บทที่ 1.2
ถึงอย่างนั้นเขายังคงต้องรับศึกถึงสองด้าน เพราะนอกจากหวังกั๋วกง อีกด้านกลับยังมีตระกูลเซี่ยของอดีตฮองเฮา ซึ่งบัดนี้ก่อตั้งแคว้นเซี่ยขึ้นทางใต้
ต้าฉู่เดิมถูกแบ่งเป็นสามแคว้นและยังคงก่อสงครามเพื่อแย่งชิงดินแดนกันไม่หยุดหย่อน ผู้คนมากมายล้มตายและบาดเจ็บ ประชาชนอดอยากไม่อาจทำการเพาะปลูก สามแคว้นขาดแคลนทั้งอาหารและยารักษาโรค
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมอที่ไม่มีใครอยากอาสาพาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงในสนามรบ
ตอนนางอายุครบสองขวบ บิดาของนางมองเห็นถึงความทุกข์เข็นหากปล่อยให้หวังกั๋วกงสามารถเข้ายึดซีฉู่ คนผู้นี้มองเห็นเพียงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตน ผู้ใดกล้าต่อกรเขาล้วนสังหารโดยไม่ลังเล ผิดกับชินหวางแห่งต้าฉู่ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องประชาชน
หลิงอวิ๋นมองบิดาที่ทางหนึ่งแบกนางในวัยสองขวบเอาไว้บนหลัง อีกทางก็ช่วยรักษาทหารในค่ายที่บาดเจ็บกลับมา
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสอนสั่งศิษย์ที่เป็นนายทหารเพื่อแบ่งเบางานดูแลคนเจ็บ และนั่นทำให้นางตั้งใจฟังและเรียนรู้โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัว
สงครามกินเวลานานถึงสามปี กระทั่งในที่สุดหวังกั๋วกงก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ซีฉู่รวบต้าโจวเข้าเป็นหนึ่งแต่กลับไม่อาจทำสงครามกับแคว้นเซี่ยต่อไป ทั้งนี้ก็เพราะความเสียหายมีมากมายจนฮ่องเต้ซีฉู่ตัดสินพระทัยเจรจาสงบศึก
สองแคว้นเป็นพันธมิตรชาวบ้านสามารถเดินทางไปมาหาสู่ เริ่มรัชศกแห่งฮ่องเต้ซีฉู่ที่หนึ่ง
บิดาของหลิงอวิ๋นถูกเชิญกลับไปยังเมืองหลงเหอ เมืองหลวงของแคว้นซีฉู่ ฮ่องเต้มีพระราชโองการปูนบำเหน็จและทรงอยากแต่งตั้งเขาเป็นหมอหลวง ทว่าเขากลับปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า ...หากหมอดีๆ เข้าไปอยู่วังหลวงจนสิ้นแล้วชาวบ้านเล่า?
ฮ่องเต้ทรงชื่นชมบิดาของนางมากในเรื่องนี้ ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่แคว้นซีฉู่ก่อตั้งสำนักโอสถอวี่หลิงขึ้น และผู้ที่ดูแลก็คือหลิงหนาน บิดาของนางนั่นเอง
บิดาของนางทำหน้าที่สั่งสอนวิชาการแพทย์ให้ผู้คนที่สนใจ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มจำนวนหมอในแคว้นซีฉู่ หลังจากเกิดสงครามมาอย่างยาวนาน และจำนวนหมอก็มีจำกัดจนชาวบ้านทั่วไปไม่อาจหาหมอมารักษายามเจ็บป่วย
ผ่านไปเจ็ดปี
สำนักโอสถอวี่หลิงมีศิษย์มากมายกว่าร้อยชีวิต ถึงอย่างนั้นผู้ที่สามารถสอบผ่านเข้าไปเป็นหมอหลวงก็มีไม่ถึงห้าคน ทั้งนี้ก็เพราะในแต่ละปีจะมีหมอหลวงที่เกษียณอายุออกมาใช้ชีวิตในยามบั้นปลายไม่มาก
หรือหากมีมากกว่านั้นก็อาจด้วยสาเหตุอื่นๆ เช่นสิ้นใจก่อนวัยอันควร หรือลาออกอย่างสมัครใจ ซึ่งข้อหลังนี้มีน้อยมากจนแทบไม่มี
เจ็ดปีก่อนสำนักโอสถมีเพียงบิดาของหลิงอวิ๋นที่เป็นอาจารย์ผู้สอนสั่ง ศิษย์ที่เข้าศึกษาและจบไปจึงนับได้ว่าเป็นศิษย์สายตรงรุ่นแรก คนเหล่านี้มีเพียงห้าคนที่ได้รับหนังสือรับรองซึ่งมีลายพระหัตถ์ของฮ่องเต้ และข้อความกำกับด้วยลายมือบิดาของนางที่บัดนี้มีตำแหน่งเป็นเจ้าสำนักโอสถอวี่หลิง
ศิษย์ห้าคนนั้นหลังตระเวนออกไปรักษาชาวบ้าน สามปีให้หลังในที่สุดหลิงหนานก็เรียกตัวกลับสำนัก ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยสอนสั่งศิษย์ของสำนักโอสถในรุ่นต่อๆ ไป
หลิงหนานบิดาของนางในวัยสี่สิบค่อยๆ ถอยออกมา เขาจะก้าวเข้าไปสอนเฉพาะในเรื่องที่สำคัญๆ หรือไม่ก็ออกมาให้คำแนะนำ รวมไปถึงตอบคำถามในทุกๆ ข้อสงสัยของศิษย์ที่กำลังใกล้จบเท่านั้น
หลิงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองบิดาที่กำชับไม่จบสิ้น นางถอนหายใจออกมาก่อนกล่าว
“ท่านพ่อ สายมากแล้ว หากท่านยังเอาแต่กำชับแดดแรงข้าคงไม่ต้องขึ้นเขากันพอดี”
บิดาของนางคล้ายนึกขึ้นได้แต่ดวงตาก็ยังคงกังวล “เจ้าจะไปเพียงลำพังจริงๆ หรือ ให้เสี่ยวซุ่นจื่อไปด้วยดีหรือไม่”
นางหัวเราะ “บางเรื่องหากไม่เรียนรู้ด้วยตัวเองย่อมไม่อาจบรรลุ ท่านเป็นคนกล่าวเองลืมแล้วหรือ ข้าสิบสองขวบปีแล้วเรียนรู้ทุกอย่างตามที่ท่านสอนสั่ง หากท่านพ่อไม่ให้ข้าออกไปรักษาคนเจ็บเช่นเหล่าศิษย์พี่ อย่างน้อยท่านพ่อก็ควรให้ข้าได้ออกไปเก็บสมุนไพรบนเขาเพื่อแยกแยะสมุนไพรสดเหล่านั้นด้วยตัวเอง”
นางตระหนักดีว่าบิดาเป็นห่วงดังนั้นจึงไม่เคยกล่าวถึง ศิษย์ทุกคนของสำนักโอสถ เมื่อเรียนจบต้องออกไปตระเวนรักษาชาวบ้าน จากนั้นกลับมาที่หอโอสถอีกครั้งเพื่อรับตราประทับยืนยัน