2
“อาเอล!!!” แล้วเด็กชายตัวจ้อยก็ปีนลงจากเก้าอี้เสริมสำหรับเด็ก ก่อนวิ่งฉิวไปหาคุณอาหนุ่มสุดหล่อที่กำลังเดินตรงเข้ามาสมทบกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ “อาเอลมาช้าจังเลย”
“ขอโทษครับ พอดีอามัวแต่อาบน้ำอยู่” เอเลียต รามิเรส นาธาเนียล ลูกชายคนเล็กของจอห์นบอกกับหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะวางมือใหญ่ลงบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลที่อ่อนแสงกว่าของตน
“ไปนั่งกันเถอะครับ” เด็กชายโจเซฟชักชวนอย่างแข็งขัน ก่อนเดินจูงมือเอเลียตไปยังเก้าอี้ข้างๆ คุณอาสาวที่มีน้องสาวตัวแสบของตนนั่งอยู่บนตักบาง
‘แหม...รู้ใจอาจริงๆ นะโจ! เดี๋ยวอาจะตบรางวัลให้อย่างงามเลย!!!’ หญิงสาวกรี๊ดกร๊าดร้องชมหลานชายในใจที่ดึงคุณอาสุดหล่อบาดจิตที่ครอบครองใจเธอมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ กัน งานนี้ค่อยได้ใกล้ชิดและมีโอกาสสูดกลิ่นกายหอมๆ ของผู้ชายหน้านิ่งหน่อย
“นี่! เก็บสายตาของเธอไว้บ้างก็ได้นะ” เสียงทุ้มกระซิบเหี้ยมเกรียมที่ข้างหูเธอนี่เอง เมื่อเอเลียตสังเกตว่ามะลุลีจ้องเขาอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เขาเดินเข้าในระยะที่สายตาสามารถมองเห็นได้ ถ้ามองเฉยๆ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอก เพราะชินกับการที่ตกเป็นเป้าสายตาของคนอยู่แล้ว แต่นี่เล่นเล้าโลมเขาผ่านทางสายตาหวานฉ่ำเสียขนาดนั้น ดวงตานี่พราวระยับวิบวับราวกับจะจับเขาเปลื้องผ้า ต่อให้เป็นผู้ชายที่ชาชินกับการที่ถูกหญิงสาวมากหน้าหลายตามองด้วยความอยากได้ใคร่ครองแค่ไหน แต่ถ้าโดนมองอย่างที่ยัยหื่นนี่มองเขาอยู่ล่ะก็นะ...มีหวังกระอักกระอ่วนใจทุกรายน่ะแหละ!!! เขาชักจะไม่แน่ใจแล้วสิว่าตอนนี้อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆ กับกางเกงขาสามส่วนสีเดียวกัน หรือกำลังเปลื้องผ้าอยู่ต่อหน้าเธอกันแน่!
“เก็บสายตาก็มองไม่เห็นสิ!” มะลุลีกระซิบตอบแล้วยิ้มซุกซน ภายนอกเธอคือผู้หญิงที่สุขุมเรียบร้อย ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์ช่างพูดแค่ไหน แถมบางครั้งยังจะออกติงต๊องด้วยซ้ำ จะมีก็แต่เพื่อนสนิทสองคนของเธอกระมังที่รู้มุมนี้ คนหนึ่งก็คือหิรัญญิการ์ อีกคนคือสเลเต แล้วก็ล่าสุด...ก็เอเลียตนี่ไงที่ได้รู้มุมบางมุมที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกอันแสนสุขุมของเธอ ก็นะ...เธอเป็นประเภทที่จะเป็นตัวของตัวเองที่สุดเมื่อได้อยู่กับคนที่ตัวเองรักนี่นา “แล้วฉันก็อยากจะชื่นชมความหล่อของคุณด้วย เพราะฉะนั้นฉันไม่เก็บหรอก!”
