บทที่ 2 รอยยิ้มหลังหน้ากาก
ภายใต้ท้องฟ้าสีครามสดใสของฤดูใบไม้ผลิ จวนแม่ทัพเสิ่นถูกประดับประดาด้วยผ้าไหมสีชมพูและโคมไฟมงคลเพื่อเฉลิมฉลองพิธีปักปิ่นของบุตรีคนโต กลิ่นหอมของดอกเหมยที่ยังหลงเหลือรอยอดีตจางๆ ผสมผสานกับกลิ่นกำยานหอมชั้นเลิศที่ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ แขกเหรื่อผู้สูงศักดิ์ขุนนางน้อยใหญ่ต่างทยอยเดินทางมาอวยพร บ้างก็มาเพื่อยลโฉมหญิงงามที่เล่าลือกันว่าเป็น ยอดบุปผาแห่งเมืองหลวง
ทว่าภายในห้องแต่งตัว บรรยากาศกลับนิ่งสงบดุจผิวน้ำก่อนเกิดพายุ
เสิ่นรั่วหลาน นั่งนิ่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ดวงตาสีนิลที่เคยฉายแววอ่อนโยนและขี้อายบัดนี้กลับลุ่มลึกจนยากจะหยั่งถึง นางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก... ใบหน้าที่ไร้การเติมแต่งช่างดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิวพรรณขาวละเอียดราวกับหิมะแรกฤดู แต่ภายในหัวใจของนางกลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่รอวันปะทุ
"คุณหนู... ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะว่าจะสวมชุดสีแดงเพลิงนี้จริงๆ?" อาชุ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือที่ถืออาภรณ์ผ้าไหมชั้นเลิศสั่นเทาเล็กน้อย
"ตามธรรมเนียม... สตรีที่ยังมิได้ออกเรือนในวันปักปิ่น มักจะสวมสีเขียวอ่อนหรือสีชมพูเพื่องามสง่าตามวัย หากสวมสีแดงเช่นนี้... ผู้คนจะครหาเอาได้นะเจ้าคะว่าท่านทำตัวโดดเด่นเกินงาม หรืออาจถูกมองว่าก้าวร้าว..."
รั่วหลานปรายสายตามองอาชุ่ย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏที่มุมปาก แต่มันไปไม่ถึงดวงตา
"สีชมพูรึ? สีที่ดูอ่อนหวานและไร้เดียงสานั่น ข้าสวมมันมาทั้งชาติจนกระทั่งถูกพวกมันถลกหนังหน้าทิ้ง... อาชุ่ย ชาตินี้ข้าจะไม่เป็นบุปผาที่รอวันเหี่ยวเฉา แต่ข้าจะเป็นเปลวเพลิงที่จะเผาผลาญทุ่งหญ้าที่เน่าเฟะนี่ให้สิ้นซาก สวมให้ข้าเถิด"
เมื่ออาภรณ์สีแดงชาดถูกสวมทับลงบนร่างระหง มันกลับขับเน้นให้รั่วหลานดูงามสง่าและมีอำนาจอย่างน่าประหลาด ลายปักหงส์เหินด้วยดิ้นทองคำแท้ที่ชายกระโปรงพริ้วไหวตามจังหวะการก้าวเดิน ปิ่นปักผมหยกมันแพะสีขาวนวลที่ตัดกับผมสีดำขลับประดุจท้องฟ้าในยามรัตติกาล ยิ่งส่งให้นางดูลึกลับและเข้าถึงยาก
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
"พี่หญิง... ท่านแต่งตัวเสร็จหรือยังเจ้าคะ? แขกเหรื่อมากันครบแล้วนะเจ้าคะ" เสียงหวานหยดย้อยที่แสนคุ้นเคยดังขึ้นจากหน้าประตู
รั่วหลานหลับตาลงชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอายของศัตรูที่นางโหยหาจะกระชากวิญญาณมาถึงแล้ว นางพยักหน้าให้อาชุ่ยไปเปิดประตู
ร่างของ เสิ่นยวี่เอ๋อร์ ปรากฏขึ้นในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนดูนวลตา ใบหน้าที่ดูสะอาดสะอ้านและแววตาที่ดูซื่อสัตย์นั้น หากเป็นชาติก่อน รั่วหลานคงจะรีบเข้าไปจับมือน้องสาวแล้วเอ่ยคำชม แต่วันนี้นางกลับเห็นเพียงหน้ากากหนังมนุษย์ที่ห่อหุ้มปีศาจเอาไว้
"พี่หญิง! ท่าน..." ยวี่เอ๋อร์ชะงักไปเมื่อเห็นรั่วหลานในชุดสีแดง แววตาแห่งความริษยาผุดขึ้นเพียงชั่ววูบก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความห่วงใยจอมปลอม
"เหตุใดท่านถึงสวมชุดสีนี้เล่าเจ้าคะ? มัน... มันดูไม่ค่อยเหมาะกับงานพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้เลย หากท่านพ่อเห็นเข้าท่านอาจจะถูกดุเอาได้นะเจ้าคะ หรือไม่ท่านเปลี่ยนมาใส่ชุดสีชมพูที่ข้าเตรียมไว้ให้ดีกว่าไหมเจ้าคะ?"
