บทที่ 3 เจอกันอีกครั้ง
วีรดาละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์เมื่อประตูลิฟต์โดยสารเปิดออก เด็กสาวมองหน้าบุรุษที่กำลังเดินเข้าลิฟต์มาพร้อมกับอุทานออกมาอย่างเผลอตัว
“คุณนั่นเอง”
คีรีไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเมื่อเห็นว่าใครที่ยืนอยู่ในลิฟต์กับเขา ชายหนุ่มกระตุกยิ้มแล้วกล่าวทักทายตอบกลับไป “พักอยู่ที่นี่เหมือนกันเหรอครับ”
“ค่ะ บังเอิญจังเลยนะคะ ไม่คิดว่าจะได้เจอคุณอีก”
คีรีมองรอยยิ้มของเด็กสาวอย่างประเมินการ สำหรับหล่อนการที่ได้กลับมาพบกันอีกมันเป็นเรื่องบังเอิญ แต่สำหรับเขามันไม่ใช่
ทุกอย่างมันเกิดจากความตั้งใจ
“หายตกใจกับเรื่องเมื่อคืนหรือยังครับ”
วีรดามองใบหน้าคมด้วยสายตาทอประกายชื่นชม ผู้ชายคนนี้ไม่รู้จักกับเธอเสียด้วยซ้ำแต่เขาก็ยังมีน้ำใจถามไถ่ถึงความรู้สึกของเธอ บนโลกใบนี้ไม่ได้มีแต่คนไม่ดี อย่างน้อยผู้ชายตรงหน้าก็ทำให้เธอเห็นว่า โลกใบกว้างใหญ่ก็ยังมีเขาอีกคนที่เป็นคนดี
“ค่ะ”
เด็กสาวที่อยู่ในชุดนักศึกษาเป็นฝ่ายเดินนำออกมาจากลิฟต์ ก่อนที่จะแยกตัวออกไป ก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้และกล่าวขอบคุณเขาอีกครั้ง
“ขอตัวไปเรียนก่อนนะคะและขอบคุณ คุณอีกครั้งที่เมื่อคืนช่วยฉันไว้”
แววตาคู่คมคล้ายหยันผุดขึ้นมาเมื่อมองตามหลัง เด็กสาวที่เดินออกไปทางด้านหน้าของคอนโด ก่อนที่เธอจะขึ้นรถแท็กซี่ไปจนลับตา คีรีเดินกลับไปที่รถของตัวเองแล้วขับออกไป
รออีกหน่อยเถอะไอ้วรวิทย์ มึงจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดเหมือนกับการถูกกรีดเนื้อแล้วรีดเลือดออกมาทั้งตัว
ความเป็นส่วนตัวของวีรดาเริ่มลดหายไปเมื่ออยู่ ๆคนที่เข้ามาช่วยเธอให้พ้นภัยเข้ามาทำตัวเหมือนกับอยากสนิทสนมและรู้จักเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทำ
คีรีพยายามเข้าหา คอยซื้อนั่น ซื้อนี่มาฝากอยู่เสมอ วีรดาปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ยังไม่ละความตั้งใจ และแน่นอนว่าสิ่งที่คีรีเฝ้าวนเวียนทำให้เธอตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มันสามารถก่อเกิดความประทับใจจนทำให้เด็กสาวเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อเขา
‘good morning ครับ’
ดวงหน้าสวยหวานยิ้มระรื่นพร้อมกันนั้นก็พิมพ์ข้อความส่งตอบกลับไป
‘good morning ค่ะ’
ข้อความที่เธอส่งไปถูกอ่านโดยทันทีพร้อมกับข้อความที่ส่งโต้ตอบกลับมา
‘ทานข้าวเช้าด้วยกันไหมครับ พี่ซื้อโจ๊กเจ้าอร่อยมาฝากน้องวุ้นด้วย’
