แขกผู้มาเยือน
ณ จวนท่านราชครูเหวินเฉียน
บุรุษรูปร่างสูงโปร่ง ท่างท่าสง่างามยิ่งกำลังนั่งจิบชาดอกเหมย
อยู่ด้วยอาการนิ่งสงบ เขานั่งนับนิ้วมือไปมาอยู่สักพัก จึงเอ่ยขึ้นมาว่า
"อาฟุ เจ้าช่วยจัดเตรียมของว่างขนมหวานและชาขาวผสมน้ำผึ้งไว้สำหรับต้อนรับแขกสามคนของข้าที่กำลังจะมาเยือนในตอนนี้ด้วยนะ"
"ขอรับคุณชาย" อาฟุพ่อบ้านรุ่นใหญ่วัยชราค้อมกายรับคำสั่งด้วยความนอบน้อม
เขาได้ยินคุณชายสั่งความเอาไว้ว่า จะมีดรุณีน้อยรูปงามจาก
ต่างเมืองมาขออาศัยอยู่ภายในจวนเพื่อทำการศึกษาหาวิชาความรู้
ในสถานศึกษาของท่านราชครูเหวินเฉียนคุณชายรูปงามของเขาเท่านั้นเองมิใช่หรอกหรือ? แต่เหตุใดคุณชายถึงได้กล่าวว่าจะมีแขกเดินทางมาหาถึงสามคนพร้อมกันในยามนี้ด้วยนะ
"ยังไม่รีบไปจัดการอีก" เหวินเฉียนกล่าวกำชับ เขาจึงรีบเดินไปจัดเตรียมของว่างและน้ำชาโดยทันที
เวลาผ่านไปได้ชั่วขณะ อาฟุก็ได้นำของว่างมาจัดเรียงวางไว้
จนเต็มโต๊ะ อีกหนึ่งเค่อผ่านไปชาขาวผสมน้ำผึ้งก็ถูกยกมาวางลงบนโต๊ะติดๆ กัน
เหวินเฉียนทอดสายตามองขนมหวานบนโต๊ะด้วยความ
พึงพอใจ ของทุกอย่างวันนี้ที่เขาจัดเตรียมเอาไว้ล้วนเป็นของชอบของ
ชางฉีทั้งหมด ไม่ได้พบเจอกันมานานหลายปี ป่านนี้นางคงเติบโตขึ้นมามากแล้วกระมัง
หลังจากคิดอะไรเพลินๆไปได้สักระยะ สายลมเย็นวูบหนึ่งที่พัดผ่านเข้ามาในห้องก็ได้นำพาบุรุษร่างยักษ์ผู้หนึ่งให้เข้ามาด้วย เหวินเฉียนเบิกตาโตขึ้นด้วยความประหลาดใจแกมคาดไม่ถึง
"สวัสดีสหายรัก มิได้พบปะกันมานานหลายปีนัก เจ้าสุขสบายดีหรือไม่?" อ๋องน้อยเฉินลู่แห่งหนานจิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาสบายยิ่งมิได้อนาทรร้อนใจกับท่าทีตื่นตะลึงของผู้ที่ตนเรียกว่าสหายรักแต่อย่างใดเลยแม้แต่น้อย
เขาพอจะมีความสามารถในการเสี่ยงทายอนาคตข้างหน้ามา
อยู่บ้าง จึงพอจะคาดเดาได้ว่าตนเองจะมีแขกมาหาที่จวนพร้อมกันถึง
สามคนโดยมิได้นัดหมาย แต่ก็คาดคิดไม่ถึงเลยแม้แต่เพียงสักนิดว่า
ท่านอ๋องเฉินลู่ผู้นี้จะเป็นหนึ่งในสามของแขกผู้ที่จะมาเยือนตนในวันนี้ด้วย
"ทะ ท่านอ๋องทรงเสด็จเข้ามาจากทางใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
เหวินเฉียนถามขึ้นด้วยความสงสัย
"คงจะเป็นทางหลังคานั่นล่ะกระมัง"
อ๋องน้อยเฉินลู่ว่าพลางนั่งลงตรงหน้าของเหวินเฉียน
"แล้วที่ทรงเสด็จมาหากระหม่อมในวันนี้ มิทราบทรงมีธุระอื่นใดกับกระหม่อมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
"ได้ข่าวว่าสหายจะเปิดสำนักศึกษามิใช่หรือ วันนี้ข้าจึงมาร่วมแสดงความยินดีด้วย และอยากจะขอฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านราชครูด้วยพอจะได้หรือไม่?"
