ตอนที่5 สาเหตุที่เข้าใจผิด
ตอนที่5 สาเหตุที่เข้าใจผิด
“ไม่มีแม่เหรอ แล้วผู้หญิงคนนั้น...” ผ้าแพรนั่งพูดกับตัวเองด้วยความสับสนและแปลกใจอย่างมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เรื่องที่เธออยากปล่อยผ่านแต่กลับปล่อยวางไม่ได้จนต้องพึมพำกับตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอย่างไร้คำตอบ
“ผ้าแพร พี่ฝากแก้งานนี้ให้หน่อยนะ พอดีพี่ลาครึ่งวันน่ะ” เสียงของเพื่อนร่วมงานปลุกผ้าแพรให้หลุดออกจากภวังค์ก่อนจะวางแฟ้มงานใหญ่ลงตรงหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนจะเดินกลับโต๊ะตัวเองไปทันทีอย่างไม่ทันที่ผ้าแพรได้ตั้งตัว
“เห้อ!” ผ้าแพรถอนหายใจออกมาสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะมองงานตรงหน้าตัวเองและลงมือทำมันอย่างช่วยไม่ได้
แต่จะให้ทำยังไงล่ะตอนนี้เธอพร้อมจะทำงานล่วงเวลาทุกวันนั่นแหละ เพื่อนในแผนกคนไหนทำงานไหนไม่ทันเอามาให้เธอทำได้เลย แต่ทั้งหมดก็ต้องแลกกับการยืนยันต่อผู้จัดการให้เธอเพื่อที่เธอจะได้ค่าแรงล่วงเวลา
ตอนนี้เธอต้องเร่งหาเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลให้แม่ที่ล้มป่วยกะทันหันต้องนอนโรงพยาบาลไปไหนไม่ได้ แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายที่เธอต้องรับผิดชอบนั้นไม่น้อยเลยเรียกได้ว่าเงินเดือนของเธอที่ปกติอยู่กินและสามารถแบ่งเก็บได้ตอนนี้แทบจะไม่พอจนทำให้เธอโหมงานอย่างหนักขนาดนี้
แต่ก็นั่นสินะ งานก็เยอะขนาดนี้แล้วยังจะเอาเวลาไปคิดเรื่องของคนอื่นทำไม ยังไงเธอก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพวกเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นยังไงก็เรื่องของพวกเขาเถอะ
...
เคร้ง! เคร้ง! เสียงของแตกกระจายเต็มพื้นดังขึ้นจากฝีมือของเด็กชายกรินทร์ที่พอกลับมาถึงบ้านก็ลจากรถวิ่งเข้ามาพร้อมกับการทำลายข้าวของภายในบ้านอย่างเอาแต่ใจ
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะกรินทร์ อยากได้อะไรบอกย่านะ เดี๋ยวย่าหาให้” คุณคนางค์ที่ตามมาอย่างไม่คิดว่าหลานชายจะใช้วิธีนี้ก็ตกใจอย่างมากก่อนจะรีบเอ่ยบอกหลานอย่างใจเย็น
“ย่าโกหก! กรินทร์ไม่รักย่า! ไม่รักใครเลย!” เด็กชายกรินทร์หยุดมือหันไปมองย่าตัวเองอย่างไม่พอใจก่อนจะบอกย้ำสิ่งที่เขาพูดก่อนหน้านี้ขึ้น
“ใจเย็น ๆ ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวเศษแก้วบาดเท้านะลูก” คุณคนางค์ห่วงหลานชายอย่างมาก หลานชายเท้าเปล่าในบ้านโดยที่ตรงหน้ามีเศษเจกันแตกเต็มพื้นไปหมดใจเธอแทบร่วงไปอยู่ตาตุ่มหมดแล้ว
“กรินทร์จะไปหาแม่!” เด็กชายกรินทร์บอกความต้องการของตัวเองขึ้นอีกครั้งอย่างดุดัน
“แต่นั่นไม่ใช่แม่ของหนูนะลูกนะ...”