‘ไม่ดีกว่าค่ะ วุ้นเกรงใจพี่คี’ วีรดาปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แม้จะรู้สึกดีที่มีคนมาคอยเป็นห่วงเป็นใย แต่ก็ยังอยากสงวนท่าทีของตัวเองเอาไว้ รอดูให้แน่ใจกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วค่อยเปิดใจให้โอกาสกับเขา
‘พี่รออยู่หน้าห้องแล้วครับ’
คนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จตาโต เมื่อรู้ว่าคีรีกำลังรออยู่หน้าห้อง เด็กสาวรีบดึงยางรัดผมออกแล้วสะบัดผมไปมาพร้อมกับใช้มือสางผมยาวสลวยอย่างลวก ๆแล้วจึงรีบเดินออกจากห้องนอน
ใบหน้าหน้าคมเข้มปรากฏรอยยิ้มเมื่อเจ้าของห้องเปิดประตูออกมาต้อนรับ คีรียกถุงพลาสติกสีใส่ที่มีของกินอยู่ข้างในให้กับเด็กสาวดู
“กินข้าวเช้ากัน”
วีรดายิ้มอาย เธอเปิดประตูห้องให้กว้างขึ้นแล้วเชื้อเชิญให้เขาเข้ามาในห้อง ไม่เคยมีใครได้มายุ่มย่ามในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ ยกเว้นแต่พี่ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น นับว่าคีรีเป็นคนแปลกหน้าคนแรกที่เจ้าของห้องกล้าเปิดใจและเปิดโอกาสให้เขาได้เข้ามาทำความรู้จักและเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเธอ
“เข้ามาข้างในก่อนค่ะ”
คีรีเดินเข้ามาในห้องพักของเด็กสาว พร้อมกันนั้นก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆห้อง ก่อนจะหันหน้ามาถามพร้อมด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“กินกันเลยไหมครับ กำลังร้อน ๆ”
วีรดาพยักหน้าแล้วเดินไปหยิบถ้วยกับช้อนมาอย่างละสองใบ เด็กสาววางถ้วยลงบนโต๊ะ
“มาค่ะ เดี๋ยววุ้นเทใส่ถ้วยให้ค่ะ” เธอยื่นมือหมายจะไปหยิบถุงโจ๊กมาจากเขา แต่ทว่าคีรีก็เบี่ยงมือหลบ
“ให้พี่ทำดีกว่าครับ โจ๊กมันร้อน เดี๋ยวโดนมือน้องวุ้น”
พูดจบคีรีก็เดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ เด็กสาวแล้วหยิบถ้วยมาวางไว้ตรงหน้าของตัวเองพร้อมกับแกะยางที่มัดถุงออก สิ่งที่คีรีทำอยู่ในสายตาของวีรดาทั้งหมด เด็กสาวลอบยิ้มด้วยความชื่นชม คีรีและพี่ชายของเธอมีอะไรหลาย ๆอย่างที่คล้ายกัน อย่างหนึ่งที่เห็นชัดว่าคล้ายกันที่สุดก็คงเป็นความอ่อนโยนและการเอาใจใส่ที่ทั้งชายหนุ่มและพี่ชายทำต่อเธอ น่าแปลกทั้ง ๆที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน แต่ทว่าเขากับทำให้เธอรู้สึกประทับใจและรู้สึกคุ้นเคยเหมือนกับเคยรู้จักกันมาเนิ่นนาน
“เรียบร้อยแล้วครับ น้องวุ้นทานได้เลย”
เขายกถ้วยโจ๊กมาวางไว้ตรงหน้าเจ้าของห้อง ต่อจากนั้นก็ดึงเก้าอี้มาไว้ข้าง ๆแล้วทรุดนั่งลงใกล้ ๆกับหญิงสาว
“คราวหน้าพี่คีไม่ต้องลำบากซื้อของกินมาให้วุ้นหรอกนะคะ วุ้นเกรงใจจริง ๆค่ะ”
“เกรงใจทำไมกันครับคนกันเอง”
วีรดาหลุบตาลง ริมฝีปากยกยิ้มด้วยความรู้สึกเขินอาย ‘คนกันเอง’ ที่คีรีพูดมันมีความหมายแฝงเอาไว้อย่างชัดเจน เพราะมัวแต่คิดเตลิดไปไกลเลยลืมไปเสียสนิทว่าโจ๊กที่อยู่ในชามกำลังร้อน ๆเด็กสาวตักโจ๊กใส่ปาก ก่อนจะรีบคายออกมาใส่ในช้อนแบบเดิม
