ตอนที่ 2 บุปผาแต้มตำหนิ
ความร้อนรุ่มเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้าและลำคอของหลินซินอี๋ ผิวพรรณที่เคยเนียนละเอียดประดุจหยกขาวเริ่มปรากฏผื่นแดงปื้นใหญ่ดูน่าสยดสยอง ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ใบหน้าครึ่งซีกของนางก็บวมเป่งจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
“คุณหนู! หน้าของท่าน!” ชุ่ยเอ๋อร์อุทานเสียงหลง นางรีบเข้ามาดูอาการเจ้านายด้วยความตื่นตระหนก “ข้าจะไปตามท่านหมอเจ้าค่ะ ท่านต้องแพ้อะไรบางอย่างแน่ๆ!”
“ไม่ต้อง!” ซินอี๋คว้าข้อมือสาวใช้ไว้แน่น แววตาเด็ดเดี่ยวจนชุ่ยเอ๋อร์ชะงัก “นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการ หากข้าเข้าวังด้วยใบหน้าเช่นเดิม ข้าก็จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มสาวงามที่โดดเด่นที่สุด และนั่นจะทำให้เสิ่นกุ้ยเฟยจับตามองข้าตั้งแต่วันแรก”
“แต่คุณหนูเจ้าคะ... การคัดเลือกสนมคือโอกาสเดียวที่จะนำชื่อเสียงมาสู่ตระกูลหลิน หากท่านหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้ ท่านอาจถูกคัดออก หรืออย่างดีก็ได้เป็นเพียงนางกำนัลรับใช้ชีวิตลำบากนะเจ้าคะ!”
ซินอี๋ยกยิ้มเย็นชา “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าท่านพ่อของข้าคือแม่ทัพหลินผู้ล่วงลับที่มีความดีความชอบต่อแผ่นดิน ต่อให้ข้าอัปลักษณ์เพียงใด ฮ่องเต้ก็ต้องรับข้าเข้าวังเพื่อรักษาหน้าตระกูลหลิน แต่อย่างน้อย... ข้าก็จะเป็นเพียง 'สนมปลายแถว' ที่ไม่มีใครสนใจ นั่นแหละคือที่ที่ปลอดภัยที่สุดในการเริ่มวางแผน”
เธอมองกระจกเงาอีกครั้ง ผื่นแดงเหล่านี้ดูเหมือนโรคผิวหนังร้ายแรง แต่นางรู้ดีว่ามันเป็นเพียงฤทธิ์ของ 'บุปผาเนตรมาร' ที่ผสมกับสมุนไพรบางชนิด มันจะอยู่ได้เพียงเจ็ดวันและหายไปโดยไร้ร่องรอยหากได้รับยาแก้ที่นางเตรียมไว้
ณ หน้าประตูวังหลวง
ขบวนรถม้าของเหล่าบุตรีขุนนางจอดเรียงรายกันยาวเหยียด สตรีสูงศักดิ์ในชุดอาภรณ์สีสันสดใสต่างพากันจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมให้งดงามที่สุด เพื่อหวังจะได้สบพระเนตรของฮ่องเต้จ้าวเฟิงจินเพียงครู่เดียว
ในบรรดาสาวงามเหล่านั้น มีสตรีผู้หนึ่งที่โดดเด่นที่สุดนางคือ ‘เสิ่นอวี้หรง’ หรือบุตรีของเสนาบดีเสิ่น (ซึ่งในอนาคตคือเสิ่นกุ้ยเฟย) นางสวมชุดสีแดงเพลิง ปักลายนกยูงรำแพน ท่าทางหยิ่งทะโสและมั่นใจในความงามของตนเองเป็นอย่างมาก
“นั่นใครน่ะ? ทำไมต้องคลุมผ้าหนาเตอะขนาดนั้น?” เสียงซุบซิบดังขึ้นเมื่อรถม้าตระกูลหลินเคลื่อนมาถึง
ซินอี๋ก้าวลงจากรถม้าในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่าย นางใช้ผ้าโปร่งสีขาวคลุมใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงดวงตาคมซึ้งที่ทอประกายเรียบเฉย
“ข้าคือหลินซินอี๋ บุตรีแม่ทัพหลิน” นางตอบเสียงเรียบ
เสิ่นอวี้หรงเดินเข้ามากใกล้พร้อมจีบปากจีบคอ “อ้อ... ที่แท้ก็น้องหญิงหลินนี่เอง ข้าได้ยินมาว่าตระกูลหลินมีบุตรีที่งามล่มเมือง เหตุใดวันนี้ถึงต้องปกปิดหน้าตาเล่า หรือว่า... มีความลับอะไรซ่อนอยู่?”
ไม่พูดเปล่า เสิ่นอวี้หรงแสร้งเดินสะดุดแล้วเอื้อมมือไปกระชากผ้าคลุมหน้าของซินอี๋ออกอย่างรวดเร็ว!
พรึ่บ!
ผ้าคลุมหลุดลอยไปตามลม ใบหน้าของซินอี๋ปรากฏสู่สายตาฝูงชน เสียงสูดหายใจด้วยความตกใจดังขึ้นรอบทิศ หลายคนเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ
“ว้าย! ผีหลอก!” เสิ่นอวี้หรงอุทานพร้อมแสร้งทำท่าตกใจกลัว “นี่มัน... นี่มันโรคติดต่อชัดๆ! เหตุใดเจ้าถึงกล้านำใบหน้าเน่าเฟะเช่นนี้มาเข้าคัดเลือกสนม ไม่กลัวเป็นการหลบหลู่เบื้องสูงหรือ?”