“ยัยเด็กบ้า!” เขาคำรามในลำคออย่างหงุดหงิดติดจะรำคาญกับคำพูดแทะโลมของเธอ ดูทีหรือ... ดาหลาผู้เป็นน้าและออกจะเรียบร้อยอ่อนหวานราวหลุดออกมาจากสำนักชี แล้วยัยนี่... กลับทำตัวก๋ากั๋นใช้คำพูดแทะโลมผู้ชายไปทั่วอย่างนี้ ชักสงสัยแล้วสิว่าเธอไม่ซึมซับเอานิสัยดีงามของผู้เป็นน้ามาบ้างหรือไร!?
“อาจูนกับอาเอลกระซิบอะไรกันเหรอคะ??” เจนิเฟอร์เงยหน้าจ้องใบหน้างามของคุณอาสาวตาแป๋ว ด้วยได้ยินแว่วๆ เหมือนคุณอาทั้งสองกำลังคุยอะไรกันสักอย่าง หากแต่ใช้วิธีกระซิบกระซาบแทนที่จะคุยกันดีๆ
“นั่นสิ! มีความลับอะไรนักหนา?” เอเดนเอ่ยถาม แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีร่องรอยของการตำหนิเลยแม้แต่น้อย หากแต่ติดจะล้อเลียนน้องชายกับหลานสาวของแม่เลี้ยงเสียมากกว่า ไหนจะแววตาแพรวพราวระยับนั่นอีก เอเลียตอดหน้าชากับแววตาล้อเลียนนั้นไม่ได้
‘นี่นายคงไม่คิดว่าฉันกับยัยนี่ซัมติงรอง (something wrong) กันหรอกนะไอ้พี่ชาย!!!!’
“แหม... พี่เอ็ดก็!” คนที่ออกตัวว่าเขินจัดกลับเป็นมะลุลีเสียอย่างนั้น มือบางยกมือขึ้นโบกไหวๆ ผ่านใบหน้างามที่แดงซ่านเมื่อเข้าใจนัยที่เอเดนต้องการสื่อ ยิ้มเขินๆ พลางพูดแก้เสียพัลวัน “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ! เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดกันไปหมดหรอก”
‘คนเขาจะเข้าใจผิดเพราะท่าทางเธอนี่แหละ!’ เอเลียตส่งสายตาขวางๆ ไปมองคนที่นั่งเขินอยู่ข้างๆ อย่างขัดใจ สู้เธอเฉยๆ ไปเสียยังจะดีกว่าพยายามแก้ตัวอย่างนี้ ป่านนี้คนทั้งโต๊ะคงเข้าใจผิดกันไปไหนต่อไหนแล้ว!!!! “เฮ้อ!!!”
“ถอนใจอะไรนักหนาเอล?” คำถามนี้ดังจากปากผู้เป็นพ่อ เมื่อเห็นลูกชายคนเล็กทำหน้าเมื่อย ขณะที่ปรายตามองมะลุลีที่ทำท่าเขินบิดไปบิดมาด้วยแววตาเอือมระอา
“เปล่าครับ” เอเลียตตอบด้วยน้ำเสียงสุขุม ก่อนเบนสายตาไปยังเตาบาร์บีคิวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะอาหารนัก วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดเฉพาะคนในครอบครัว ทุกคนมีหน้าที่ในการบริการตนเอง ทุกคนคงเริ่มมื้ออาหารไปได้สักพักหนึ่งแล้วมั้ง ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่มัวโอ้เอ้เพราะไม่อยากใช้เวลาอยู่ใกล้กับยัยหื่นข้างๆ นี่นานนัก “ผมไปตักบาร์บีคิวกินดีกว่า”
