ตอนที่3 อยากทำการค้า
“โอ้อยู่นี่เองดาวพิฆาตของพ่อ เห็นพี่ชายเจ้าบอกว่าเจ้าพลัดตกน้ำ แล้วทางคุณหนูกู้เป็นอะไรมากหรือไม่?”
“เชอะ!” จินเย่ว์ได้ยินบิดากล่าวออกมาเช่นนั้นก็เริ่มแง่งอน แทนที่ชะเป็นห่วงนางกลับเป็นห่วงผู้อื่น ก่อนนางจะสะบัดหน้าไปคนข้าวในหม้อต่อ เสนาฟู่พอเห็นท่าทางของบุตรสาวก็รีบเอ่ยอย่างเอาใจ
“ลูกรักที่พ่อไม่ถามก็เพราะว่า พ่อรู้ว่าเจ้าไม่มีทางเป็นอะไร อย่างอนพ่อเลยนะ” เสนาฟู่รีบเดินเข้ามาลูบหลังนางอย่างรักใคร่เอ็นดู ตั้งแต่ฮูหยินเสียไป เขาก็ดูแลบุตรสาวด้วยตัวเอง จนนางเติบใหญ่เป็นสตรีที่สวยสดงดงาม แม้จะเอาแต่ใจไปบ้าง แต่เขาก็รักของเขา ยามนี้นางกลายเป็นสาวเทื้อ ไม่มีใครอยากแต่งนางออกไป เขาไม่ใส่ใจกลับดีใจเสียมากกว่า ที่นางไม่ต้องออกเรือน เขามีเงินทองมากมาย สามารถดูแลนางได้ตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปฝากไว้กับคู่ครองของตนในวันข้างหน้า
“น้องสาวคนงามของข้าอยู่ที่ใดกัน โอ้อยู่นี่เองเยว์เอ่อร์เจ้าดูนี่ ข้ามีสินค้าใหม่มาจากชาวโพ้นทะเล เป็นขนมที่เหมาะสำหรับกินคู่กันกับน้ำชา ข้าสอบถามกับคนขายว่าขนมนี่เรียกว่าอะไร เขาบอกว่ามันเรียกว่าคุ้กกี้ ข้าเห็นว่ามันน่าสนใจเลยซื้อมาให้เจ้า” ฟู่จินหยวนพี่ชายของฟู่จินเย่ว์ ที่ผันตนเองไปเป็นพ่อค้าดูแลกิจการมากมาย ส่วนเสนาฟู่จินเฉิงรับราชการ ตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวา ฟู่จินหยวนไม่ชอบรับราชการ เขาสนใจการค้าขายมากกว่า ซึ่งฟู่จินเฉิงก็ไม่บังคับเขาแต่อย่างใด
ฟู่จินเฉิงยอมรับว่าเขาเลี้ยงลูกแบบตามใจและให้อิสระ คนอื่นมองว่าเขาช่างไร้กฎเกณฑ์อย่างไรเขาไม่ใส่ใจ ตั้งแต่เขาเสียภรรยาไป เขาได้ปรับเปลี่ยนความคิดของตนเองขึ้นมาใหม่ ตระกูลฟู่ร่ำรวยไม่ลำบาก เพราะฉะนั้นเขาจะทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข กับบุตรชายและบุตรสาวให้มากที่สุด
“คุ้กกี้หรือเจ้าคะ!” ฟู่จินเย่ว์พอเห็นขนมก็ตาโต ก่อนจะรับขนมมามองดู ด้วยดวงตาเป็นประกาย ยุคนี้ก็มีขนมแบบนี้แล้วหรือ? พี่ชายนางบอกว่าซื้อมาจากชาวโพ้นทะเล พวกพ่อค้าที่เป็นชาวต่างชาติสินะ ฟู่จินเย่ว์หัวใจพองโตด้วยความสุข เมื่อความคิดมากมายบังเกิดขึ้นมาในสมองของนาง เกิดมามีดวงชะตาดาวพิฆาตไร้คู่ครองใครสนกันละ ยุคก่อนนางก็มีแต่เรียนและทำงาน ขยันจนไม่มีเวลามีแฟน มายุคนี้ไม่มีคู่ก็ไม่เป็นไร ครอบครัวรักและตามใจนางขนาดนี้ เรื่องคู่ครองนางไม่สนใจ ข้าจะเดินสายตามพี่ชาย จะเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดในใต้หล้า
“ท่านพี่! ท่านพ่อ ข้ามีความคิดอย่างหนึ่ง ข้าจะเริ่มทำการค้า”
