บทที่ 4 ธุรกิจสีดำและความน้อยใจ
รถสปอร์ตสีดำเงินวับมุ่งหน้าออกไปยังนอกเมือง หลังจากผ่านการจราจรแออัดไปได้ ท้องถนนก็โล่งพร้อมบรรดาตึกอาคารชุมชนก็เริ่มตั้งห่างกันออกไปเรื่อย ๆ
ยิ่งขับไปนานเท่าไร รอบข้างก็กลายเป็นทุ่งนา ป่ารก เริ่มมองเห็นตัวอาคารทิ้งร้างมากขึ้น มือบางหักเลี้ยวพวงมาลัยนำรถสปอร์ตราคาแพงเข้าไปยังซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง แทบจะมองไม่เห็นซอยหากไม่สังเกตดี ๆ ขับไปไม่กี่เมตรพื้นถนนที่เคยลาดปูนก็เปลี่ยนเป็นดินลูกรังสีแดง ยามขับผ่านฝุ่นบนพื้นก็จะฟุ้งกระจาย เปลี่ยนสีรถเงาสวยให้แดงฉานไปด้วยคราบฝุ่น
เจ้าของรถจิ๊ปากขัดใจเล็กน้อย ย้ำเตือนกับตัวเองว่ารอบหน้าจะใช้เก๋งราคาถูกแทนหากมาแถวนี้อีก เพราะจะได้ไม่ต้องไปแวะล้างรถใหม่
เมื่อขับตรงเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมองเห็นโครงการตึกอาคารร้างคล้ายหมู่บ้านจัดสรรคนรวยในสมัยอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อน เนื่องจากพิษเศรษฐกิจทำให้สุดท้ายโครงการก็ไปต่อไม่ได้ เธอไม่ได้สนใจสภาพวังเวงและพุ่มหญ้ารกสูงที่เกินขึ้นมาครึ่งถนน ขับผ่านซุ้มประตูโค้งแบบโรมันเข้าไป แล้วโผล่ไปทะลุอีกทาง หลังจากนั้นก็จะเจอเส้นทางเล็ก ๆ อีกเส้น พอขับต่อไปสักสิบนาทีจึงพบอาคารปูนเปลือยสามชั้นตั้งอยู่ที่สุดปลายตา
หากไม่ใช่คนที่คุ้นชินเส้นทางจะแทบไม่มีทางหาอาคารนี้เจอเลย เนื่องจากต้นไม้ที่ขึ้นสูงช่วยเป็นกำแพงบดบังสายตา อีกทั้งยังห่างจากถนนเส้นหลักเข้ามาหลายกิโล อีกทั้งรอบข้างก็ยังไม่มีชุมชนเลย จึงเหมาะมากที่จะใช้เป็นสถานที่เก็บของที่ไม่ต้องการให้ใครรู้
เธอขับรถเข้าใกล้ตัวอาคารเก่าสภาพทรุดโทรมขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมองเห็นสิ่งที่ควรจะดูขัดตามากขึ้น นั่นคือบรรดารถตู้ รถบรรทุกหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่หน้าอาคารผุพัง นอกจากนั้นจะมีกลุ่มชายฉกรรจ์ท่าทางน่ากลัวยืนเฝ้าประจำอยู่รอบตัวตึก
สายตาดุดันหลายคู่ตวัดมองทางรถคันใหม่ที่เพิ่งผ่านแนวรั้วต้นไม้เข้ามาด้วยความระมัดระวังเตรียมพร้อม แต่เมื่อเห็นรถมาใหม่ชัด ๆ ก็คลายกังวลลงแล้วกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
แอลลี่จอดรถสปอร์ตฝุ่นเขรอะของตัวเองไว้หน้าอาคาร ร่างเย้ายวนสูงโปร่งราวนางแบบอยู่ในชุดเสื้อกล้ามเข้ารูปคู่กับกางเกงยีนตัวโคร่งสีซีด ให้ความรู้สึกเป็นสาวเท่ แต่ก็แฝงเสน่ห์เย้ายวนเอาไว้
ท่อนขายาวก้าวลงมาจากรถ ด้วยสีหน้านิ่งเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ ลูกน้องหลายคนกำลังจะโค้งศีรษะทักทาย แต่ก็ถูกมือเล็กยกห้ามเอาไว้ก่อน ตามประสาคนไม่ชอบพิธีรีตอง