รั่วหลานเดินเข้าไปใกล้ยวี่เอ๋อร์ช้าๆ ระยะห่างที่ลดลงทำให้นางได้กลิ่นเครื่องหอมบุปผารัญจวน ที่ยวี่เอ๋อร์มักจะใช้... กลิ่นที่แฝงไปด้วยพิษกระตุ้นกำหนัดอ่อนๆ ที่ชาติก่อนนางเคยโง่เขลาสูดดมเข้าไปจนทำให้เสียทีในงานเลี้ยง
"ยวี่เอ๋อร์... น้องรัก" รั่วหลานเอื้อมมือไปลูบแก้มเนียนของน้องสาวเบาๆ จนยวี่เอ๋อร์สะดุ้ง
"ข้าขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่สีแดงนี้... ข้าตั้งใจสวมเพื่อไว้อาลัยให้กับ 'ความโง่เขลา' ของข้าที่ตายไปเมื่อคืนนี้ ส่วนชุดที่เจ้าเตรียมไว้... เจ้าเก็บไว้สวมเองในวันที่เจ้า 'ตกต่ำ' ที่สุดเถิด"
ยวี่เอ๋อร์หน้าซีดเผือด "พี่หญิง... ท่านพูดเรื่องอะไรเจ้าคะ? ข้าไม่เข้าใจ..."
"ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ... ปล่อยให้แขกผู้ใหญ่นานกว่านี้จะไม่ดี" รั่วหลานตัดบทพลางเดินผ่านน้องสาวออกไป ทิ้งให้ยวี่เอ๋อร์ยืนกำหมัดแน่นด้วยความงุนงงและโกรธแค้น
โถงกลางจวนแม่ทัพเต็มไปด้วยเสียงสนทนาที่รื่นเริง ทันทีที่ร่างในชุดสีแดงของเสิ่นรั่วหลานปรากฏขึ้น เสียงทุกอย่างกลับเงียบกริบลงราวกับถูกมนต์สะกด ความงามที่ดุดันและทรงอำนาจของนางทำเอาบุรุษหลายคนถึงกับลืมหายใจ
ที่นั่งฝั่งขวา หลู่เหวินเจี๋ย ในชุดขุนนางเต็มยศ จ้องมองนางด้วยความตะลึงลาน ในใจของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจที่สตรีผู้นี้คือคู่หมั้นของเขา ทว่ารอยยิ้มของเขาต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาของรั่วหลาน... มันไม่ใช่ดวงตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนเหมือนวันวาน แต่มันคือแววตาที่มองซากศพที่ไร้ค่า
"ท่านพ่อ" รั่วหลานย่อตัวทำความเคารพ เสิ่นเจิ้ง บิดาของนางที่มีใบหน้าเคร่งขรึม
"รั่วหลาน... เหตุใดถึงสวมชุดเช่นนี้?" เสิ่นเจิ้งขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นความมั่นใจและราศีที่แผ่ออกมาจากตัวบุตรี เขากลับพูดไม่ออก
"ลูกเพียงอยากเริ่มต้นวัยผู้ใหญ่ด้วยความรุ่งโรจน์ดุจเปลวเพลิงเจ้าค่ะท่านพ่อ" นางตอบเสียงเรียบ ก่อนจะหันไปทางแขกผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่ง
"ขอประทานอภัยที่ทำให้ทุกท่านตกใจเจ้าค่ะ"
ในขณะที่พิธีการเริ่มดำเนินไป ยวี่เอ๋อร์พยายามหาโอกาสเข้ามารินน้ำชาให้รั่วหลาน
"พี่หญิง ดื่มน้ำชาดับกระหายหน่อยนะเจ้าคะ ชานี้ข้าปรุงเองกับมือ ใส่สมุนไพรบำรุงผิวพรรณที่ท่านชอบด้วย"
รั่วหลานมองจอกน้ำชาในมือของน้องสาว นางจำได้ดี... ในชาตินี้น้ำชานี้แหละที่มีผสมผงเบญจมาศหลอนจิต ซึ่งจะทำให้นางรู้สึกมึนงงและแสดงกิริยาที่น่าอับอายต่อหน้าแขกเหรื่อ จนหลู่เหวินเจี๋ยต้องรีบพานางออกไปพัก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาจะเริ่มรังเกียจ นางว่าเปราะบางและไร้มารยาท
"น้ำชานี้กลิ่นหอมนัก" รั่วหลานรับจอกมา แต่ก่อนที่จะดื่ม นางกลับทำท่าเหมือนสะดุดชายกระโปรงจนจอกน้ำชาหกใส่แขนเสื้อของยวี่เอ๋อร์
"ว้าย! พี่หญิง!" ยวี่เอ๋อร์ร้องลั่นด้วยความตกใจ
"ตายจริง! ข้าขอโทษ ยวี่เอ๋อร์ ข้าช่างซุ่มซ่ามนัก" รั่วหลานรีบใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำชาให้ แต่ในจังหวะนั้นเอง นางกลับแอบป้ายผงคัน ที่นางเตรียมไว้ลงบนผิวหนังของน้องสาวอย่างรวดเร็วและแนบเนียน
"อาชุ่ย พาคุณหนูรองไปเปลี่ยนชุดที่ห้องข้างหลังเถอะ เดี๋ยวจะเสียกิริยาเอาได้"
ยวี่เอ๋อร์รีบเดินออกไปโดยไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อย รั่วหลานมองตามหลังนางพลางเหยียดยิ้มเย็น... พิษนี้จะยังไม่แสดงผลทันที แต่มันจะทำงานเมื่อเจ้าเริ่มเหงื่อออก... ซึ่งก็คือช่วงที่เจ้าพยายามจะเข้าหาหลู่เหวินเจี๋ยอย่างไรเล่า
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงที่หลู่เหวินเจี๋ยต้องขึ้นมากล่าวคำอวยพรและมอบปิ่นหยกคู่หมั้น แต่สายตาของรั่วหลานกลับไม่ได้อยู่ที่เขา นางรู้สึกได้ถึงรังสีสังหาร และอำนาจที่เหนือกว่าคนทั่วไปที่นั่งอยู่มุมมืดของโถง
ชายหนุ่มในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆา นั่งพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้านแต่ทรงพลัง ใบหน้าของเขาคมเข้มดุจสลักจากหินผา ดวงตาคู่คมจ้องมองมาที่นางราวกับจะมองทะลุถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณ... เซียวจ้านเทียน หรือ ฉินอ๋อง
นางจำได้ว่าในชาติก่อน เขาแทบไม่ได้มาร่วมงานนี้ หรือหากมาเขาก็จะกลับไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจใคร แต่เหตุใดชาตินี้... เขากลับจ้องมองนางด้วยสายตาเช่นนั้น? แววตาที่เหมือนสัตว์ร้ายที่เจอเหยื่อที่ถูกใจ
จู่ๆ ฉินอ๋องก็ลุกขึ้นก้าวเดินมาท่ามกลางฝูงชน เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นทำให้แขกเหรื่อรีบหลีกทางให้ด้วยความเกรงกลัว
"เสิ่นเจิ้ง... บุตรีของเจ้าวันนี้ช่างแปลกตานัก" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของเขาดังกังวาน
"สีแดงนี้... เหมาะกับนางมากกว่าสีชมพูที่ดู 'จืดชืด' ราวกับน้ำล้างจานนั่นเสียอีก"
คำพูดของเขาทำให้หลู่เหวินเจี๋ยหน้าเสีย ส่วนรั่วหลานกลับเงยหน้าสบตาเขาอย่างท้าทาย
"ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ชมเชยเจ้าค่ะ"
"ข้าไม่ได้ชม..." จ้านเทียนโน้มตัวลงมากระซิบจนได้กลิ่นกายบุรุษเพศที่เข้มข้น
"ข้าแค่จะเตือนว่า... เปลวไฟที่ร้อนแรงเกินไป หากคุมไม่อยู่ มันจะเผาไหม้เจ้าของไปด้วย รั่วหลาน... เจ้าพร้อมจะถูกเผาไปกับข้าหรือไม่?"
รั่วหลานหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มกลับ
"หากข้าต้องตายในกองไฟ ข้าก็จะลาก 'ศัตรู' ของข้าลงนรกไปด้วยกันให้หมดเจ้าค่ะ"
ฉินอ๋องกระตุกยิ้มที่มุมปาก... ยิ้มที่ใครเห็นก็ต้องหนาวสั่น แต่สำหรับรั่วหลาน มันคือยิ้มของผู้ที่เข้าใจในความแค้นของนาง
ในจังหวะนั้นเอง เสียงหวีดร้องของเสิ่นยวี่เอ๋อร์ก็ดังมาจากสวนหลังโถง!
"ช่วยด้วย! ร้อน... ข้าคันไปหมดแล้ว! ฮือออ"
รั่วหลานหันไปมองทางต้นเสียงพลางกำหมัดในแขนเสื้อแน่น... เริ่มแล้วสินะ ยวี่เอ๋อร์... มาดูสิว่าหน้ากากดอกบัวขาวของเจ้าจะทนความคันและรอยผื่นที่เสียโฉมนี้ได้นานแค่ไหน!
