บทที่ 1.3
เรื่องนี้นางเป็นคนเสนอบิดาด้วยตัวเอง หลังนึกขึ้นได้ว่าจะดีกว่านี้หากหมอที่เรียนจบไปมีประสบการณ์ จะดีเพียงใดหากพวกเขามีการฝึกงาน ก่อนออกไปใช้วิชาชีพที่เรียนรู้มารักษาผู้คน
ก็...เป็นดังเช่นชีวิตที่นางเคยเห็นมาก่อนหน้า
นางไม่ไป ไม่ขออนุญาต เพราะรู้ดีว่าชั่วชีวิตนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของบิดาหลงเหลือเพียงนาง บุตรสาวที่เขาเก็บงำเอาไว้ข้างกาย ไม่ยอมให้ความสามารถของนางดึงดูดความสนใจของผู้ใดทั้งสิ้น
ในสำนักโอสถอวี่หลิงและผู้คนแคว้นซีฉู่ล่วงรู้ว่านางมีตัวตน แต่ด้วยข้อจำกัดระหว่างบุรุษและสตรี ทำให้น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้พบหลิงอวิ๋น ดังนั้นนางจึงเติบโตมาในเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงอย่างสงบ
“ข้าเกล้าผมสูงและแต่งตัวเป็นบุรุษตามที่ท่านกำชับ อีกทั้งในป่านี้มีคนไม่มากที่จะกล้าล่วงล้ำเพราะเป็นเขตสำนักโอสถอวี่หลิง ท่านวางใจเถิดไม่มีอันตรายอื่นแน่นอน”
มองเห็นบิดาช่วยนางผูกเชือกตะกร้าที่ตนแบกอยู่ หลิงอวิ๋นยิ้มให้เขา “ข้าเติบโตที่นี่ หลงซานก็เรียกได้ว่าเป็นบ้านของข้าเช่นกัน ข้าสัญญาว่าจะไม่เดินลึกเข้าไปจนถึงเขตถ้ำหลงหวง ท่านพ่อวางใจได้”
ด้านหลังสำนักโอสถอวี่หลิงคือหลงซานที่กว้างใหญ่ เขตหวงห้ามที่ไกลที่สุดซึ่งหลิงอวิ๋นได้รับอนุญาตคือถ้ำหวงหลง นางไม่เคยขัดคำสั่งบิดาเดินล่วงล้ำเข้าไปสักครา ทั้งนี้ก็เพราะข่าวลือเรื่องสัตว์ร้ายที่เคยคร่าชีวิตชาวบ้านที่เคยขึ้นเขาไปหาของป่า
หลิงอวิ๋นแบมือสองข้างออกไปข้างหน้า เห็นบิดาถอนหายใจอย่างยอมแพ้นางจึงยิ้มกว้าง มือรับใบสั่งยาสมุนไพรสดมาอย่างไม่รีบร้อน
“กลับมาก่อนยามเซิน หาไม่พ่อจะให้คนออกไปตามเจ้ากลับมา”
“ลูกทราบแล้ว จะกลับมาก่อนยามเซินแน่นอนเจ้าค่ะ”
มองชื่อสมุนไพรสดในมือแล้วนางก็ยิ้มและเริ่มออกเดินเข้าไปในป่า ด้านหลังยังมีเสียงบิดากำชับอีกสองสามประโยค นางโบกมือรับคำโดยไม่พูดอะไร ในใจกำลังตื่นเต้นกับการผจญภัยครั้งใหม่ของตัวเอง
เดิมทีตอนตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองจำเรื่องราวในอดีตชาติได้ หลิงอวิ๋นก็ได้แต่ทำใจยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ทุกอย่างคล้ายตัวนางกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในโลกที่แตกต่าง แม้ว่าจะได้ยินได้ฟังมาบ้างเรื่องการย้อนเวลาหรือยืมร่างคืนวิญญาณ แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าวันหนึ่งจะเจอเข้ากับตัวเอง
จากผู้หญิงวัยยี่สิบห้าที่ชีวิตกำลังไปได้สวย กลับลืมตาขึ้นและพบว่าตัวเองคือเด็กแรกเกิด ต้องมองและเห็นในทุกๆ เรื่องที่บิดาเผชิญ ที่สำคัญนางยังได้เรียนรู้วิชาแพทย์แผนโบราณ ซึ่งมารู้ตัวอีกทีมันก็ซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของนางแล้ว
อย่างไรเสียที่นี่นางก็ไม่ได้โดดเดี่ยว บิดาของนางยังคงใจดีและรักนางที่สุด แม้นางไร้มารดาแต่กลับจดจำรอยยิ้มอ่อนโยนของอีกฝ่ายได้ และมันก็ไม่ใช่แค่ความทรงจำในรูปถ่ายเพราะนางเห็นมันกับตา
ตอนบิดาพานางย้ายเข้ามายังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิง ด้วยตอนนั้นเขาต้องวุ่นวายกับการก่อตั้งสำนัก การดูแลนางจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก
ยังดีที่ฮูหยินท่านอัครเสนาบดีแนะนำแม่นมที่ใจดีคนหนึ่งให้ ช่วงเวลานั้นนางจึงเติบโตมาโดยการอบรมของแม่นมผู้ซึ่งเคยเป็นถึงอดีตนางกำนัลในวังหลวง
ตอนอายุได้เจ็ดขวบนั่งเล่นอยู่ในห้อง อยู่ๆ หลิงอวิ๋นก็รู้สึกเบื่อ นางคว้าตำราของบิดามาเปิดดูจนพบว่า...นางอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้!!!
และนับจากวันนั้นหลังหลิงหนานเลิกสอนศิษย์ เขาก็จะถูกนางคะยั้นคะยอให้สอนอ่านและคัดลายมือด้วยพู่กัน
แรกๆ บิดาคงเห็นว่านางจะล้มเลิกไปเอง ดังนั้นจึงสอนนางแบบไม่จริงจัง กระทั่งในที่สุดเขาจึงพบว่านางเรียนรู้ได้ไวมาก จากตำราง่ายๆ ในที่สุดเขาก็หาตำรามากมายมาเพื่อให้นางศึกษา กระทั่งวันหนึ่งเขาพบว่านางท่องจำได้อย่างแม่นยำไม่เว้นแม้แต่ตำราการแพทย์ของเขา
หลิงอวิ๋นเริ่มสงสัยและตั้งคำถาม กระทั่งในที่สุดบิดาของนางก็เริ่มสอนวิชาการแพทย์ให้ ยิ่งเรียนรู้ก็ยิ่งรู้สึกสนุก ไม่นานก็เกิดเป็นความกระตือรือร้น กระทั่งในที่สุดหลิงหนานก็ตัดสินใจสนทนากับนางอย่างจริงจัง
เรื่องราวในโลกล้วนซับซ้อน นางเข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดบิดาจึงอยากให้นางเก็บงำความรู้ของตนเอาไว้ จนกว่าจะถึงวันที่นางปักปิ่นและตระหนักว่าวิชาการแพทย์คือสิ่งที่นางเลือก เขาไม่อยากให้ผู้คนหันมาสนใจในตัวนางจนเกิดเป็นแรงกดดัน