“ทำการค้า!” ฟู่จินหยวนและเสนาฟู่ร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร ในเมื่อนางมีชะตาดาวพิฆาต เขาทั้งสองกลัวว่า นางจะเหนื่อยเปล่า ลงทุนลงแรงไปแล้วจะไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ฟู่จินเย่ว์เห็นสีหน้าของเขาทั้งสอง ก็ถอนใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“พวกท่านอย่าเพิ่งกังวลไป ข้าจะเริ่มทำกิจการแบบเล็ก ๆ ไปก่อน หากขาดทุนจะได้ไม่เสียดายเวลาและเงินทอง พวกท่านต้องลองปล่อยให้ข้าทำอะไรเองดูบ้าง ข้าอายุจนป่านนี้ พวกท่านยังดูแลข้าเหมือนเด็ก10ขวบ ข้ารู้สึกเหมือนคนไร้ประโยชน์ ท่านพี่ ท่านพ่อ ให้ข้าลองทำเถอะนะเจ้าคะ”
เสนาฟู่จินเฉิงและฟู่จินหยวน มองสีหน้าออดอ้อนของนางแล้วก็ใจแข็งไม่ลง ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนัก
“ตามใจ ๆ แต่ว่าเจ้าไม่น่าทำให้ลำบากเลย อยู่เฉย ๆ ไม่ดีกว่ารึ” เสนาฟู่แม้จะพยักหน้าอนุญาต แต่ก็ยังแอบบ่นด้วยความเป็นห่วง เพราะตั้งแต่เล็กจนถึงตอนนี้ เขาไม่เคยให้นางทำอะไร
“ท่านพี่!” จู่ ๆ นางก็นึกบางอย่างออกมาได้ รีบจับแขนฟู่จินหยวนด้วยความตื่นเต้น
“เรามีโรงเตี๊ยมอยู่ใช่หรือไม่ ข้าขอดูแลได้หรือไม่เจ้าคะ?” ฟู่จินหยวนครุ่นคิดถึงกิจการโรงเตี๊ยมของตระกูลฟู่ ที่เปิดบริการให้มีห้องพักและอาหารให้บริการ แต่ว่าช่วงนี้กิจการดูเงียบเหงาและซบเซาเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคนเปิดกิจการโรงเตี๊ยมกันเป็นจำนวนมาก อีกทั้งแต่ละที่ก็มีสิ่งดึงดูดใหม่ ๆ มาเรียกให้คนอยากเข้าไปพัก และชิมอาหารที่ทางโรงเตี๊ยมรังสรรค์ขึ้น เรียกว่าแต่ละที่งัดกลเม็ดต่าง ๆ ออกมาเพื่อ ดึงดูดลูกค้าของตน
“อืมแต่ว่าโรงเตี๊ยมของเรากิจการช่วงนี้แย่มาก เจ้าคิดว่าจะทำได้หรือ?” ฟู่จินหยวนเอ่ยน้ำเสียงเป็นกังวล เพราะนางไม่มีประสบการณ์ หากไปดูแลกิจการที่กำลังซบเซา อาจทำให้แย่ลงมากกว่าเดิม แต่ต่างจากความคิดของฟู่จินเย่ว์ แบบนี้สิดีนางจะได้วัดความสามารถว่า นางจะฟื้นฟูกิจการให้กลับมาดีได้หรือไม่
“ท่านพี่ ท่านพ่อ เชื่อใจข้านะเจ้าคะ ข้าจะต้องทำให้พวกท่านภูมิใจได้อย่างแน่นอน” เสนาฟูระบายยิ้มกับความตั้งใจของนาง จะว่าอย่างไรได้เขาไม่เคยขัดใจนางอยู่แล้ว
ตระกูลกู้ยามนี้ มีองค์หญิงฉินฟางหรู ได้แวะมาเยี่ยมอาการของกู้เหลียนฮวา หลังจากได้รับข่าวว่ากูเหลียนฮวาพลัดตกน้ำ นางจึงรีบมาเยี่ยมอาการด้วยความเป็นห่วง เพราะทั้งสองเป็นสหายที่เรียนร่วมกันและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
กู้เหลียนฮวารินชาให้องค์หญิง ด้วยกิริยาท่าทางที่บ่งบอกว่า ถูกอบรมและสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ตามแบบฉบับคุณหนูผู้สูงศักดิ์ องค์หญิงฉินฟางหรูมองสหายด้วยแววตาชื่นชม นางช่างงดงามกิริยามารยาทก็ดีพร้อม อีกทั้งยังเก่งมีความสามารถ ศาสตร์ทั้งสี่นางก็ชำนาญจนเป็นที่เลื่องลือ แม้จะมีอายุเพียง17ปี ความสามารถโดดเด่นขนาดนี้ หากได้นางมาเป็นพี่สะใภ้คงดีไม่น้อย
“องค์หญิงท่านเอาแต่มองหม่อมฉัน มีสิ่งใดติดอยู่บนใบหน้าของหม่อมฉันหรือไม่?”
