บทที่ 1.5
“เลือกมาว่าอยากมีชีวิตอยู่หรือรอความตายที่นี่” นางถามเพราะนางจะช่วยก็ต่อเมื่อเขาดิ้นรนอยากมีชีวิตเท่านั้น หากไม่...ก็เท่ากับว่านางหาเรื่องเหนื่อยเปล่า
แต่...หล่อขนาดนี้น่าเสียดาย เฮ้อ...
หลิงอวิ๋นสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ เขาก็ลืมตามองนาง
ดวงตายาวรีคมดุจ้องเขม็ง “ข้า...อยากอยู่” แค่เปล่งเสียงก็เปลืองพลังมากแล้วดังนั้นเขากล่าวสั้นๆ ก็พยายามลุกขึ้นนั่ง
หลิงอวิ๋นปราดเข้าไปช่วยพยุงเขาขึ้น ดวงตาสานสบอย่างไร้ความหวาดหวั่น
‘ตี๋น้อยเอ้ย หล่อขนาดนี้ เอ้ย! เจ็บหนักขนาดนี้พี่สาวจะช่วยเอง’
นางไม่ได้พูดผิดนะ เพราะในทางทฤษฎีแล้วนางจากมาจากโลกเดิมตอนอายุยี่สิบห้า มาอยู่ที่นี่อีกสิบสองปี เทียบแล้วนางอายุมากกว่าเขาดังนั้นเรียกพี่สาวถูกต้องแล้ว
หมายถึงตอนที่นางเพ้อเจ้อคนเดียวนะ...
“เช่นนั้นช่วยข้า พยายามยืนให้มั่น ข้าพยุงท่านไปที่ชะง่อนหินนั่นเอง” นางกล่าวจบก็คว้าตะกร้าของตนขึ้น ดึงมือเขาพาดไหล่ตนจากนั้นสองคนก็ก้าวเดินลงเขาอย่างทุลักทุเล
ตอนนี้เพิ่งตระหนักว่าตัวเองกำลังทำเรื่องเกินตัว!!!
หลิงอวิ๋นสบถกับตัวเองเป็นรอบที่เท่าไรนางลืมนับไปแล้ว เรี่ยวแรงของเด็กสิบสองจะมีปัญญาพยุงคนตัวโตกว่า ทั้งยังเดินลงทางลาดที่ทั้งลื่นและเปียกแฉะได้อย่างไร!!
ดังนั้นเดินลงเขามาได้ไม่นานทั้งสองก็ลื่นล้มและกลิ้งลงมาโดยไม่ต้องเปลืองแรง แต่...เจ็บตัวจนไม่อยากลุก
เสียงร้องโอดโอยแน่นอนว่าเป็นของนาง เพราะบุรุษผู้นั้นเพียงขมวดคิ้วและมองนางคล้ายตกตะลึง
หลิงอวิ๋นกะพริบตามองเขาด้วยความสับสนงุนงง นางเจ็บไม่มากทำไมเขาต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วย
กระทั่งนางมองตามสายตาของเขาแล้วพบว่า...มือของเขากำลังวางลงบนเนินอกของนาง!!!
แม้ร่างนี้ยังไม่โตเต็มวัยเท่าไรนัก แต่รอบเดือนของนางก็มาแล้วถึงสองเดือน ดังนั้นอะไรที่ควรมีก็เริ่มมีแล้ว ซึ่งทันทีที่เขาแตะก็ต้องรู้ว่านางเป็นสตรี
“นี่!” ดังนั้นเสียงเพี๊ยะ!! จึงดังสนั่น
หลังฟาดฝ่ามือออกไป หลิงอวิ๋นผลักเขากระเด็นไปอีกทาง “ไอ้ตี๋น้อยลามก กล้าดีอย่างไร!”
ผลน่ะหรือ?...
ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตอนนี้เขากลิ้งตกเขาไปโดยที่นางไม่ต้องเปลืองแรงพยุงแล้วน่ะสิ
กว่าจะเข้าไปหลบยังชะง่อนหินได้ทั้งสองก็หมดเรี่ยวแรงจนเหนื่อยหอบ หลิงอวิ๋นบอกให้เขาถอดเสื้อผ้าเพื่อให้นางตรวจดูแผล หลังอิดออดอยู่นานเขาจึงยอมถอดเสื้อและยืนยันว่ามีแผลร้ายแรงแค่ที่ไหล่ หลัง และหน้าท้อง
พูดง่ายๆ ก็คือไม่อยากถอดกางเกงต่อหน้านางนั่นเอง
“ข้า...ไม่ได้ตั้งใจ” เขากล่าวใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อย
หลิงอวิ๋นก็อยากหัวเราะแต่เมื่อเห็นแผลลึกของเขานางกลับหัวเราะไม่ออก “ถอดรองเท้า ให้ข้าดูแผลที่ข้อเท้าก่อน” เขาคล้ายเดินไม่สะดวกแต่แรก อีกทั้งรองเท้ายังชุ่มด้วยเลือดและน้ำฝนปะปนจนยากจะแยกแยะ
บาดแผลของเขาทำให้นางคิดได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ผู้ที่ลงมือหากไม่ใช่เพราะต้องการเอาชีวิตเขา ก็จงใจลงมือเพื่อต้องการทำลายวรยุทธ์ของเขา...
“แม้ช่วยชีวิตท่านไว้ได้ แต่ข้าไม่อาจรับปากว่าท่านจะกลับมาใช้วรยุทธ์ได้อีก” หลิงอวิ๋นขมวดคิ้วจากนั้นค้นในตะกร้าตัวเอง แม้หลายอย่างหล่นหายแต่ส่วนใหญ่สมุนไพรที่นางเก็บมาก็ยังอยู่ รวมกับผงสมุนไพรห้ามเลือดที่นางพกติดตัว นางก็ยังพอมีวิธีช่วยเขา
เขานิ่งเงียบไปนานมากจนนางถอนหายใจ
“ในเมื่อท่านพยายามหลบเร้นมาอย่างยากลำบากขนาดนี้ ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่...”
“อืม” เขาพยักหน้า
นางส่งอันซีเซียงให้เขา “เคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนเสียมันช่วยแก้ปวดได้”
เขารับไปและส่งเข้าปากเคี้ยวอย่างว่าง่าย
“ข้าต้องเย็บแผลหลายแห่ง มันจะเจ็บมาก” นางกล่าวหลังจากเอื้อมมือไปดึงปิ่นตัวหนึ่งซึ่งใช้ยึดเกี้ยวรัดมวยผม นางเก็บเข็มเย็บผ้าเล่มหนึ่งเอาไว้กับตัวเสมอ การเย็บแผลที่นางเคยลองพิสูจน์ให้บิดาเห็นว่ามันช่วยในการรักษาแผลที่ฉีกขาด ทั้งยังเยียวยาได้รวดเร็วกว่าการโปะสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
นางดึงเส้นผมของตัวเองออกมาร้อยกับเข็ม “ข้าจะทำให้ท่านสลบมันจะง่ายกว่ามาก”
ซองเข็มขนาดเล็กที่ถูกห่อเอาไว้ด้วยกระดาษเคลือบน้ำมันถูกดึงออกมาจากถุงลับในตัวเสื้อ
“ได้”