“ใช่! นั่นแม่กรินทร์!” เด็กชายกรินทร์แทรกเถียงย่าตัวเองขึ้นอย่างไม่ยอม
“ได้ ๆ เดี๋ยวย่าจะหาทางติดต่อไปหาคุณน้าคนนั้นให้ แต่กรินทร์ต้องใจเย็น ๆ ก่อนนะลูกนะ” คุณคนางค์ตอบรับออกมาอีกครั้งอย่างไร้หนทางเพราะตอนนี้ความปลอดภัยของหลานชายสำคัญที่สุด
“ย่าโกหก!” เด็กชายกรินทร์พูดอย่างไม่เชื่อคำพูดของย่าตัวเอง
“ไม่ ๆ ย่าไม่โกหก ครั้งนี้ย่าจะหาที่อยู่ของน้าคนนั้นด้วยตัวเอง ไม่ให้พ่อเราช่วยแล้วลูก” คุณคนางค์รีบยืนยันกับหลานาชายอีกครั้ง
“...” เด็กชายกรินทร์ได้ยินแบบนั้นก็สงบลงเล็กน้อย เพราะถ้าเทียบระหว่างย่ากับพ่อยังไงเขาก็เชื่อย่ามากกว่า
“อย่าขยับนะลูกนะ เดี๋ยวย่าให้พี่เหมียวไปอุ้มออกมา” คุณคนางค์ร้องขอหลานชายก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้แม่บ้านก้าวเข้าไปอุ้มหลานชายเธอออกจากกองเศษแก้วรอบ ๆ
แต่เพราะเด็กชายกรินทร์ที่คิดว่าตัวเองโตพอแล้วไม่จำเป็นต้องให้ใครอุ้มเขาจึงแค่ส่งมือไปให้แม่บ้านแต่กลับไม่อุ้มก่อนจะถูกพาก้าวเดินออกจากบริเวณเศษแก้วอย่างปลอดภัยทำให้คุณคนางค์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกก่อนจะพาหลานชายไปห้องนั่งเล่นเพื่อพูดคุยกัน
“ตอนนี้ย่าไม่รู้ว่าคุณน้าคนนั้นอยู่ที่ไหน เรารอย่าสักสองสามวันก่อนได้ไหม ย่าจะให้คนช่วยหาที่อยู่กับเบอร์ติดต่อของคุณน้าคนนั้นให้”
คุณคนางค์พูดให้หลานชายได้เข้าใจเพราะเรื่องนี้เธอไม่สามรถทำตอนนี้ได้ตอนนี้เลย เธอไม่อยากให้หลานชายเป็นแบบนี้อีกจึงต้องพูดคุยกันก่อน
“ย่าโกหกไหม” เด็กชายกรินทร์ถามย่าตัวเองขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
“ย่าไม่เคยโกหกกรินทร์ อะไรที่ย่าหาให้กรินทร์ได้ย่าก็จะทำ” คุณคนางค์ลูบหัวปลอบหลานชายออกมาอย่างรักใคร่และสงสาร
เธอรู้ว่าพฤติกรรมหลานชายที่เป็นไม่น่ารักนัก แต่จะให้เขาทำยังไงในเมื่อเขาก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่ทนเก็บความรู้สึกเก่งกว่าเด็กวัยเดียวกันมาตลอด หลานชายที่ทำตัวดื้อรั้นแข็งกร้าวไม่เสียน้ำตาง่าย ๆ แต่ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าหลานชายของเธอนั้นก็แค่เด็กคนหนึ่งที่อยากร้องไห้ตอนที่เสียใจ และอยากได้รับอ้อมกอดจากคนที่เขารักและไว้ใจ แม้ว่าเธอจะเป็นคนหนึ่งที่เขาก็รัก แต่เขาก็ไม่ได้ไว้ใจเธอมากอย่างที่ควร
ส่วนกับพ่อของหลานแล้วนั้น เธอไม่อยากพูดเท่าไหร่นัก
“ก็ได้ กรินทร์จะรอ” กรินทร์ได้ยินย่าพูดแบบนั้นก็เชื่ออีกครั้งพร้อมกับทำใจในการรอย่าตัวเองหาที่อยู่ของแม่เขาให้ได้
“แต่กรินทร์บอกย่าก่อนได้ไหมว่าทำไมกรินทร์ถึงรู้จักน้าคนนั้น มีใครบอกกรินทร์อย่างนั้นเหรอ” คุณคนางค์ไม่ลืมถามสิ่งที่ข้องใจต่อหลานชายออกไปอีกครั้งด้วยความสงสัย
และ
“กรินทร์มีรูปที่แม่ถ่ายคู่กับพ่อ”
“รูป?” คุณคนางค์ได้ยินแบบนั้นก็แปลกใจอย่างมาก
“...” เด็กชายกรินทร์พยักหน้าออกไป
ส่วนรูปที่ว่านั้นก็คือรูปที่เด็กชายกรินทร์เคยแอบเข้าไปค้นหาอะไรที่เกี่ยวกับแม่ของเขาเพื่อจะเอาไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนบ้างตอนที่โกหกคนอื่นว่าขึ้นมานอนกลางวัน เขาหาทุกซอกทุกมุมทั้งอยากได้ของหรืออะไรสักอย่างที่เป็นของแม่อย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง
จนสุดท้ายเขาก็เจอรูปคู่ของพ่อกับแม่ในลิ้นชักเก็บเอกสารชั้นล่างสุดที่มันถูกทับซ้อนอยู่ในนั้นอย่างถูกหลงลืม แน่นอนว่ารูปนั้นก็ถูกเด็กชายกรินทร์เอากลับไปเก็บไว้ที่ห้องของเขาแล้ว
“ย่าขอดูรูปนั้นหน่อยได้ไหม” คุณคนางค์ขอหลานชายออกมาด้วยความอยากรู้ว่ารูปนั้นเป็นยังไงจนทำให้หลานชายปักใจเชื่อว่าผ้าแพรเป็นแม่ของเขา
สุดท้ายเด็กชายกรินทร์ที่ลังเลครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ ก่อนสองย่าหลานจะขึ้นห้องนอนของเด็กชายกรินทร์ไปพร้อมกับเด็กชายกรินทร์ไปยังโต๊ะหนังสือของตัวเองเปิดเอาหนังสือนิทานเล่มหนึ่งออกมา และเปิดออกหยิบรูปที่ถูกซ่อนไว้ราวกับกลัวคนจะเห็นออกมายื่นให้ย่าของตน
คุณคนางค์หยิบรูปจากมือหลานชายมาดูพร้อมกับพูดอะไรไม่ออกไป รูปหลายปีก่อนที่สีไม่ได้สดอย่างเก่าแล้วแต่ก็ไม่ได้ซีดเซียวอะไร อีกทั้งความคมชัดก็ยังมีอยู่ รูปที่ลูกชายของเธอยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเอาคางเกยหัวผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักศึกษา ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นแทบไม่ได้เปลี่ยนไปจากวันนี้ที่เห็นเลยสักนิด จะเปลี่ยนก็แค่ชุดที่ใส่เลยไม่แปลกที่หลานชายเธอจะจำหน้าของผ้าแพรได้จากรูปใบหน้า
ความใกล้ชิดขนาดนี้ก็คงไม่แปลกใจที่ทำไมหลานชายของเธอถึงได้เข้าใจว่าผ้าแพรเป็นแม่ของเขา สุดท้ายเด็กชายกรินทร์ก็ขอรูปจากย่าคืนก่อนจะเก็บไว้อย่างดีราวกับสมบัติมีค่าอย่างมาก
