แสร้งเป็นลม
เหวินเฉียนเดินมาที่ห้องรับรองด้านหน้าราวกับเหาะได้
เขาหยุดชะงักนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้าราวกับคนวิญญาณแทบหลุดออกมาจากร่าง
ดรุณีน้อยรูปงามราวสรวงสวรรค์สร้าง คืออาฉีน้องรักของเขาเมื่อหลายปีก่อนจริงๆหรือ?
'เจ้ามันงดงามเกินกว่านางเซียนไปแล้วนะอาฉี!' เหวินเฉียนนึกขึ้นมาในใจพร้อมทั้งก้าวขาเดินเข้าไปข้างในห้องรับรองอย่างช้าๆ
"พี่เฉียน" ชางฉีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเบาหวิวพร้อมทั้งผุดลุกยืนขึ้นด้วยความดีใจแทบจะอยากโผเข้าไปจับมือเหวินเฉียนเขย่าขึ้นลงแรงๆ หลายๆครั้ง
แต่ด้วยจำต้องรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิง นางจึงทำได้เพียง
ยกมือขึ้นมาประสานกันและค้อมกายก้มศีรษะลงคำนับบุรุษตรงหน้าแทน
เพียงเท่านั้น
"ข้าน้อยชางฉีขอแสดงความคำนับต่อท่านราชครูเหวินเฉียน
เจ้าค่ะ"
"ตามสบายเถอะนะอาฉี" เหวินเฉียนพูดพลางผายมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ชางฉีนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมได้
"ขอบคุณท่านราชครูเจ้าค่ะ" ชางฉีเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม
"เจ้าดั้นด้นเดินทางมาเหนื่อยๆ จิบชาดอกเหมยนี่ให้ชื่นใจ
สักหน่อยเถิด" เหวินเฉียนพูดพลางพยักหน้าลงน้อยๆให้สาวใช้ผู้หนึ่งนำชาดอกเหมยเข้ามาได้
เดิมทีเขาตั้งใจจะให้ชางฉีได้ดื่มชาขาวผสมน้ำผึ้งที่อาฟุได้จัดเตรียมเอาไว้ แต่เนื่องจากแขกทั้งสามของตนมาแทบจะพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้
อีกทั้งแขกหนึ่งในสามของเขายังเป็นดรุณีน้อยรูปงามเฉิดฉันท์เช่นอาฉีน้องน้อยของเขาอีก จึงมิเป็นการเหมาะสมนักที่เขาจะรับรองต้อนรับแขกพร้อมกันโดยที่ทั้งสามคนมิเคยรู้จักกันมาก่อน
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านราชครู" ชางฉีพูดพลางระบายรอยยิ้มน้อยๆออกมาทางใบหน้า
"พี่เฉียนของอาฉีต่างหากเล่า" เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงมั่นคง
ขึงขัง
ทำเอาชางฉีที่กำลังยกชาดอกเหมยขึ้นมาจิบถึงกับแทบจะสำลักชาที่อมไว้ในปากออกมาในทันที
"ทำตัวปกติเหมือนเดิมเถอะนะอาฉี อยู่ที่จวนนี้เจ้าก็เรียกข้าว่า
พี่เฉียนดังเดิมเหมือนอยู่ที่ลั่วหลางเถอะ"
เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงอ่อนโยน
"พี่เฉียนช่างใจดีกับข้ายิ่งนัก ขอบคุณจริงๆเจ้าค่ะสำหรับการช่วยเหลือทุกอย่างที่มอบให้กับข้า พอดีว่าข้าพอจะมีฝีมือด้านการเย็บปักอยู่บ้างสักเล็กน้อย จึงได้นำของกำนัลมาฝากพี่เฉียนด้วย หากพี่เฉียน
มิรังเกียจที่จะรับของจากข้า ข้าก็ยินดีที่จะมอบมันให้กับพี่เฉียนเจ้าค่ะ"
ชางฉีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยนยิ่ง อีกทั้งกิริยามารยาทอันอ่อนหวานผสมเข้ากับความสง่างามอันสูงส่งของนางแล้วก็ทำเอา
เหวินเฉียนรู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
"ตีข้าให้ตาย ข้าก็ไม่เคยคิดรังเกียจของของเจ้าเลยแม้แต่น้อย"
เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม พยายามเก็บซ่อนความ
ดีใจอันมากมายมหาศาลเอาไว้ในอกอย่างมิดชิด แต่ทว่าดวงตาทั้งสองข้างของเขากลับปกปิดความรู้สึกนั้นไว้ไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
ชางฉีเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าลงน้อยๆ ให้เสี่ยวจูที่ยืนอยู่ด้านนอกนำกล่องไม้ที่แกะสลักด้วยลวดลายดอกเหมยโน้มกิ่งเข้ามายังด้านในโดยทันที
ชางฉีบรรจงเปิดกล่องไม้ออกมาอย่างช้าๆ และหยิบผ้าพันคอสีฟ้าครามออกมาจากในกล่องไม้
"ผ้าผืนนี้เป็นผ้าเนื้อดีจากซีโจว ท่านพ่อได้ซื้อมาฝากข้าเมื่อครั้นไปตรวจราชการที่เมืองนั้นราวครึ่งปีก่อน ข้าจึงได้นำผ้าผืนนี้มาตัดเย็บและ
ปักเส้นด้ายลงบนผืนผ้าด้วยลวดลายนกกระเรียนคู่หันหน้าเข้าหากันประดับด้วยดอกเหมยสีชมพูเข้มด้วยนะเจ้าคะ มิทราบพี่เฉียนพอจะรับผ้าพันคอผืนนี้ไว้ได้หรือไม่?"
"งดงามยิ่ง ข้าชอบมาก"
เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นนัยน์ตาเปล่งประกายระยิบระยับ ในขณะที่
เหวินเฉียนกำลังชื่นชมผ้าพันคอผืนงามอยู่นั้นก็มีบุรุษอีกสองคนได้โผล่หน้าเข้ามาขัดจังหวะความสุนทรีย์นั่นเสียก่อน
"โอ้ อาเฉียนมีแขกมาหาที่จวนวันนี้ด้วยหรือนี่? ใจคอเจ้าจะมิแนะนำให้พวกข้าได้รู้จักกับแม่นางน้อยผู้นี้บ้างสักหน่อยหรือ?"
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงวางอำนาจ
ทำเอาชางฉีที่กำลังก้มหน้าก้มตาอธิบายถึงที่มาของลายปักบนผ้าพันคอผืนนั้นต้องเงยหน้าขึ้นมามองดูด้วยความตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ไปราวสิบวินาทีถึงจะดึงสติของตนกลับคืนมาได้
"อาเฉียนนี่ร้ายกาจมากจริงๆ ที่ทิ้งสหายมาหาสตรีโดยมิแนะนำให้พวกข้าได้รู้จักกับนางด้วย แบบนี้ดูเป็นคนใจคอคับแคบมากเกินไปแล้วหรือไม่?" อ๋องน้อยเฉินลู่กล่าวสำทับ
ชางฉีได้ยินดังนั้นจึงรีบหันขวับไปมองดูบุรุษอีกคนที่ก้าวเข้ามาในห้องรับรองโดยทันที
'นั่นมันคนที่นางพบเจอเมื่อครั้นใช้วิชาตัวเบาโผทะยานขึ้นไปอาบแดดบนกิ่งไม้สูงมิใช่หรือ อีกทั้งเขายังเป็นบุรุษคนแรกที่ได้ใกล้ชิดกันกับนางด้วย แล้วนั่นก็คือคนที่ขโมยจูบแรกในชีวิตของนางไปในร้านลองชุดมิใช่หรืออย่างไรกัน? อีกทั้งตอนนี้เสื้อผ้าของเขายังเหมือนกันกับชุดที่นาง
สวมใส่ในตอนนี้มิมีผิดเพี้ยนด้วย!'
ชางฉีครุ่นคิดคำนึงและกัดริมฝีปากแน่นขึ้นด้วยความว้าวุ่นใจสุดท้ายแล้วนางจึงได้เป็นลมล้มพับไปในอ้อมแขนของเหวินเฉียนนั่นเอง