“ฮั่นแน่... ทำเป็นเขิน!!!” เสียงพี่ชายยังคงลอยตามหลังมาล้อเลียนร่างสูงกำยำของน้องที่เดินเลี่ยงไปยังเตาบาร์บีคิว เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสนทนา
‘เขินบ้าเขินบออะไร!!! ฉันอึดอัดโว้ย!!! ใครจะอยากถูกไปจับจิ้นกับยัยหื่นนั่นกัน!!’ เอเลียตอยากจะร้องออกไปอย่างนั้นเหลือเกิน แต่ติดที่ว่าแม่สอนเสมอว่าให้เป็นสุภาพบุรุษที่ให้เกียรติผู้หญิง อย่าเปล่งวาจาใดๆ ที่ทำให้ผู้หญิงเสียหน้า ซึ่งเขาก็ยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดนั้นมาโดยตลอด ยกเว้นแต่ว่า...สำหรับมะลุลีแล้ว เขาขอเชื่อฟังแม่แค่เพียงครึ่งเดียว คือครึ่งที่ว่าจะไม่พูดจาทำร้ายจิตใจผู้หญิง... เฉพาะต่อหน้าบุคคลที่สาม สี่ หรือห้าเท่านั้นนะ
แต่ถ้าอยู่กันตามลำพัง... เขาไม่รีรอเลยที่จะแขวะยัยนี่ให้สาสมกับความหมั่นไส้ ที่เธอชอบทำตัวสุขุมไร้เดียงสาต่อหน้าคนอื่น แต่กับเขา... กลับทำตัวก๋ากั๋นคอยแทะโลมเขาด้วยคำพูดและสายตาตลอดเวลาหรอกนะ
“ผมว่า...อายุอานามขนาดนายเอลนี่ควรมีครอบครัวได้แล้วนะครับ” แล้วไอ้พี่ชายตัวแสบของเขา ก็เสนอไอเดียบ้าบอชวนตบกบาลแยกขึ้นมา เล่นเอาคนที่ถูกพาดพิงถึงรู้สึกเสียวสันหลังวาบอย่างไรบอกไม่ถูก หากแต่ก็แกล้งทำหูทวนลม คีบบาร์บีคิวบนเตาใส่จานตัวเอง
“นั่นสิ! พ่อก็เห็นด้วยนะ อายุปาเข้าไปสามสิบสองแล้ว พ่อว่าน่าจะหาผู้หญิงสักคนที่เป็นตัวเป็นตนแล้วลงหลักปักฐานได้แล้วนะ”
‘นั่นไง!!! วนมาเรื่องนี้อีกแล้ว!’ เอเลียตบ่นกับตัวเองอย่างเหนื่อยหน่าย กรอกตาขึ้นฟ้าเพื่อปรับอารมณ์ก่อนเดินลากเท้าอาดๆ มานั่งลงที่เดิมพร้อมกับจานบาร์บีคิวที่เพิ่งไปตักมา
“ผมว่าคงไม่จำเป็นต้องหาให้เหนื่อยหรอกนะครับพ่อ” เอเดนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเริงรื่นเหมือนกำลังคุยเรื่องที่ออกรสออกชาติอะไรสักอย่าง “ก็ให้แต่งกับจูนไปเลย จะได้ไม่ต้องเหนื่อยหา แถมยังได้ลูกสะใภ้ที่ถูกใจพ่ออีกต่างหาก”
“แหม! คุณเอ็ดคะ หลานของฉันน่ะเป็นผู้หญิงนะคะ พูดอะไรก็ให้เกียรติกันหน่อยเถอะ มันไม่งามเลยนะคะ พูดอย่างนี้หลานสาวของฉันก็หมดราคาแย่” ดาหลาที่นั่งฟังมานานเอ่ยขึ้นบ้าง หากแต่หาได้จริงจังกับคำตำหนินั้นไม่ เพียงแค่พูดหยอกล้อไปตามน้ำเท่านั้นเอง
‘เอ้อ... ผมว่าหลานของคุณน่ะไม่เคยคิดเรื่องงามหรือไม่งามหรอกนะครับ เพราะตั้งท่าจะงาบผมตลอดเวลา!!’ เอเลียตได้แต่คิดแล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เห็นด้วยกับคำพูดของดาหลา