เธอก้าวตรงเข้าสู่ด้านในตัวอาคารสภาพซอมซ่อราวกับจะพังลงได้ทุกเมื่อ แต่ด้านในกลับสะอาดเอี่ยม หลังได้รับการปรับปรุงทำความสะอาดเพื่อการใช้งานโดยเฉพาะ ลังไม้พาเลตขนาดใหญ่สูงเกือบเท่าคนวางเรียงรายแทบจะล้นโกดัง โดยมีลูกน้องคอยบังคับแฮนด์ลิฟต์เคลื่อนย้ายกล่องพาเลตไม้ไปจัดเรียงด้านข้าง เพื่อเคลียร์ช่องทางให้เป็นสัดส่วน
แอลลี่ไม่ได้สนใจการทำงานที่แข็งขันเหล่านั้น มุ่งตรงไปยังกลุ่มผู้ชายหน้าโหดหลายสิบคนที่กำลังแงะลังไม้เพื่อตรวจสอบสิ่งของด้านใน
“เป็นไงบ้างของล็อตนี้” เธอถามเสียงเรียบ เรียกความสนใจของกลุ่มชายฉกรรจ์ให้รีบหันมา
“สะ...สวัสดีครับคุณแอลลี่”
“เลิกทำแบบนั้นสักที บอกกี่รอบแล้วว่าไม่ต้องโค้งเคารพอะไรทั้งนั้น น่ารำคาญ!”
“แฮะ ๆ ครับ ผมลืม”
“สรุปว่าไง” ร่างบางถามย้ำเข้าประเด็นอีกครั้ง
“ตอนนี้พวกเราตรวจเช็กไปแล้วสองลังครับ พบอาวุธบางชิ้นดูไม่ได้มาตรฐานเท่าไร มีการแยกคัดออกมาแล้ว” ลูกน้องคนเดิมรีบอธิบายพร้อมผายมือไปทางอาวุธปืนสั้นสีดำเงาที่ถูกแยกทิ้งไว้บนลังไม้
หัวคิ้วบางขมวดเข้าหากันเป็นปม อาการปวดหัวตุบ ๆ จากแอลกอฮอล์เมื่อวานยังไม่หายสนิท แต่เธอมีความรับผิดชอบมากพอที่จะลุกมาทำหน้าที่ตัวเองแต่เช้า
ท่อนขาเล็กก้าวตรงไปยังบรรดาอาวุธที่ดูมีปัญหา ลองหยิบปืนด้ามหนึ่งขึ้นมา ถอดประกอบตรวจเช็กกลไกการทำงานด้วยความชำนาญ
“ไกติด” เธอเอ่ยสั้น ๆ แต่แฝงความไม่พอใจเอาไว้ ก่อนจะหยิบอาวุธอีกชิ้นขึ้นมาตรวจสอบเช่นเดียวกัน “อันนี้ลำปืนไม่เรียบ”
“ครับ พวกผมเช็กตามที่คุณแอลลี่เคยกำหนดมาตรฐานเอาไว้ทุกอย่าง จากสองลัง ตอนนี้เจอห้ากระบอกที่ดูมีปัญหา”
“อืม”
แอลลี่รับคำสั้น ๆ จดเรื่องนี้เอาไว้ในหัว แน่นอนว่าจำนวนสินค้าที่มีปัญหาค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าจริงที่ใช้งานได้
หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวยืนกอดอก หันมาสนใจลูกน้องที่กำลังแงะลังใบที่สาม เนื่องจากเธอไม่ใช่พวกชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว ทันทีที่ฝาลังเปิดร่างบางก็คว้าปืนด้ามเงาวับขึ้นมาถอดประกอบตรวจเช็กบนโต๊ะด้านข้างทันที ลูกน้องทั้งสิบแอบชำเลืองมองหน้าเจ้านายคนสวยด้วยความชื่นชม นอกจากความสามารถ ใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าดารานางแบบ แอลลี่ยังเป็นคนใจถึง พึ่งได้ ไม่ถือตัว และจริงใจกับลูกน้องทุกคนไม่เคยแบ่งชนชั้นเลือกที่รักมักที่ชัง ต่อให้ทำงานมานานแค่ไหน หากทำผิดสาวตรงหน้าก็ไม่ลังเลที่จะสั่งลงโทษตามสมควร จึงไม่แปลกที่เธอจะได้ใจเหล่าชายหน้าโหด
มือบางจัดการแกะและประกอบชิ้นส่วนอาวุธหลากหลายแบบอยู่เกือบชั่วโมง ทั้งปืนสั้น ปืนยาว ไรเฟิล ให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด
ตอนนี้ธุรกิจของเธอและเพื่อน ๆ กำลังอยู่ในช่วงเติบโต เริ่มมีลูกค้าให้ความไว้ใจเพิ่มขึ้น นอกจากเงินทองที่มีมากอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเธอต้องการนั้นก็คือเส้นสายจากคนหลากหลายกลุ่ม แม้จะรู้ว่าเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายและผิดกฎหมายก็ตาม
“โอ้โห ไม่น่าเชื่อว่ามึงจะมาแต่เช้าได้” น้ำเสียงหยอกล้ออารมณ์ดีแสนคุ้นเคยทำให้มือเล็กชะลอความเร็วลง เหลือบมองไปทางด้านหลังก็ต้องเบะหน้าเมื่อเห็นเรือนผมสีส้มแสบตาเด่นมาแต่ไกล
ร่างสูงระบายยิ้มพลางก้าวมาทักทายเพื่อนรักสุดห้าวอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ต้องชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าในมือเธอกำลังถือของอันตรายอยู่
หากล้อเล่นไม่รู้เวลาอาจจะเป็นเขาเองที่โดนด้ามปืนฟาดใส่หน้า
“อ้าวไม่พูดต่อแล้วเหรอ” หญิงสาวเหยียดยิ้มเป็นฝ่ายแซวกลับบ้าง
“เอาไว้ตอนมึงไม่ถือปืนดีกว่า”
“เฮอะ”
เธอพ่นลมขึ้นจมูกด้วยความหมั่นไส้ แอบชำเลืองมองใบหน้าหล่อของหนุ่มลูกเสี้ยวหัวส้ม เขาคือ ‘มาร์ติน’ ลูกชายคนเล็กของลุงไคโรและน้ามิลิน และเป็นน้องชายของ ‘มีอา’ มาร์ตินมีความสูง 184 เซนติเมตร รูปร่างดูผอมบางเหมือนคุณชายเจ้าสำอาง ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่าภายใต้เสื้อเชิ้ตมีมัดกล้ามแน่น ๆ ซ่อนอยู่ ถึงมาร์ตินจะไม่ใช่พวกตัวหนา ล่ำ แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอแม้แต่น้อย แถมอีกฝ่ายยังเป็นพวกเจ้าเล่ห์ กะล่อน และโคตรจะเชื่อถือไม่ได้
หากไม่ใช่เพราะเธออายุเท่าเขา เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก จนรู้ไส้รู้พุงกันดี นอกจากนั้นทางครอบครัวยังสนิทกันมาก ราวญาติคนหนึ่ง ผู้ชายนิสัยแบบมาร์ตินก็เป็นหนึ่งในประเภทที่เธอเกลียดจนไม่อยากเข้าใกล้
โชคดีหน่อยที่ช่วงหลังเพื่อนคนนี้ดูนิสัยดีขึ้นมาเล็กน้อย หลังจากสามารถรวบหัวรวบหาง ‘ไอซ์’ พี่บอดี้การ์ดคนสวยที่เขาแอบหลงรักมาหลายปีได้สำเร็จ ทำให้เวลาอยู่ต่อหน้าแฟนสาว ไอ้เสือตัวแสบมันเลยเปลี่ยนเป็นลูกแมวขี้อ้อน จนแอลลี่อยากจะอ้วกด้วยความขนลุก
“ได้ข่าวเมื่อคืนก่อเรื่องที่ผับของไอ้แอซตันอีกแล้วเหรอ” หนุ่มผมส้มล้วงกระเป๋าพูดต่อท่าทางสบายอารมณ์ แต่คนฟังถึงกับกลอกสายตาเหนื่อยหน่าย
ดูท่าว่าเธอควรจะเปลี่ยนที่เที่ยวใหม่เสีย เพราะไอ้เจ้าของผับมันก็ขยันปากสว่างเอาเรื่องเธอไปเล่าเก่ง ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจ เพราะแอซตันเป็นแฟนกับมีอา ลูกสาวคนโตของลุงไคโร แถมตอนนี้ไอ้มาร์ตินมันก็เข้าไปยึดกิจการคาสิโนของแอซตันไปแล้วเรียบร้อย ทั้งคู่จึงมีความสนิทสนมกันแบบเกลียดนะ แต่แสดงออกว่ารักกันดีเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น