“ดื่มน้ำก่อนครับ” คีรียื่นน้ำไปตรงหน้าเจ้าของห้องพร้อมกับตบไปที่แผ่นหลังบางเบา ๆ “ดีขึ้นไหมครับ”
คนที่สำลักโจ๊กพยักหน้า ทั้งใบหน้าและดวงตาแดงระเรื่อ เป่าลมหายใจออกจากริมฝีปากเพื่อระบายความร้อนในโพรงปากออกมา
“อ้าปากให้พี่ดูหน่อย”
วีรดาส่ายหน้าเร็วรัว แค่สำลักโจ๊กต่อหน้าเขาเธอก็รู้สึกอายจะแย่อยู่แล้ว แล้วเรื่องอะไรจะอ้าปากให้เขาดูความซื่อบื๊อเพื่อตอกย้ำให้ตัวเองขายขี้หน้าเข้าไปอีก
“อ้าปากให้พี่ดูครับน้องวุ้น”
คีรีย้ำอีกครั้งพร้อมกับทำหน้าตาดุ วีรดาเม้มปากนิดแล้วค่อยอ้าปากออกด้วยความรู้สึกอายสุดขีด
“แค่แดง ๆแต่ไม่พอง ดื่มน้ำเข้าไปเยอะ ๆครับจะได้รู้สึกดี” ปลายนิ้วมือหนาที่จับอยู่บนปลายคางเล็กพร้อมกับใบหน้าคมที่อยู่ห่างจากใบหน้าของเด็กสาวไม่ถึงฝ่ามือจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รดอยู่แถว ๆริมฝีปากจิ้มลิ้ม
เป็นวีรดาที่ดึงใบหน้าของตัวเองออกห่าง เธอกับคีรีใกล้กันเกินไป ใกล้เสียจนกว่าว่าเขาจะได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำของเธอได้
“มาครับ พี่เป่าให้”
เขาหยิบชามที่อยู่ตรงหน้าของเด็กสาวมาไว้ตรงหน้าของตัวเองแล้วใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาเป่าอยู่สองสามที ก่อนจะยื่นไปตรงปากบาง
“วุ้นทานเองดีกว่าค่ะ”
“อย่าดื้อสิครับ”
เป็นอีกครั้งที่วีรดาจำต้องยอมอ้าปากให้คีรีป้อนโจ๊กให้กับเธอ สายตาคู่คมดุกร้าวที่มองมาทำให้รู้สึกขยาดเล็กน้อย โจ๊กคำแล้วคำเล่าที่ชายหนุ่มบรรจงตักป้อนให้กับเด็กสาว เพียงครู่เดียวชามที่วางอยู่ตรงหน้าก็ว่างเปล่า
“กินเก่งเหมือนกันนะเรา แต่ทำไมตัวเล็กนิดเดียว”
“ปกติวุ้นไม่ค่อยได้กินข้าวเช้าหรอกค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม ถ้าวรวิทย์ไม่มาหา ปกติวีราดาก็แทบไม่แตะอาหารเช้าเลยด้วยซ้ำ จนบางที่พี่ชายรู้ เธอก็ต้องทนให้พี่บ่นจนหูชา “ถ้าวันไหนที่พี่วิทย์แวะมาหา วุ้นถึงจะมีโอกาสได้กิน”
คีรีนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ เด็กสาวสมัยนี้ทำไมถึงได้ชอบไดเอทกันนัก คีตาก็เป็นแบบนี้ ข้าวเช้าแทบไม่ตกถึงท้อง ถ้าเขาไม่คะยั้นคะยอหรือยื่นคำขาด น้องสาวก็ทำตัวเหมือนวีรดาไม่ผิดเพี้ยน
“วุ้นอยู่กับพี่ชายแค่สองคนค่ะ พ่อกับแม่เสียไปได้หลายปีแล้ว” จู่ ๆก็อยากเล่าเรื่องราวของครอบครัวตัวเองให้คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆฟัง ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือความรู้สึกของตัวเองมันบอกแบบนั้น เธอเชื่อใจคีรี แม้จะเพิ่งรู้จักกันเพียงแค่ผิวเผิน แต่รู้สึกเหมือนผูกพันกันมาแสนนาน