คำกล่าวเรียบง่ายที่ออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปนั้นทำเอา
เหวินเฉียนแทบจะล้มทั้งยืนด้วยความตกตะลึงอย่างหนัก
"ท่านอ๋องทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้ว ท่านอ๋องทรงล้อกระหม่อมเล่นแล้วจริงๆ"
เหวินเฉียนพูดพลางยกชายแขนเสื้อขึ้นมาซับเหงื่อเม็ดโตที่
ผุดขึ้นมาตามไรผม
ย้อนไปได้ราวสิบปีก่อน เหวินเฉียนได้ถูกบิดาส่งตัวไปศึกษากับปรมาจารย์แห่งยุคนามไต้หลี่แห่งเทือกเขาหัวซานอันเลื่องชื่อ ครานั้นเขาได้พบเจอกับอ๋องน้อยเฉินลู่โดยมิรู้ฐานะของกันและกันมาก่อน
ทั้งสองนับได้เป็นสหายสนิทกันมาตั้งแต่นั้น ที่ไหนมีเฉินลู่ที่นั่นต้องมีเหวินเฉียนด้วย
ท่านอ๋องน้อยเฉินลู่นั้นมีความเก่งกล้าสามารถทั้งทางบุ๋นและทางบู๊ เพียงแต่ว่าทางบุ๋นนั้นอาจเป็นรองเหวินเฉียนอยู่หน่อยๆ เนื่องด้วยทรงขี้เกียจท่องจำตำรา ส่วนเหวินเฉียนนั้นก็เป็นพวกชอบใช้ปัญญามากว่าการใช้กำลังเข้าต่อสู้ ทั้งคู่จึงเป็นสหายที่เติมเต็มในสิ่งที่ขาดของกันและกันได้เป็นอย่างดี
"เจ้ามิยินดีที่จะต้อนรับข้าหรือ เช่นนั้นเห็นทีข้าคงต้องขอตัวลาไปก่อนนะ" อ๋องน้อยเฉินลู่ว่าพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"มิใช่เช่นนั้น มิได้เป็นเช่นนั้น ท่านอ๋องอย่าได้ทรงคิดมากไป
พ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉียนรีบกล่าวแก้ไขสถานการณ์
"อยู่ที่แคว้นซ่ง ข้าอยากขอให้ท่านราชครูเรียกข้าด้วยชื่อแซ่ธรรมดาและมองข้าเป็นเพียงสหายผู้หนึ่งได้หรือไม่?"
