเอ่ยรับด้วยรอยยิ้ม เธอชอบงานของตัวเองเป็นอย่างมากถึงจะทำแค่ช่วงหลังเลิกเรียนแต่ก็ช่วยให้มีเงินใช้จ่ายโดยไม่ต้องพึ่งครอบครัวมากนัก ที่สำคัญได้ทำในสิ่งที่รักอย่างการร่ายรำ
“ทำเป็นพาร์ทไทม์เหรอ”
“ใช่ค่ะ หาเงินช่วยพ่อแม่อีกแรงน่ะค่ะ”
เธอไม่ได้อธิบายเรื่องครอบครัวมากกว่านั้น ดวงตากลมชะเง้อมองทางประตูหลายครั้งอยากขอตัวไปทำงาน แต่เหมือนว่าเขายังอยากคุยกับเธอมากกว่านี้อีกสักหน่อย มองข้ามภาษากายเล็กน้อยที่หญิงสาวแสดงให้เห็นว่ากำลังร้อนใจ
“รำสวยดี เรียนหรือเปล่า” ท่วงท่ารำแสนงดงามยังคงตราตรึงในใจ
เหมือนว่าเธอเดินหลุดออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น เป็นความรู้สึกเกินบรรยายที่เขาก็ไม่รู้จะอธิบายเช่นไรเหมือนกัน
“เรียนพิเศษน่ะค่ะ ตอนเด็กชอบรำเลยเรียนเพิ่มเอง...คุณชอบดูรำเหรอคะ” ถามกลับบ้างซึ่งคนที่ไม่ค่อยชอบดูการแสดงร่ายรำเท่าไหร่เลือกจะตอบแบบรักษาน้ำใจ ซึ่งต่างจากปกติเป็นอย่างมาก ส่วนใหญ่เขามักตอบตามตรง
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเธอนิสัยกลับเปลี่ยนไปเป็นอ่อนโยนมากขึ้น...
“น่าจะ...” เธอได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ แล้วตัดสินใจเอ่ยขอตัวอย่างรวดเร็ว
“วันนี้ถ้าว่างไปดูได้นะคะ...หนูสายแล้วไปก่อนนะคะ” ร่างแบบบางวิ่งไปทางด้านหลังของห้องจัดเลี้ยงเพื่อเตรียมตัวแสดงโชว์ เขาสบโอกาสแอบแฝงตัวเข้าไปรับชมการร่ายรำของนางบุษบาอีกครั้ง รอยยิ้มประดับริมฝีปากอยู่เสมอก่อนจะต้องรีบออกมาเพื่อทำงานที่คั่งค้าง
เอกสารทุกอย่างถูกเซ็นเรียบร้อยก่อนแฟ้มตรงหน้าจะถูกเลขานุการหยิบไปถือ กำลังจะเดินออกจาห้องกลับถูกเจ้านายรั้งเอาไว้เสียก่อน
“คุณเจตน์ ผมอยากได้ประวัติ...” กำลังจะให้คนตรงหน้าไปสืบเรื่องของหล่อน แต่พอลองคิดดูอีกทีเขาต้องการรู้จักเธอด้วยตัวเองมากกว่า
“ประวัติ...” เจตน์ลากเสียงยาวเพื่อรอฟังประโยคเต็ม เพราะดูเหมือนคนตรงหน้าจะยังพูดไม่จบ
“ไม่มีอะไรครับ”
เลือกบอกปัดก่อนหยิบเสื้อสูทมาถือเอาไว้ เดินออกจากห้องทำงานไปขึ้นรถยนต์ที่คนรถขับมาจอดหน้าโรงแรมเพื่อรอเจ้านาย ร่างสูงเดินไปนั่งข้างหลังพร้อมเอนกายพิงเบาะ เหม่อมองออกนอกกระจกดูการสัญจรที่เริ่มโล่งเพราะผ่านช่วงเวลาเลิกงานไปพักใหญ่แล้ว ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีทึบพร้อมกับแสงไฟรอบถนนที่เปิดสว่าง
ก่อนสายตาของเขาจะมองเห็นใครบางคนที่ยืนอยู่ริมฟุตบาทเหมือนกำลังรอรถ ไม่รอช้ารีบบอกคนรถของตัวเองทันที
“จอดรถหน่อยครับ” ไม่พลาดโอกาสที่จะได้คุยกับหญิงสาว
รีบเดินเข้าไปหาเธอโดยเร็วก่อนที่อีกฝ่ายจะหันมาเห็นพร้อมกับเอ่ยทักเหมือนตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอชายหนุ่มบ่อยขนาดนี้
“คุณยังไม่กลับบ้านเหรอคะ”
“รอรถน่ะ...” เดินมาหยุดยืนข้างเธอ แต่แล้วร่างบางกลับทำในสิ่งที่เขาไม่อยากเชื่อคือขึ้นขวบมอเตอร์ไซค์ตรงหน้าที่ชายหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็น รถออกจะคันใหญ่ทำไมเขาถึงไม่เห็นในตอนแรก
“ให้หนูไปส่งไหม ซ้อนท้ายได้นะแต่มีหมวกอันเดียว” เขามองหล่อนที่มีน้ำใจแต่ตนก็ต้องเลือกปฏิเสธด้วยความเสียดาย
“ไม่เป็นไร คุณกลับเถอะ...” พูดยังไม่ทันจบเธอก็หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า
ก่อนที่เขาจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนให้ดอกกุหลาบสีขาวมาก่อน ส่วนใหญ่ได้แต่สีแดงอย่างเดียว
เธอ...คิดเหมือนกันหรือเปล่า
“ให้คุณค่ะ”
ยื่นดอกกุหลาบสีขาวไปตรงหน้าเขาพร้อมกับยิ้มหวานให้ชายหนุ่มเพื่อเป็นการผูกมิตร เขาเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งอึ้งมากกว่าเดิม
รอยยิ้มสดใสของเธอ...กำลังทำหัวใจเขาเต้นแรง
“ครับ?”
ถึงกับอุทานในลำคอด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมรับดอกไม้จากหญิงสาว
“ฉันชื่ออัญชิสานะคะ”
แนะนำตัวเพราะคุยกันมาสักพักยังไม่รู้จักชายหนุ่ม เธอจึงเลือกจะบอกชื่อตัวเองก่อนรู้ว่าอย่างไรคนตรงหน้าก็ต้องบอกชื่อตัวเองกลับ
“หนึ่งครับ”
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะพี่หนึ่ง” เธอยิ้มให้เขาพร้อมโบกมือลากก่อนขับมอเตอร์ไซค์ออกจากตรงนั้น
เหลือเพียงชายคนหนึ่งที่มองตามหล่อนไปจนลับตาแล้วถือกุหลาบขาวเอาไว้ในมือ...
พร้อมรอยยิ้มหายากที่ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหว...