มาร์ตินยืนพูดจ้อ เล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ กระทั่งงานของแอลลี่เกือบเสร็จ ซึ่งมันก็เป็นเวลาเดียวกับที่พี่คลีน และอเล็กซ์เดินทางมาถึงโกดังพอดี เธอจึงส่งต่องานที่เหลืออีกเล็กน้อยให้ลูกน้องรับช่วงต่อ เพื่อขึ้นไปคุยธุระกันต่อด้านบน
ทั้งกลุ่มเดินผ่านบันไดที่ในอดีตเคยมีสภาพทรุดโทรม แต่หลังจากได้รับการทำความสะอาด ทาสีใหม่ และกลบรอยร้าวก็ช่วยให้ดูดีขึ้นทันตา
ห้องประชุมพวกเขาย้ายขึ้นมาอยู่ที่ชั้นสามแล้ว ตอนนี้ชั้นสองของตัวอาคารเอาไว้เก็บของ บางส่วนก็ทำเป็นห้องซ้อมยิงปืนเพื่อตรวจเช็กคุณภาพของสินค้า หาจุดตำหนิ ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นการสุ่มมาทดสอบ
มาร์ตินยังคงพูดไม่หยุดโดยมีอเล็กซ์คอยซักไซ้และหัวเราะไปกับวีรกรรมแสบ ๆ ของเขา ส่วนพี่ใหญ่อย่างคลีนเอาแต่เงียบ เดินตามหลัง
มือหนาเอื้อมดันบานประตูให้เปิดอ้า ต่างคนต่างหาที่นั่งของตัวเองตามสะดวก ไม่ได้ดูเป็นทางการมากเนื่องจากสนิทสนมคุ้นเคยกันดี
คนแรกที่เดินไปยังตู้เย็นคือพี่ชายฝาแฝดของเธออเล็กซ์ เขาผิวปากเล็กน้อย ก่อนจะคว้าขวดน้ำอัดลมกระป๋องออกมาเปิดดื่มดับกระหาย หนุ่มหล่อมาดนิ่งขรึมอย่างคลีนก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร เริ่มเข้าเรื่องที่จะคุยทันที
“อีกสองวันจะมีการส่งของล็อตใหม่ สินค้ามีปัญหาไหมแอล”
‘คลีน’ ลูกชายคนโตของลุงลีโอและน้าคลีโอหันมาถามหญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องนิ่ง ๆ
เจ้าของความสูง 187 เซนติเมตร เรือนผมสีดำสนิท และนัยน์ตาสีดำเย็นยะเยือกที่เหมือนจะสงบ แต่ทุกคนก็รู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าหล่อร้ายซ่อนความอันตรายเอาไว้อยู่
“โดยรวมไม่มีปัญหาอะไร แต่มีเรื่องสินค้ามีตำหนิอยู่บ้าง แอลจัดการแยกออกไปแล้ว และใส่สินค้าที่สต๊อกเอาไว้แทนที่”
“เยอะไหม…”
“ตอนนี้เจอยี่สิบเอ็ดชิ้น จากสิบลัง”
“ก็ไม่เยอะ...แต่ก็ไม่ควร” เสียงเรียบเอ่ยต่อ ก่อนจะตวัดสายตาไปทางอเล็กซ์ที่ยกกระป๋องโค้กดื่มค้าง ทำให้หนุ่มร่างสูงสุดในกลุ่มต้องรีบอธิบายต่อ
“อย่ามองผมแบบนั้น เรื่องแบบนี้มันก็เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตด้วย โรงงานที่ประเทศเพื่อนบ้านเราไม่ได้ใหญ่นะพี่ แถมยังอยู่กลางป่าอีก เจอแค่ยี่สิบกว่าชิ้นกับจำนวนเกือบสามร้อยผมว่าก็โอเคแล้ว”
“เฮ้อออออออออ มึงลองหาเวลาเข้าไปดูโรงงานนั่นหน่อยก็ดี จะได้ดูว่ามีจุดไหนที่เราจะแก้ได้บ้าง”
“แต่มันไกล! แถมโคตรกันดาร!” อเล็กซ์ทำหน้ามุ่ยแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากไปเหยียบที่นั่นแม้แต่น้อย แต่พอเห็นสายตานิ่ง ๆ ของคลีนเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว รับคำอย่างเลี่ยงไม่ได้
หลังจากนั้นมาร์ตินก็อัปเดตงานในส่วนของตัวเอง เรื่องลูกค้าที่จะต้องไปส่งของ ตั้งแต่สถานที่แลกเปลี่ยน จนถึงข่าวยิบย่อยเกี่ยวกับตัวลูกค้า นั่นก็เพื่อวางแผนเตรียมตัวรับมือในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดคิด แถมคลีนยังรอบคอบพอจะหาเส้นทางหลบหนีถ้ามีเหตุฉุกเฉิน คู่ค้าตุกติก หรือตำรวจรู้เรื่อง
ตอนนี้พวกเขาเริ่มจริงจังกับธุรกิจนี้มากขึ้น ทำให้คลีนตัดสินใจจะต้องตามไปส่งของด้วยตัวเองทุกครั้ง ประการแรกก็เพื่อความน่าเชื่อถือ อีกเหตุผลก็เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อง ตั้งใจจะรอจนลูกน้องทุกคนมีความชำนาญมากพอ จึงค่อยปล่อยให้รับผิดชอบกันเอง
พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา แอลลี่ก็อดที่จะระบายความอึดอัดในใจตัวเองออกมาตรง ๆ ไม่ได้
“เมื่อไรพี่จะให้แอลไปส่งของบ้าง”
“…”
“...”
“...”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ อเล็กซ์ยกมือนวดขมับ มาร์ตินเหลือบสายตาหันไปทางอื่นราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เธอถาม มีเพียงคลีนที่จ้องกลับน้องสาวแสนดื้อตรง ๆ
“เราคุยกันเรื่องนี้แล้วไงแอล ต่างคนต่างมีหน้าที่รับผิดชอบในส่วนของตัวเอง อเล็กซ์หาลูกค้า ดูเรื่องการผลิต มาร์ตินสืบหาข่าวข้อมูลต่าง ๆ และก็ไปส่งสินค้ากับพี่ ส่วนแอลตรวจเช็กความเรียบร้อยของสินค้า”
“แต่แอลอยากไปส่งสินค้าบ้าง! ตอนนี้แอลรู้สึกเหมือนตัวเองไร้ประโยชน์มาก! ได้แต่นั่งตรวจอาวุธไปวัน ๆ ในขณะที่คนอื่นได้รับงานที่สำคัญ” หญิงสาวระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมาตามตรง
“อย่าคิดแบบนั้น งานของแอลก็สำคัญ และแอลก็เป็นคนที่ละเอียดรอบคอบ มีความรู้เรื่องปืนมากที่สุด ถ้าไม่ใช่แอลก็ไม่มีใครทำหน้าที่ตรงนี้ได้แล้ว” คลีนพยายามอธิบายอย่างใจเย็น
“เอาจริงเรื่องนี้พี่คลีนก็ทำได้ มาร์ตินก็ไม่ได้โง่เรื่องอาวุธขนาดนั้น นอกจากนี้แอลเองก็เทรนกลุ่มลูกน้องเอาไว้แล้วด้วย ต่อให้แอลไม่มาตรวจเช็กเอง คนอื่นก็ทำกันได้!”
“นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะแอลลี่ การออกไปส่งของแต่ละครั้งมันก็คือการเอาชีวิตไปเสี่ยง!” พี่ใหญ่เริ่มมีน้ำโหขึ้นมาเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายยังคงดื้อดึงไม่เลิก
“แอลรู้! และแอลก็มั่นใจว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ ปกป้องดูแลลูกน้องได้ไม่แพ้มาร์ตินหรอก! เผลอ ๆ ดีกว่าด้วยซ้ำ!”
หนุ่มผมส้มนั่งตัวลีบ พยายามทำตัวเป็นอากาศธาตุ แต่ยัยผู้หญิงปากเสียมันก็ยังพยายามลากเขาเข้ามาเกี่ยวในบทสนทนาอยู่ดี ถึงแบบนั้นมาร์ตินก็ไม่ได้แย้งอะไรออกมา ปล่อยให้คลีนรับผิดชอบคุยกับสาวหัวแข็งคนเดียว
“แต่มันอันตราย!”
