หน้าที่ ที่มิอาจปฏิเสธ 1
แต่ดูจากท่าทีแล้วองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง คงจะมิได้มีเรื่องใดให้ชวนผ่อนคลายสบายใจได้เลยแม้แต่เพียงนิด หลังจากทรงสั่งลงโทษองครักษ์กั๋วโม่โฉวเสร็จ และเสด็จกลับมาถึงตำหนักตงชางของพระองค์แล้ว ก็ทรงพบว่ามู่กงกงกำลังยืนรอคอยการกลับมาของตนอยู่ด้วยสีหน้าที่กระอักกระอ่วนใจพิกลนัก
“เจ้ามีอะไรจะพูด ก็พูดมา”
น้ำเสียงที่เจือไปด้วยความเอือมระอานั้น ทำเอามู่กงกงต้องพลอยหน้าม่อยลงไปหลายส่วน จึงได้ตอบองค์ฮ่องเต้ออกไปน้ำเสียงอ้อมแอ้มว่า
“ขณะนี้พระสนมหม่ากุ้ยเฟย มารอคอยฝ่าบาทอยู่ยังห้องรับรองแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“วังหลังชักจะสงบราบเรียบไร้งานการ ไร้แก่นสารมากนักแล้วกระมัง เหตุใดตำหนักตงชางที่ประทับส่วนพระองค์ของข้าจึงได้มีแต่เหล่าสนมเทียววนเวียนเข้าออกมาหาราวกับว่าตำหนักของข้าเป็นร้านตลาดนอกวังเอาเช่นนี้”
น้ำเสียงกระแทกแดกดัน พร้อมสายพระเนตรที่จ้องมองมายังมู่กงกงตาขวางนั้น ทำเอาขันทีที่ค่อนไปทางวัยกลางคนปลายๆ เช่นเขา แทบจะหลบสายพระเนตรของโอรสสวรรค์มิทันเลยทีเดียว
เพียงก้าวแรกที่เหยียบย่างเข้าไปในห้องรับรอง องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็พบว่าหม่ากุ้ยเฟย หรือก็คือหม่าซูเหลียนบุตรีเสนาบดีกรมกลาโหมกำลังนั่งรอคอยพระองค์อยู่ด้วยท่าทีกระวนกระวาย
เพียงเห็นพระวรกายสูงใหญ่เดินตรงมาทางนี้ นางก็รีบลุกขึ้นยืนกล่าวคำถวายพระพรน้ำเสียงหวานหยดย้อยขึ้นมาในทันใดพร้อมย่อตัวลงถวายพระพรด้วยกิริยาที่อ่อนช้อยเป็นอย่างยิ่ง
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”
“ลุกขึ้นมาได้ มิต้องมากพิธี”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางทรุดพระวรกายลงนั่งยังเก้าอี้ไม้ที่แกะสลักลวดลายมังกรคาบไข่มุกด้วยท่าทีสง่างาม
“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”
หม่าซูเหลียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงหวานพร้อมค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ
“เจ้าเดินทางมาที่ตำหนักของข้าด้วยเหตุใดกัน?”
องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสพลางยกชาขึ้นมาจิบแก้ดับกระหาย
“หม่อมฉันทรงเห็นฝ่าบาททรงยุ่งอยู่กับพระราชกิจ จนมิได้เสด็จไปหาสนมในวังหลังผู้ใดเลยมาเป็นเวลาแรมเดือนแล้ว วันนี้จึงได้ตัดสินใจรวบรวมความกล้านำน้ำแกงโสมจากเซียวฉีมาถวายต่อ
ฝ่าบาทเพคะ”
“เมื่อเช้าวานนี้เหนียนเฟยก็ทำน้ำแกงเจ็ดเซียนมามอบให้
กับข้า พอบ่ายวันนี้หม่ากุ้ยเฟยก็นำน้ำแกงโสมมามอบให้กับข้าอีก ในสายตาของพวกเจ้า คงคิดว่าข้าคนนี้อ่อนแรงมากไปนักแล้วหรืออย่างไร?”
“หามิได้เพคะฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงแต่นึกห่วงใยฝ่าบาทจากใจจริงก็เพียงแต่เท่านั้นเพคะ”
หม่ากุ้ยเฟยพูดพลางก้มหน้าลงน้อยๆ ด้วยความเขินอาย
“ได้เจ้ามากล่าวเตือนข้าในเรื่องเสด็จไปเยือนวังหลังเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน พักนี้ข้าเองก็ยุ่งอยู่กับการสะสางฎีกาและราชกิจมากจนเกินไปแล้วจริงๆ เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะเสด็จไปที่ตำหนักจวี๋ฮวาหวง แล้วให้หม่ากุ้ยเฟยคัดเลือกสนมอีกสามนางมาปรนนิบติข้าพร้อมกันกับเจ้าในค่ำคืนนี้ เจ้าว่าเป็นเช่นไร?”
เพียงได้ยินว่าค่ำคืนนี้องค์ฮ่องเต้จะทรงเสด็จไปเยือนยัง
วังหลังก็ทำเอาหม่ากุ้ยเฟยถึงกับดีใจจนเนื้อเต้น นางฉีกยิ้มกว้างจนเต็มใบหน้าพร้อมลุกขึ้นมายืนยอบกายลงคุกเข่าต่อหน้าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงในทันใด
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงมีพระเมตตาเพคะ เช่นนั้น
หม่อมฉันจะสั่งให้ทางครัวหลวงจัดทำอาหารที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานไว้คอยต้อนรับการมาเยือนของฝ่าบาทนะเพคะ”
หม่ากุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นน้ำเสียงหวานหยดพร้อมช้อนสายตาขึ้นมององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงด้วยประกายสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรักอยู่เต็มทุกห้องของหัวใจ
“ลุกขึ้นมาเถอะ เจ้าจะเทียวแต่ไปนั่งคุกเข่าขึ้นๆ ลงๆ อยู่เช่นนั้นได้อย่างไร ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นพระสนมที่รู้ใจข้ามากที่สุด เช่นนั้นแล้วคงถึงเวลาที่เจ้าต้องกลับไปช่วยข้าดูแลปกครองวังหลังแล้วกระมัง ที่ตำหนักตงชางของข้ามีอันใดให้น่ามาหากัน เอกสารมากมาย ฎีกามากมายมากถึงเพียงนั้น มิได้มีอันใดงดงามเลยแม้แต่เพียงนิด”
“หม่อมฉันโง่เขลายิ่ง ที่มารบกวนเวลาของฝ่าบาทเอาเช่นนี้
เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา”
หม่ากุ้ยเฟยพูดพร้อมลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และยอบกายลงคำนับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงอีกครา ก่อนจะให้นางกำนัลช่วยประคองตัวเองหมุนตัวเดินจากไป
คล้อยหลังของหม่ากุ้ยเฟยไปแล้ว องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิง
ก็ทรงส่งเสียงเรียกหามู่กงกงเสียงดังลั่นก้องตำหนัก ทำเอามู่กงกงถึงกับรีบเดินแกมวิ่งเข้ามาในตำหนักตงชางในทันใด
“ถ่ายทอดคำสั่งของข้าลงไป ต่อจากนี้ไปห้ามใครหน้าไหนเหยียบย่างเข้ามาในตำหนักตงชางอันเป็นที่ประทับส่วนตัวของข้าโดยเด็ดขาด หากผู้ใดประสงค์ที่จะเข้าเฝ้าให้มาแจ้งก่อนล่วงหน้ามิน้อยไปกว่าเจ็ดวัน ผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษสถานเดียวคือตัดหัว”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
มู่กงกงกล่าวรับคำสั่งน้ำเสียงขึงขัง ก่อนจะซอยเท้ายิก ๆ ออกไปทำการถ่ายทอดคำสั่งขององค์ฮ่องเต้ให้แพร่กระจายไปทั่วทั้งวังหลวง
ณ บ่อน้ำพุร้อนหลังตำหนักตงชาง ยามซวี (เวลา 19.00 น.)
ค่ำคืนนี้อากาศเย็นสบาย มีสายลมเอื่อยพัดมาอยู่เป็นระยะ แสงของพระจันทร์ครึ่งดวงวันนี้ที่สาดส่องลงมาแม้จะทำให้มองเห็นสิ่งใดได้มิชัดเจน แต่ก็ทำให้องค์ฮ่องเต้ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมองไปชมแสง
จันทร์บนนั้นได้อย่างมิรู้เบื่อ พระองค์ทรงแช่พระวรกายในน้ำพุร้อนนี้มาได้นานราวสองเค่อแล้ว แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถตัดพระทัยให้ลุกขึ้นจากบ่อน้ำพุร้อนนี่ได้
เป็นเรื่องที่ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกหนักพระทัยขึ้นมาบ้างที่จำต้องร่วมหลับนอนกับเหล่าบรรดาพระสนมไปทั่วเช่นนี้ เพราะต้องกระทำไปตามบทบาทของหน้าที่ มิใช่ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ
แต่ด้วยพละกำลังของวัยที่หนุ่มแน่น อีกทั้งความต้องการอันมากล้นที่จำต้องได้รับการปลดปล่อยออกไปบ้าง การเรียกหาเหล่าสนมให้มาปรนนิบัติพระองค์นั้นจึงล้วนแล้วแต่มิต่ำกว่าสามคนเลย
สักครั้ง แต่ครั้นกระนั้นหลังจากเสร็จกิจในแต่ละคราองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ยังทรงรักษาความหน้านิ่วคิ้วขมวดเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายนัก
