บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ลองเจรจาใหม่

“เอาเถอะ...พวกเรามาคุยเรื่องของเราต่อดีกว่า...อเล็กซ์” พี่ใหญ่ของกลุ่มเอ่ยขึ้นอีกครั้ง พร้อมชำเลืองมองไปทางรุ่นน้องร่างสูง

แค่เห็นสายตาของคลีน อเล็กซ์ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายจะถามถึงเรื่องอะไร จากอารมณ์ดี ๆ ก็พลันดิ่งวูบทันตา

“เฮ้ออออออ หมอนั่นยังไม่ตกลง” เขาพ่นลมหายใจยาว เหนื่อยหน่ายหัวใจกับปัญหานี้เหลือเกิน

ได้ฟังมาร์ตินและคลีนก็พลอยขมวดคิ้วตามไปด้วย

“ทำไม เขาติดอะไร?”

“หมอนั่นบอกยังไม่โอเคราคา คิดว่ามันสูงเกินไป” อเล็กซ์อธิบายต่อด้วยสีหน้าเซ็งสุดจิต

“เขาหาเจ้าที่ราคาดีกว่าเราได้งั้นเหรอ?”

“คิดว่าไม่”

“อ้าว!” มาร์ตินถึงกับทำหน้างงไปด้วย ซึ่งทั้งกลุ่มคาดหวังกับการเจรจาครั้งนี้ไว้สูงมาก เพราะหากปิดดีลได้สำเร็จพวกเขาก็จะได้ผูกขาดลูกค้ารายใหญ่ที่สุดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

“แล้วมันยังไง เขาเสนอราคามาเท่าไร หรือมีบอกไหมว่าต้องการอะไร” คลีนขมวดคิ้วถามต่อ

“หมอนั่นไม่ได้เสนอ มีแค่ถามตอนแรกว่าใครทำบ้าง น่าเชื่อถือไหม พอกูตอบไป หมอนั่นก็ไม่ได้ตอบอะไร เอาแต่พูดตัด ๆ ว่าราคามันสูงกว่าที่เคยทำไว้สมัยรุ่นพ่อ และตัวสัญญาก็ดูยาวนานเกินไป”

“ประสาท นั่นมันผ่านไปกี่สิบปีแล้ววะ! แม่งกะไม่ให้ค่าเงินมันเฟ้อเลยหรือไง ถึงมาขอราคาเดิม นี่แน่ใจไหมเนี่ยว่ามึงรู้จักมันจริง” หนุ่มหัวส้มเริ่มอารมณ์เสียกับเรื่องที่อเล็กซ์เล่า คิ้วหนาย่นเข้าหากันเป็นปมจี้ถามอีกฝ่ายต่อ

“โอ๊ย! กูก็บอกไปตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่สนิท เคยเจอแค่ตอนเด็กสอง สาม ครั้งเท่านั้นแหละ”

“เฮ้อออออออ จบกัน อุตส่าห์คาดหวังไว้ซะสูง”

ได้ยินแบบนั้นมาร์ตินก็เริ่มหมดกำลังใจ พ่นลมหายใจยาวเอนพิงพนักโซฟาด้วยความสิ้นหวัง แต่ญาติผู้พี่อย่างคลีนก็ยังคงนั่งนิ่งด้วยท่าทีสงบเยือกเย็นอยู่

“มึงลองพยายามคุยอีกรอบ ถามให้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แล้วเรายืดหยุ่นให้ได้แค่ไหน”

“เฮ้ออออออออ จะลองดูแล้วกัน แต่ไม่รับปากนะ…แถมช่วงนี้หมอนั่นก็ดูเหมือนยุ่ง ๆ คงเพราะเพิ่งเรียนจบกลับมารับช่วงต่อธุรกิจมั้ง” คนตัวสูงยังคงมีสีหน้าลำบากใจชัดเจน พยายามให้อีกสองคนทำใจไว้บ้างหากเขาเจรจาปิดดีลไม่ได้

“ลองดูก่อน ถ้าเรียกร้องเยอะเกินก็ช่างมัน”

“โอเคพี่”