อ๋องน้อยเฉินลู่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงเคร่งขรึม เมื่อเหวินเฉียนลอบมองไปที่ใบหน้าและแววตาของอีกฝ่ายแล้ว แม้ตนอยากจะถามเหตุผลว่าเพราะ
เหตุใดกัน แต่ก็ทำได้เพียงกลืนคำถามนั้นลงคอไปเสียและเอ่ยรับคำขึ้นมาได้เพียง "กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เวลาผ่านไปได้อีกชั่วขณะ อาฟุก็ได้เดินเข้ามาหาเหวินเฉียน
หน้าตาตื่นและกระซิบขึ้นมาเสียงเบาว่า
"ขณะนี้ฝ่าบาทมารอพบคุณชายอยู่ที่ห้องหนังสือแล้วขอรับ"
"ท่านอ๋อง เอ่อ! อาลู่ข้าขอตัวไปคุยธุระกับแขกที่มาคุยเรื่องกิจการงานสำคัญวันนี้ที่ห้องหนังสือก่อนได้หรือไม่ หากคุยกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจะมาเจรจาพูดคุยกับเจ้าต่อในทันที"
เหวินเฉียนเอ่ยขอตัวขึ้นอย่างมีมารยาท สหายสนิทที่ร่ำเรียนวิชาด้วยกันมาตั้งหลายปีมาเยี่ยมเยือนทั้งที นั่งพักเก้าอี้ยังไม่ทันร้อน
จะให้เขาเชิญสหายออกไปพักที่อื่นก่อน ก็เกรงว่าใจคอคงจะคับแคบเสียยิ่ง
กว่าเมล็ดงาเสียแล้วกระมัง
"เจ้าไปเถอะ" อ๋องน้อยเฉินลู่กล่าวรับคำพร้อมทั้งพยักหน้าลงน้อยๆเป็นเชิงรับรู้
"ถวายพระพรฝ่าบาทขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี
พ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉียนเอ่ยคำถวายพระพรเสียงดังพอประมาณพร้อมทั้งคุกเข่าลงไปกับพื้น
"ลุกขึ้นได้ไม่ต้องมากพิธี" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงตรัสพลางผายมือขึ้น
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ"
เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
"ข้าอยากจะมาเป็นศิษย์ในสำนักของเจ้า ที่เจ้าวางแผนจะเปิดขึ้นในเร็ววันนี้ ห้ามคัดค้าน ห้ามถามหาเหตุผล"
องค์ฮ่องเต้จูอี้เหลียงเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ" เหวินเฉียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่มีทางเลี่ยง
‘นี่มันเป็นวันอะไรของเขากันนะ ที่โดนผู้สูงศักดิ์ถึงสองคนมา
บีบบังคับขอให้ตัวเองได้เข้ามาศึกษาในสำนักสถานศึกษาที่เขาวางแผน
จะเปิดในเร็ววันนี้ด้วย?’
"เวลาที่ข้าอยู่ในจวนท่านราชครูของเจ้าเราคือสหายกัน เจ้าห้ามเรียกข้าว่าฝ่าบาท ห้ามใช้คำราชาศัพท์กับข้า ให้เรียกข้าว่าอาเหลียงเข้าใจหรือไม่?" ฮ่องเต้จูอี้เหลียงกล่าวกำชับ
"ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!" เหวินเฉียนร้องครางขึ้นมาอย่างไม่ค่อยเชื่อหูตนเองนัก
"นี่คือคำสั่ง"
น้ำเสียงเข้มที่เปล่งออกมานั้นฟังดูมีความกดดันมากถึงแปดส่วนด้วยกัน
"รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ"
เหวินเฉียนจำต้องกล่าวรับคำสั่งขึ้นมาอีกครา
คราวนี้อาฟุจำต้องเดินเข้ามาด้อมๆ มองๆ ที่หน้าประตูห้องหนังสือของเหวินเฉียนอีกครั้ง ด้วยแขกผู้มาเยือนที่จวนราชครูเป็นคน
ที่สามนั้นกำลังรอคอยที่จะพบกับเหวินเฉียนอยู่ในห้องรับรองด้านหน้าอยู่ ณ ตอนนี้
ฮ่องเต้จูอี้เหลียงทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ประเมินสถานการณ์ตรงหน้าได้โดยรอบทันที จึงแสร้งตรัสขึ้นมาว่า
"เจ้าจะไปทำอันใดก็ไปเถิด ข้าขอนั่งพักอยู่ที่ห้องหนังสือนี่
สักประเดี๋ยวก็จะกลับแล้ว"
"พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท" เหวินเฉียนพูดพลางเดินถอยหลังออกจาก
ห้องหนังสือไปอย่างเงียบเชียบ