“แอลก็บอกอยู่นี่ไงว่าแอลดูแลตัวเองได้!” ครั้งนี้แอลลี่ลุกขึ้นยืนเผลอกระแทกเสียงใส่คลีนด้วยความโมโห เพราะยิ่งพูดคุยยิ่งรู้สึกได้เลยว่าคลีนไม่ไว้ใจเธอ และพยายามกันเธอออกไปจากธุรกิจนี้
ใบหน้าหล่ออันตรายของคลีนนิ่งเรียบ แต่กลับสาดแรงกดดันมหาศาลออกมาจนแอลลี่กัดปากแน่น เริ่มรู้สึกตัวว่าล้ำเส้นอีกฝ่ายมากไป เอ่ยต่อเสียงเบาหวิว
“แอลขอโทษ...แอลไม่ได้ตั้งใจจะตะคอกใส่พี่”
“...”
“เอาน่า ๆ ช่างเถอะ มึงก็ฟังพี่คลีนไปก่อน เราเพิ่งเริ่มทำธุรกิจนี้จริงจังแค่ไม่นาน มึงเองก็กำลังสำคัญของทีม ขอให้ทุกอย่างมันราบรื่นอีกหน่อยถึงตอนนั้นเราค่อยว่ากันอีกทีก็ได้” มาร์ตินเห็นบรรยากาศในห้องไม่ค่อยดีจึงพยายามช่วยพูด
“เฮ้ออออออออ เอาเถอะ กูรู้ว่ายังไงสุดท้ายมันก็เหมือนเดิม เพราะแค่กูเป็นผู้หญิงพวกมึงกับพี่คลีนถึงไม่ไว้ใจกู”
หญิงสาวตัดพ้อด้วยความน้อยใจ เหลือบมองหน้าพี่ชายฝาแฝดที่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด แต่ก็ไม่ช่วยเธอพูดอะไรสักคำ ก่อนจะหันมองมาร์ตินและคลีนเป็นครั้งสุดท้าย แล้วตัดสินใจออกจากการประชุมไปกลางคัน
มาร์ตินพยายามร้องเรียกเธอไว้ แต่คลีนก็ยกมือหันไปส่งสายตาให้ญาติผู้น้องปล่อยแอลลี่ไปสงบสติอารมณ์ตัวเอง
ทั้งห้องกลับสู่ความเงียบทันทีที่สาวห้าวก้าวออกไป สุดท้ายอเล็กซ์ก็พ่นลมหายใจยาวลำบากใจไม่น้อยกับเหตุการณ์น่าอึดอัดเช่นนี้
“ขอโทษแทนยัยบ้านั่นด้วยพี่” อเล็กซ์เอ่ยเสียงเบา ซึ่งคลีนก็ส่ายศีรษะ ไม่ได้นึกโกรธเคืองอะไรอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไร กูเข้าใจมันนะ ต่อให้ไม่ใช่เพราะลุงวิคเตอร์กำชับมา กูก็คิดว่าแอลไม่เหมาะกับหน้าที่ตรงนี้อยู่ดี...มันใจร้อน และมั่นใจตัวเองเกินไป ต่อให้จะเก่งแค่ไหน หากประมาทนิดเดียวก็ตาย”
“...”
“…”
มาร์ตินกับอเล็กซ์พร้อมใจกันเงียบ
แน่นอนว่าบรรดาพ่อ ๆ พวกเขาต้องรู้อยู่แล้วว่าลูก ๆ กำลังหาเรื่องเสี่ยงนอนคุกกันอยู่ แต่ก็เข้าใจด้วยวัยที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง สร้างฐานอำนาจจึงได้ยอมหลับตาข้างหนึ่ง คอยดูอยู่ห่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่วิคเตอร์บิดาของแอลลี่กำชับมาหนักแน่น คือห้ามให้ลูกสาวเขาต้องอยู่ในจุดเสี่ยงเด็ดขาด
นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่แอลลี่ได้รับหน้าที่ดูแลเพียงแค่ในโกดังสินค้า ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ไปพบปะเจรจาหรือส่งสินค้า