ทั้งกลุ่มพูดคุยกันต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ตัวเอง เพราะนอกจากธุรกิจค้าอาวุธนี้แล้ว พวกเขายังมีงานหลักให้รับผิดชอบอีก ตอนนี้กลายเป็นว่ามีเพียงเขาและแอลลี่ที่ยังลอยไปลอยมาไม่ได้เริ่มเข้าไปเรียนรู้กิจการของครอบครัวแบบจริงจัง ส่วนมาร์ตินที่ดูเหมือนไร้แก่นสารพอ ๆ กัน กลับเปลี่ยนจากหลังตีนเป็นหน้าฝ่ามือ ทุ่มเทเวลาทั้งหมดกับการหาเงินตัวเป็นเกลียว นอกจากเป็นกรรมการบริษัทอสังหาฯ ของที่บ้าน มันยังหาเรื่องไปดูแลกิจการคาสิโนยักษ์ใหญ่อีก หากไม่รู้จักกันดีคงคิดว่ามาร์ตินเป็นหนี้แน่ ๆ ถึงได้ขยันผิดหูผิดตาแบบนี้

ร่างสูงโปร่งของหนุ่มลูกเสี้ยวมองซ้ายมองขวาเพื่อหาตัวใครบางคน แต่ก็ไร้วี่แวว จนเดินเข้าไปถามลูกน้องคนหนึ่งที่กำลังเตรียมขนย้ายลังไม้บรรจุอาวุธไปจัดเรียง

“นี่...”

“ครับคุณอเล็กซ์”

“เห็นยัยแอลบ้างปะ?”

“คุณแอลลี่กลับไปนานแล้วนะครับ” ลูกน้องหนุ่มตอบกลับอย่างใสซื่อ ซึ่งคนฟังก็ได้แต่ถอนหายใจยาว

“อืมโอเค ขอบใจมาก”

อเล็กซ์ผงกหัวเป็นการขอบคุณอีกฝ่าย ก้าวออกจากโกดังพลางล้วงโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาน้องสาวด้วยความเป็นห่วง เพราะบรรยากาศช่วงประชุมมันไม่ค่อยดี จึงอยากให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ไปหาเรื่องพิเรนทร์แก้เครียดอยู่

ก้านนิ้วยาวกดเลื่อนหาเบอร์ของน้องสาวหัวแข็งกดโทรออก แต่ก็ต้องนิ่วหน้า ความห่วงใยตอนแรกเปลี่ยนเป็นขุ่นเคืองทันทีหลังจากอีกฝ่ายตัดสายเขาทิ้ง!

“ยัยบ้านี่มันน่านัก! เฮ้อออออ!”

เขาลองพยายามกดโทรอีกหลายครั้ง แต่แอลลี่ก็มีความเพียรที่จะตัดสายพี่ชายแสนดีแบบเขาได้ทุกรอบ จนอเล็กซ์เริ่มหมดความอดทน เปลี่ยนเป็นช่างหัวแม่ง! เดินกระฟัดกระเฟียดกลับขึ้นรถสปอร์ตสีเหลืองของตัวเอง

รถสปอร์ตหรูสีเหลืองแล่นจากไปด้วยความเร็วสูงไม่ต่างจากความหงุดหงิดในใจ นอกจากปัญหาเรื่องน้องสาว เขายังต้องมานั่งกลุ้มใจกับลูกค้ารายใหญ่อีก

เขาหักเลี้ยวรถออกจากซอยกลับขึ้นมายังถนนเส้นหลัก พลางก้มมองโทรศัพท์อย่างชั่งใจก่อนจะกลั้นใจลองกดต่อสายหาใครบางคนอีกครั้ง

ตืด ตืด ตืด

รอสายอยู่ครู่ใหญ่คนที่โทรหาก็ยอมรับสาย

“สะดวกคุยไหม” อเล็กซ์เอ่ยถามอีกฝ่ายเป็นภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงไม่ต่างจากเจ้าของภาษา นอกจากมีพ่อเป็นลูกครึ่งแล้ว มารดาก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องการสื่อสารมากจึงส่งเขากับน้องสาวเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก

“ก็จะคุยเรื่องที่ค้างต่อนั่นแหละ”

“ทางฉันหวังกับดีลนี้นะ และคิดว่ามันก็ดีกับทางนายด้วย”

“โธ่นี่ฉันก็ให้ราคาพิเศษแบบสุด ๆ แล้ว นายยังอยากได้อะไรเพิ่มอีกก็บอกมา”

“ไอ้ราคาที่นายว่ามาแค่ต้นทุนมันยังไม่ได้เลยนะ ไหนจะเรื่องการขนส่งทางเรืออีก”

“นี่ฉันก็กดราคาทางฝั่งฉันให้แล้วนะ เห็นแก่ที่เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก...”

อเล็กซ์พยายามตะล่อมอีกฝ่ายสุดความสามารถ แต่ยิ่งคุยเขาก็ยิ่งเป็นฝ่ายปวดหัว แทบจะไม่เหลือสมาธิกับการขับรถเลย

สักพักคิ้วได้รูปก็ขมวดเข้าหากันเป็นปม กะพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงงงวย ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ

“ฮะ คืนนี้?”

“หมายถึงนายจะบินมาคุยเองที่ไทยเนี่ยนะ?”

“เอ่อ...งั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันจองห้องรับรองเอาไว้”

“โอเค ๆ งั้นเราค่อยคุยกันอีกที”

เขาวางสายไปด้วยความมึนขั้นสุด เพราะจู่ ๆ ไอ้ลูกค้ารายใหญ่ที่ดูมีปัญหาหนักหนาก็บอกว่าจะลงทุนบินมาเจรจากับเขาถึงประเทศไทยด้วยตัวเอง ทั้งที่ผ่านมาอีกฝ่ายดูแทบจะไม่ได้สนใจดีลนี้ด้วยซ้ำ แถมการเจรจาก็ยังไม่คืบหน้าอะไรเลย

ความแปลกประหลาดทั้งหมดยิ่งทำให้เขาสงสัยในตัวอดีตเพื่อนเก่าคนนี้มาก

แต่สุดท้ายอเล็กซ์ก็โยนความกังวลทั้งหมดทิ้งไป กดเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านด่วนจี๋ ก็เพื่อต้องไปเตรียมเอกสารทั้งหลายเพื่อมาชักจูงใจอดีตเพื่อนวัยเด็กให้ยอมตกลงเซ็นสัญญา

ทางฝั่งแอลลี่

หลังจากหัวเสียจากการประชุม เธอก็มุ่งหน้าตรงมายังสนามซ้อมยิงปืนของครอบครัวซึ่งตั้งอยู่เขตชานเมืองเช่นกัน ถือเป็นทางผ่านกลับบ้าน นอกจากจะมีส่วนซ้อมยิงปืนแล้ว ด้านในยังเป็นเหมือนศูนย์ออกกำลังกายขนาดย่อม ๆ มีห้องฟิตเนสครบวงจร เวทีมวย สนามบาส สนามแบดมินตัน ห้องอเนกประสงค์

สมัยเด็กเวลาแอลลี่นึกอยากเรียนกีฬาอะไรบิดาก็จะหาครูเก่ง ๆ จากกีฬานั้น ๆ มาสอนให้แบบส่วนตัว จึงไม่แปลกที่แอลลี่จะเก่งในเรื่องศิลปะการต่อสู้ทุกแขนง ทั้งเทควันโด ยูโด มวยไทย ฟันดาบ คาราเต้ ไอกิโด คราฟมากา* (ศิลปะการป้องกันตัวและการต่อสู้แบบผสมผสานที่มีประสิทธิภาพสูงจากอิสราเอล เพื่อให้สามารถป้องกันตัวได้จริงในสถานการณ์จริง)

ร่างบางยืนอยู่ด้านหลังเลนยิงโดยด้านข้างขนาบด้วยฉากกั้นสีเทาแบบกันกระสุน มือบางจัดการเอื้อมหยิบกระสุนสีเงินวาววับบนโต๊ะด้านหลังใส่แม็กกาซีนด้วยความชำนาญ

ใบหน้าสวยถูกปกปิดด้วยแว่นตานิรภัยป้องกันเศษโลหะกระเด็นและสวมที่ครอบหู ก่อนจะยกอาวุธด้ามสีดำขึ้นในระดับสายตา แขนเหยียดตรงอย่างมั่นคง นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจับจ้องไปยังเป้าด้านหน้าที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 15 เมตร

ปลายนิ้วสัมผัสลงบนไกปืนเบา ๆ ด้วยจังหวะมั่นคงหลายครั้ง ลูกกระสุนในรังเพลิงก็พุ่งตรงไปยังเป้าทันที