ซินอี๋ไม่ได้มีท่าทีอับอาย นางเพียงก้มลงเก็บผ้าคลุมขึ้นมาอย่างใจเย็นแล้วกล่าวว่า “ข้าล้มป่วยกะทันหันระหว่างเดินทาง แต่ราชโองการเรียกตัวนั้นมิอาจขัดได้ ข้าจึงต้องมาทั้งสภาพนี้ หากพี่หญิงเสิ่นคิดว่าข้าหลบหลู่ ท่านก็ไปกราบทูลฮ่องเต้สิเจ้าคะว่าบุตรีตระกูลหลินที่ซื่อสัตย์... ควรถูกประหารเพียงเพราะนางล้มป่วย”
คำพูดตอกกลับที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงทำให้เสิ่นอวี้หรงหน้าเสีย นางสะบัดหน้าหนี “ชิ! สภาพแบบนี้ ต่อให้เข้าวังไปได้ อย่างมากฝ่าบาทก็คงสั่งให้เจ้าไปกวาดพื้นอยู่ในตำหนักร้างเท่านั้นแหละ!”
ซินอี๋มองตามแผ่นหลังของศัตรูหมายเลขหนึ่งด้วยสายตาเยือกเย็น 'เจ้าดูถูกข้าไปเถอะเสิ่นอวี้หรง เพราะความประมาทของเจ้านี่แหละ ที่จะส่งเจ้าลงนรกได้เร็วขึ้น'
ภายในท้องพระโรงคัดเลือก
ฮ่องเต้ จ้าวเฟิงจิน ประทับอยู่บนบัลลังก์ทองคำ พระพักตร์หล่อเหลาแต่แฝงไปด้วยความเหนื่อยหน่ายจากการทอดพระเนตรหญิงงามที่ประดิษฐ์ประดอยท่าทางเหมือนกันไปหมด
“คนต่อไป... หลินซินอี๋ บุตรีแม่ทัพหลิน!” เสียงขันทีประกาศชื่อ
ซินอี๋เดินเข้าไปในท้องพระโรงด้วยท่วงท่าที่สง่างามเกินกว่าสตรีทั่วไป แม้ใบหน้าจะมีผื่นพองและดูอัปลักษณ์ แต่แผ่นหลังของนางกลับเหยียดตรง กิริยาทุกอย่างเป๊ะตามธรรมเนียมราชวงศ์ไม่มีผิดเพี้ยน
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเมื่อเห็นใบหน้าของนาง “นั่นหรือ... ลูกสาวของแม่ทัพหลินผู้ล่วงลับ?”
“หม่อมฉันหลินซินอี๋ ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี” นางคุกเข่าลงด้วยน้ำเสียงที่ใสกระจ่างดุจกระดิ่งแก้ว
“ใบหน้าของเจ้า... ไปโดนอะไรมา?” ฮ่องเต้ตรัสถามด้วยความฉงน เพราะแม้หน้าตาจะดูไม่ได้ แต่สุ้มเสียงและบรรยากาศรอบตัวของนางกลับทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด
“ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันถูกพิษจากอากาศระหว่างเดินทาง ทำให้เกิดผื่นร้ายแรง หม่อมฉันทราบดีว่าโฉมหน้าอัปลักษณ์มิสมควรประดับบารมี หากฝ่าบาทจะทรงคัดหม่อมฉันออก หม่อมฉันก็มิอาจขัดศรัทธา เพียงแต่ขอให้ทรงเห็นแก่ความดีของบิดาหม่อมฉัน โปรดอย่าลงโทษบ่าวไพร่ในจวนเลยเพคะ”
คำพูดของนางไม่ได้อ้อนวอนขอความเมตตา แต่เป็นการ 'ดักทาง' ไว้ทุกทาง ฮ่องเต้มองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง... ดวงตาคู่นั้นไม่มีความขลาดกลัว มีเพียงความนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ลึกหยั่งไม่ถึง
‘น่าสนใจ...’ ฮ่องเต้คิดในใจ
“ตระกูลหลินมีความชอบใหญ่หลวง ข้าจะคัดเจ้าออกเพียงเพราะเจ้าป่วยได้อย่างไร” ฮ่องเต้ประกาศก้อง “หลินซินอี๋ รับราชโองการ... แต่งตั้งเป็น ‘หลินถงจื้อ’ (สนมระดับล่างสุด) ให้เข้าพำนักที่ตำหนักเหมยฮวา!”
เสิ่นอวี้หรงที่ยืนอยู่แถวหลังกำหมัดแน่นด้วยความริษยา แม้จะเป็นเพียงตำแหน่งต่ำเตี้ย แต่นางไม่คาดคิดว่าคนหน้าผีอย่างซินอี๋จะได้เข้าวัง
ซินอี๋ก้มศีรษะลงจดพื้นดิน มุมปากภายใต้ผ้าคลุมยกยิ้มอย่างผู้ชนะ
‘ก้าวแรกสำเร็จแล้ว... ต่อจากนี้คือการเริ่มล้างกระดาน วังหลังแห่งนี้จะต้องลุกเป็นไฟด้วยมือของข้าเอง!’