“จะมีสิ่งใดติดอยู่บนหน้าเจ้ากัน มีแต่ความงดงามเพียงเท่านั้น ข้านะอิจฉาเจ้าจริง ๆ ที่เกิดมาเป็นสตรีที่เพียบพร้อมได้ขนาดนี้ ข้าละเป็นห่วงว่าในวันข้างหน้า บุรุษจะสร้างสงครามเพื่อแก่งแย่งเจ้า” เหลียนฮวาได้ฟังก็แย้มยิ้มด้วยความพอใจ นางโชคดีจริง ๆ ที่ได้มาอยู่ในร่างของตนในยุคนี้
“จะเป็นไปได้อย่างไร องค์หญิงตรัสเกินไปแล้วเพคะ”
“เฮ่อ! เจ้าไม่ต้องถ่อมตัวหรอก ข้าละกลุ่มใจอีกไม่นานพี่ชายของข้าจะกลับมา หลังจากไปศึกษาวิชาแขนงต่าง ๆ อยู่ถึง5ปีเลยนะ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเติบโตสูงใหญ่มากน้อยเพียงใด”
“องค์หญิงกังวลสิ่งใดหรือเพคะ?” เหลียนฮวารินชาให้องค์หญิงอีกรอบพร้อมเลื่อนจานขนมให้นาง
“ก็ข้ามีพี่ชายถึงห้าคน ข้าเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกใครมาเป็นคู่กับเจ้า” องค์หญิงฉินฟางหรูทำสีหน้าลำบากใจ กับความคิดจับคู่หยินหยางในครั้งนี้ เหลียนฮวามองสีหน้าขององค์หญิงอย่างเอ็นดู จะเหตุผลอะไรก็ช่างเถิด ที่นางได้ทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ อย่างไรนางขอมีความสุข ในร่างของเหลียนฮวาให้เต็มที่ก็แล้วกัน
หลังจากที่องค์หญิงกลับไปแล้ว กู้เหลียนฮวาก็พาตนเองมานั่งหน้ากระจก ก่อนจะครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น คุณหนูเหลียนฮวาผู้งดงามและเพียบพร้อม กับคุณหนูฟู่จินเย่ว์ที่ดวงชะตาเป็นดาวพิฆาตเรื่องคู่ครอง พวกนางทะลุมิติมาด้วยกันทั้งคู่ แต่นางกลับได้รับโอกาสที่ดีงามมากกว่านาง หรือว่าสวรรค์จะเมตตา ให้นางได้มีโอกาสได้เลือกบุรุษ โดยที่ไม่มีสตรีใดมาเป็นคู่แข่งกันนะ หากว่าเป็นเช่นนั้น นางก็จะใช้โอกาสนี้ เลือกบุรุษที่ดีที่สุดมาเป็นคู่ครองให้ได้
ข่าวการกลับมาของห้าองค์ชาย ที่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่ตำหนักหยกเมฆาบนภูขาเหยียนฟง เป็นเวลายาวนานถึงห้าปี การไปศึกษาในครั้งนี้ก็เพื่อความมั่นคงของแคว้นฉิน แม้แต่ละแคว้นจะลงสัญญาสงบศึกเป็นเวลาหลายปี แต่ฮ่องเต้ฉินหมิงเจ๋อก็ไม่นิ่งนอนใจ ในระหว่างไม่มีศึกสงคราม เขาจึงส่งองค์ชายทั้งห้า ไปศึกษาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในวันข้างหน้า เช่นกลยุทธ์ปกครองบ้านเมือง ศิลปะวรรณกรรมและการทหาร ซึ่งการทหารพวกเขาต้องฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ หรือที่เรียกว่าวรยุทธให้ร่างกายแข็งแกร่ง พร้อมออกสู้รบกับทหารอย่างองอาจ
ฮ่องเต้ส่งพวกเขาไปเป็นเวลาห้าปี ส่งอาจารย์ผู้มีความรู้แต่ละแขนง ไปอยู่กับพวกเขาเป็นเวลาห้าปีด้วยเช่นกัน ยามนี้ทางอาจารย์ได้ส่งจดหมายมาบอกว่า องค์ชายทั้งห้าได้ศึกษาจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกลับลงมาจากเขาหยกเมฆา ฮ่องเต้ฉินหมิงเจ๋อจึงได้เตรียมงานต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมประกาศตำแหน่งขององค์ชายหลังจากกลับมา
เหล่าตระกูลขุนนางที่มีบุตรสาว ยามนี้คึกคักเป็นพิเศษ เพราะงานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายในครั้งนี้ เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้สตรี ที่ผ่านพ้นวัยปักปิ่นได้ออกงาน เพื่อเป็นการดูตัวไปในที ซึ่งธรรมเนียมนี้ก็ปฎิบัติตามกันมาอย่างช้านาน จนทุกคนรู้ดีว่างานเลี้ยงต่าง ๆ ก็เปรียบเสมือนเป็นการ นำสตรีที่ถึงวัยออกเรือนมาให้บุรุษได้เลือกนั่นเอง
