ตอนที่ 7 เป็นไปไม่ได้
"ก็ดี...ยา คุณเองก็ควรจะสั่งสอนเนยให้ดีกว่านี้หน่อย ไปหยิบของๆ คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ยังไง ใช้ไม่ได้จริงๆ"
คราวนี้กิตภพหันมาพูดกับนลินยาบ้าง จากที่กำลังสะใจที่คนชั้นต่ำแบบโจวถูกลงโทษ มาตอนนี้ดันถูกสามีต่อว่าว่าเลี้ยงลูกสาวไม่ดีไปซะได้
"เอ่อ...ค่ะ"
แต่นลินยาจะกล้าโต้เถียงได้ยังไงล่ะ บทกิตภพจะใจดีก็ใจดีแต่บทจะโหดก็โหดจริงจังด้วย
"ส่วนเนย..."
"คะ...คะ คุณพ่อ"
เนตรรับคำเสียงจ๋อยกำลังคิดว่าตัวเองจะถูกดุอะไรอีกหรือเปล่า ทั้งๆ ที่รัดเกล้ามันยังไม่โดนดุสักคำ ช่างไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
"พ่อจะไม่ดุลูกหรอกนะ เพราะลูกก็ขอโทษพี่เขาไปแล้ว"
"จริงหรือคะ ขอบคุณค่ะคุณพ่อ"
เนตรถึงกับยิ้มหน้าบานคิดว่าครั้งนี้พ่อคงยกโทษให้เธอง่ายๆ ในที่สุดก็มีวันที่พ่อให้ความสนใจเธอบ้างสักที
"พ่อไม่ดุลูกก็จริงแต่ลูกก็ยังมีความผิดอยู่ดี เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบวันนี้อีก พ่อขอยึดบัตรเครดิตลูกเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์"
"เอ๊ะ! ไม่ได้นะคะคุณพ่อ ถ้ายึดบัตรไปแล้วเนยจะเอาเงินที่ไหนไปช็อปปิงล่ะคะ!?"
เนตรโวยวายเสียงดังอย่างลืมตัวเมื่อได้ยินบทลงโทษจากกิตภพ แล้วทำไมบทลงโทษของเธอถึงได้ดูหนักหนายิ่งกว่าไอ้โจวล่ะเนี่ย!
ยึดบัตรเครดิตไปเนี่ยนะ บ้าบอ แล้วเธอจะใช้ชีวิตแต่ละวันยังไง!?
"นั่นสิคะคุณ ลงโทษลูกหนักเกินไปไหมคะ? ลูกเองก็ยังฝึกงานอยู่นะคะ คุณจะไม่ให้ลูกใช้เงินเลยหรือไง"
นลินยาค้านออกมาอีกเสียงเธอไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษของสามี มันดูหนักเกินไปสำหรับความผิดเล็กๆ น้อยๆ ของลูกสาว
ส่วนรัดเกล้าที่ยืนฟังอยู่ก็ได้แต่ลอบยิ้มสะใจ เพราะบทลงโทษของเนตรน่ะดูหนักยิ่งกว่าของโจวซะอีก แบบนี้ค่อยพอทำใจรับได้ขึ้นมาหน่อย จริงๆ รัดเกล้าไม่แปลกใจที่พ่อเธอลงโทษเนตรแบบนั้น การลงโทษน่ะเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเท่านั้นแหละ
จุดประสงค์ที่แท้จริงของพ่อเธอคงเป็นการสั่งสอนเรื่องการใช้เงินจนเกินตัวของเนตรมากกว่า ตั้งแต่ที่เนตรมาเป็นลูกสาวอีกคนของพ่อเธอ ก็เริ่มใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเกินเหตุ แต่ละวันอย่างต่ำเนตรต้องใช้เงินไม่น้อยไปกว่าหนึ่งหมื่นบาท ก็ไม่รู้หรอกว่าเอาไปล้างผลาญอะไรมาบ้างถึงหมดเยอะขนาดนั้น แต่ให้เดาก็คงเป็นพวกของแบรนด์เนมดังๆ อย่างกระเป๋า เครื่องสำอางราคาแพงตามเคย
พ่อเคยมาบ่นให้เธอฟังอยู่ครั้งหนึ่งเรื่องที่เนตรใช้เงินเยอะจนเกินเหตุ ใช้น่ะใช้ได้แต่มันใช้เยอะเกินไป ถ้าใช้เงินแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาพ่อเธอจะไม่ว่าเลยสักคำ เพราะพ่อเป็นคนแบบนั้นแหละ
'ยัยเนยใช้เงินเยอะเดือนนี้ปาไปก็เกือบแสนแล้วนะ ลูกหัดเตือนน้องบ้างก็ดีนะ'
'คุณพ่อจะมาขอให้เกล้าไปเตือนทำไมคะ เกล้าดูเหมือนคนที่สนิทกับยัยเนยมากหรือไงคะ?'
มาขอร้องเธอแบบนี้ทำอย่างกับท่านไม่มีตาดูอย่างนั้นแหละว่าเธอกับเนตรไม่ได้เป็นพี่น้องที่รักใคร่กันสักหน่อย แต่ละวันเจอหน้าทีก็ตีกันบ้านแทบพังแล้ว ไม่งั้นเธอจะขอให้พ่อสร้างบ้านแยกไว้เพื่ออะไรล่ะ
'พ่อแค่อยากให้เนยมันมีความรับผิดชอบแบบลูกบ้างต่างหากล่ะ'
'คงยากค่ะ ไม่งั้นคุณพ่อก็บอกแม่เลี้ยงให้สั่งสอนลูกตัวเองๆ ดีหน่อยสิคะ'
'อืม...พ่อก็เคยบอกอยู่ แต่อยากให้เกล้าสนิทสนมกับยัยเนยไว้หน่อยไง'
'เกล้าไม่มีน้องสาวแบบนั้นหรอกค่ะ'
วันนั้นเธอไม่คิดจะอยู่เถียงต่อชิงเดินหนีออกมาดื้อๆ เลย ไม่รู้พ่อเธอเอาสมองส่วนไหนคิดว่าเธอกับเนตรจะรักกันฉันพี่น้องได้
"แล้วเนยจะเอาเงินที่ไหนไปทำงานล่ะคะพ่อ!"
"พ่อไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้เงิน พ่อให้อยู่แล้ว"
"จริงนะคะ?"
"จริง แต่แค่วันละหนึ่งพันบาทนะที่พ่อจะให้น่ะ"
"คะ! หนึ่งพันบาท คนเราจะใช้ชีวิตแบบนั้นได้ยังไงคะ!?"
เนตรฟังแล้วลมแทบจับกับจำนวนเงินที่พ่อให้ ชีวิตลูกคุณหนูที่ได้สัมผัสมาหลายปี มาตอนนี้จู่ๆ พ่อจะให้เธอกลับไปใช้ชีวิตติดดินเหมือนตอนอยู่กับแม่สองคนเนี่ยนะ ใครมันจะไปทำใจได้!
"จะเอาหนึ่งพันบาทดีๆ หรือเลือกที่จะไม่เอาอะไรเลยล่ะ"
เจอประโยคนี้เข้าไปเนตรถึงกับชะงักไม่กล้าโวยวายอะไรต่อ ถ้าจะให้เธอไปทำงานแบบไม่มีเงินติดตัวสักบาทมันคงจะน่าอับอายยิ่งกว่าแน่ๆ สุดท้ายเนตรจึงจำต้องพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้
"คราวหน้าคราวหลังก็หัดคิดซะบ้างว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ครบหนึ่งอาทิตย์เมื่อไรพ่อจะให้บัตรไปใช้เหมือนเดิม"
"ค่ะ คุณพ่อ..."
"ไปได้แล้ว ยาเองก็ด้วย เลิกก่อเรื่องสักที อย่าให้ผมต้องหมดความอดทนนะ"
กิตภพรู้ดีว่านลินยาภรรยาของท่านไม่ได้ชอบรัดเกล้าเท่าไร ท่านรักเธอก็จริงแต่ในใจก็เลือกลูกสาวมากกว่าอยู่แล้ว ซึ่งท่านก็เคยเตือนเรื่องที่นลินยาชอบแอบไปมีปากมีเสียงกับรัดเกล้าหลายทีแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยจำสักที
"ค่ะ...ยาขอโทษ ป่ะ ลูก เข้าบ้านกันดีกว่านะ"
นลินยารับคำอย่างว่าง่ายแต่ในใจนั้นโมโหเดือดดาลที่ตัวเองกับลูกโดนหนักยิ่งกว่าคนชั้นต่ำแบบโจว ตอนเดินไปไม่วายนลินยาหันกลับมามองรัดเกล้าด้วยสายตาชิงชัง
ไม่มีแกสักคนคุณกิตก็คงเลือกฉันกับยัยเนยไปแล้ว!
"จบเรื่องแล้วนะ ส่วนเรื่องที่เกล้าจะคุยกับพ่อ เดี๋ยวเราเข้าไปคุยข้างในบ้านเถอะ"
"ไม่ดีกว่าค่ะ เกล้าอยากจะแวะไปหาโจวก่อน"
กิตภพชะงักกับคำพูดของลูกสาว ทำไมถึงได้ดูเป็นห่วงเป็นใยโจวถึงขนาดนี้ จริงๆ ที่ท่านลงโทษโจวไปแบบนั้นก็เพื่ออยากจะดูปฏิกิริยาของรัดเกล้าด้วยว่าคิดอะไรเกินเลยกับโจวหรือเปล่า
หรือว่าลางสังหรณ์ของท่านจะถูก...
"จะแวะไปหาทำไมล่ะ"
"เกล้าแค่อยากไปสั่งงานอะไรนิดหน่อยค่ะ ก็คุณพ่อเล่นเอาคนใช้ส่วนตัวของเกล้าไปนี่คะ ปกติคนที่ดูแลและรู้ใจเกล้ามากที่สุดก็มีแต่โจว"
จริงๆ รัดเกล้าแค่อยากแวะไปหาโจวเฉยๆ ว่าเขาจะเป็นยังไงบ้างที่ต้องไปอยู่ในห้องนั้นตั้งหนึ่งวันเต็มๆ
ดูท่าทางคืนนี้เธอคงอดนอนกอดเขาแล้วสินะ...
"แค่นั้นจริงๆ น่ะหรือ"
แววตาของกิตภพเปลี่ยนไปเป็นความดุดันที่แสดงออกมาว่าไม่พอใจอย่างมาก ถ้าหากว่าลางสังหรณ์ของท่านถูกจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น!
"ค่ะ แค่นั้นแหละค่ะ คุณพ่อคิดอะไรอยู่ล่ะคะ"
"..."
"หรือคุณพ่อคิดว่าเกล้าจะลดตัวลงไปคบกับโจว"
พูดเองก็เจ็บเอง เขาเป็นคนสำคัญสำหรับเธอ ไม่มีใครจะมาเทียบกับโจวได้ เพราะอย่างนั้นเธอจึงไม่ชอบให้ใครมาพูดดูถูกเขาที่ทำงานเป็นเพียงแค่คนรับใช้ แล้วดูตอนนี้สิเธอกลับเป็นคนพูดออกมาแบบนี้ซะเอง
น่าสมเพชจริงๆ ที่ไม่มีความกล้ามากพอ
"พ่อรู้ว่าลูกเอ็นดูมัน เพราะลูกเป็นคนเก็บเขามา แต่อย่าลืมล่ะว่ากำพืดของโจวน่ะเป็นแค่คนจรจัดไร้บ้านเท่านั้น มันไม่ใช่คนที่ลูกสมควรจะไปยุ่งหรอกนะ"
กิตภพเอ่ยเตือนเสียงเข้มท่านอยากจะขีดเส้นให้รัดเกล้ารู้ชัดเจนไปเลยว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่คนรับใช้ชั้นต่ำแบบโจวจะมาคบหากับลูกสาวของท่านที่เพียบพร้อมไปทุกอย่าง
"ค่ะ ลูกรู้ดี คุณพ่อวางใจเถอะค่ะ"
รัดเกล้าเหยียดยิ้มออกมาเพราะคิดว่าดีแล้วที่โจวไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้วได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากของเธอ
"โจวเขารู้สถานะของตัวเองดีค่ะว่าเขาน่ะเป็นเพียงแค่คนใช้ เขาไม่กล้ามาแตะต้องดอกฟ้าอย่างเกล้าอยู่แล้วล่ะค่ะ"