“พี่คีล่ะคะ เป็นลูกคนเดียวหรือมีพี่น้องไหมคะ”
“พี่มีน้องสาวหนึ่งคน”
“มิน่าล่ะ พี่คีถึงได้ดูอ่อนโยน วุ้นว่าพี่วิทย์อ่อนโยนแล้วนะ แต่ก็ยังแพ้พี่คีอยู่ดี แปลว่าพี่คีสนิทกับน้องสาวมากเลยใช่ไหมคะ” วีรดาเท้าแขนลงกับโต๊ะ เหลียวหน้ามองใบหน้าคมเข้ม รอฟังเรื่องราวชีวิตของเขาด้วยความอยากรู้
“พี่สนิทกับน้องสาวมาก แต่หลังจากที่พี่ไปเรียนเมืองนอก พี่กับน้องสาวก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน” น้ำเสียงของคีรีสั่นเครือ ถ้าไม่เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาก็คงยังไม่กลับมาเมืองไทย
“พี่คีกลับมาแล้ว แปลว่าตอนนี้ก็กลับมาสนิทกับน้องสาวเหมือนเดิมแล้วใช่ไหมคะ”
“น้องพี่เสียแล้ว เสียตั้งแต่ที่พี่ยังอยู่ที่เมืองนอก”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงทำให้วีรดาตัดสินใจโน้มกายเข้าไปสวมกอดคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มือเล็กบางลูบไปที่แผ่นหลังกว้าง เอ่ยปลอบโยนความรู้สึกที่ดิ่งลึกของเขา เธอเข้าใจความรู้สึกของคีรีดี เพราะตัวของเธอก็เคยสูญเสียคนที่รักไปเหมือนกัน กว่าจะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนั้นมาได้ เธอกับพี่ชายก็แทบตายทั้งเป็น
“วุ้นเสียใจด้วยนะคะ วุ้นเข้าใจความรู้สึกของพี่คีเพราะวุ้นเองก็เคยเสียคนที่รักมากไปเหมือนกัน”
“ไม่เหมือน” น้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าแฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่ดังขึ้นจนวีรดารู้สึกฉงนใจขึ้นมา
คีรีกำลังไม่พอใจอะไรอยู่อย่างนั้นเหรอ
หัวใจของคีรีเต็มไปด้วยความเคียดแค้นและชิงชัง คนที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้น้องสาวของเขาฆ่าตัวตายก็คือพี่ชายของวีรดา ไอ้ผู้ชายที่เห็นแก่ตัว ไร้ความรับผิดชอบ
“พี่คีเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เด็กสาวแตะไปที่หลังมือหนาด้วยความห่วงใย คนที่รู้ตัวว่าหลุดแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดออกไป แสร้งปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเอ่ยตอบพร้อมยิ้มน้อย ๆ
“พี่คงคิดถึงน้องสาวของพี่มากไป ขอโทษด้วยนะครับที่ทำให้น้องวุ้นตกใจ” คีรีกุมมือบางที่ทาบทับอยู่บนมือตัวเอง ทันได้เห็นรอยยิ้มหวานพร้อมกับใบหน้านวลที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ “ขอบคุณน้องวุ้นมากนะครับที่ห่วงใยพี่”
ดวงตาสีดำขลับเหลือบขึ้นมองขณะเอ่ยเบา ๆท่าทีเหนียมอายของเด็กสาว บอกได้ว่าแผนของเขากำลังเดินหน้าได้เป็นอย่างดี อีกไม่นานความแค้นที่สุมอยู่ในอก ก็คงได้เวลาที่ต้องสะสาง