ปัง ปัง ปัง

ดวงตาแน่วแน่แทบจะไม่กะพริบ แม้จะรัวกระสุนจนหมดแม็กกาซีนแล้ว

แอลลี่ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ ถอดที่ครอบหูออก ก่อนจะกดปุ่มเลื่อนเป้าเข้ามาเพื่อที่จะได้มองผลงานตัวเองชัด ๆ

ยิงออกไปสิบนัด ก็เข้าจุดกึ่งกลางทั้งสิบนัดแบบไม่คลาดเคลื่อน บ่งบอกถึงระดับความสามารถที่เพียรพยายามฝึกฝนมาตลอดหลายปี แต่กลับไม่มีร่องรอยแห่งความยินดีปรากฏบนใบหน้าสวยจัดแม้แต่นิดเดียว

หญิงสาวถอนหายใจยาว จัดการเช็กและเคลียร์แม็กกาซีน ก่อนจะขึ้นเซฟไกปืนเอาไว้ และวางมันไว้บนโต๊ะ หมุนกายทิ้งน้ำหนักตัวลงบนโซฟาด้านหลังอย่างห่อเหี่ยวหัวใจ

ความน้อยเนื้อต่ำใจยังคงแผ่ซ่านไปทุกส่วนของร่างกาย คำพูดของคลีนวันนี้ก็ตอกย้ำชัดเจนแล้ว ว่าต่อให้เธอจะเก่งกว่านี้อีกกี่เท่า หรือจะยิงปืนแม่นราวสไนเปอร์ระดับโลก เขาก็ไม่มีวันมอบหมายงานสำคัญให้ ด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพราะเธอเป็นผู้หญิง และควรอยู่ในจุดปลอดภัยเท่านั้น

ยิ่งคิดอารมณ์มันก็ยิ่งดิ่งลงเหว เหลือบมองฝ่ามือตนเองที่แม้จะยาวเรียวแต่กลับไม่ได้นุ่มนิ่มเหมือนอย่างหญิงสาวทั่วไป บ่งบอกว่าตลอดหลายปีเธอพยายามสุดกำลังเพื่อให้กลุ่มพี่ ๆ เพื่อน ๆ ยอมรับในความสามารถ แต่พอยิ่งโต เส้นแบ่งระหว่างชายหญิงมันก็เหมือนจะกว้างขึ้น แม้โลกจะเปิดกว้างแค่ไหน แต่ในสายตาของผู้ชายทั่วไป เพศหญิงก็คือเพศที่อ่อนแอและต้องปกป้อง ซึ่งแอลลี่มั่นใจว่าเธอเข้มแข็งพอที่จะปกป้องตัวเองได้

หลังจากนั่งจมอยู่กับห้วงความคิด แอลลี่ก็ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดต่อสายหาบรรดาสาว ๆ หวังว่าการได้อยู่กับเพื่อนผู้หญิงบ้างจะช่วยให้อารมณ์ที่คุกรุ่นเย็นลงได้

แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อสาว ๆ ทุกคนพร้อมใจกันไม่ว่าง

ในเมื่อไร้ทางเลือกแอลลี่จึงตัดสินใจโทรหาเพื่อนที่มหา’ลัยแทน

“บอม...”

(ไม่นะ! เสียงแบบนี้คือมึงจะชวนกูแดกเหล้าอีกแล้วใช่ไหม!)

“เออ เบื่อว่ะ”

(แม่งเอ๊ย! มึงนี่ก็สรรหาเบื่อได้ทุกวัน หัดทำงานทำการบ้าง จะได้ไม่เป็นภาระเพื่อน!) ปลายสายด่ากราดแบบไม่เกรงใจ แทนที่แอลลี่จะรู้สึกโกรธ มุมปากกลับปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ เพราะรู้ดีว่าต่อให้มันจะบ่นจะด่ายังไง สุดท้ายยามที่เธอต้องการพวกมันก็พร้อมมาหาทุกเมื่อ

“สองทุ่ม ที่เดิม”

(กูยังไม่ได้ตกลง!)

“ฝากบอกคนอื่นด้วย เจอกัน”

หญิงสาวยิ้มออกเป็นครั้งแรกของวันกับเสียงโวยวายที่ดังลั่นออกมา ไม่ลืมกวนตีนเพื่อนสนิทในกลุ่มก่อนตัดสายทิ้งไปด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel