สั่งลงโทษองครักษ์1
ช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ในรัชสมัยของพระองค์นี้ช่างมีเรื่องราวมากมาย และฎีกาที่กองสูงเป็นภูเขาเลากาให้ต้องสะสางมากมายนัก ภาระหน้าที่ของผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์นั้นมันมิง่ายเลย
ในขณะที่องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกำลังก้มพระพักตร์ลงอ่านบทกวีความรักของหนุ่มสาวคลายเครียดอยู่นั้น มู่กงกงก็รีบเดินแจ้นเข้ามาในตำหนักตงชางด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจพิกลนัก
ช่วงนี้เป็นช่วงปลายยามเฉิน (เวลา 8.00น.) ที่อากาศกำลังดี อีกทั้งหากดูจากสีพระพักตร์ขององค์ฮ่องเต้แล้วพระองค์ก็ทรงกำลังผ่อนคลายเป็นอย่างมาก แต่หากจะมิให้มู่กงกงกราบทูลเกี่ยวกับเรื่องราวขององค์หญิงเฟยฮุ่ยให้พระองค์ได้ทรงทราบก็เกรงว่าจะมิได้อีก
นึกได้ดังนั้นแล้วมู่กงกงจึงพยายามสูดลมหายใจเข้าปอดไปลึกๆ ก่อนจะก้าวขาเข้าไปกล่าวรายงานสถานการณ์ขององค์หญิงเฟยฮุ่ยให้องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงได้ทรงรับทราบ
เพียงได้ยินมู่กงกงกล่าวรายงานออกมาดังนั้นแล้วพระพักตร์หล่อเหลาก็ฉายแววเคร่งเครียด หน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นจากโต๊ะทรงพระอักษรมุ่งหน้าเดินออกจากตำหนักตงชางไปในทันใด
เมื่อถึงยามซื่อ (เวลา 9.00 – 11.00 น.) ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีแดงปักลายมังกรทองก็ก้าวเข้ามายังวังหลัง แต่มิได้เสด็จไปเพื่อหาสนมนางในคนใด กลับเป็นตรงดิ่งมายังตำหนักขององค์หญิงเฟยฮุ่ย หลังจากที่ได้ทราบเรื่องว่าเมื่อคืนนางกลับมาวังหลวงในยามอิ๋น (เวลา03.00 – 05.00 น.) ซ้ำยังเมามายไปนอนหมดสภาพอยู่บนหลังคาวังหลวง
ใบหน้าหล่อเหลาของฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินถมึงทึง คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไร้ซึ่งความยินดีปรีดา และแม้ว่าข้าราชบริพารในตำหนักจะรีบถวายบังคมกันเสียงดังมาตลอดทาง ทว่าหญิงสาวที่นอนอยู่ในห้องกลับไม่มีท่าทีจะตื่นขึ้นมามองหน้าเสด็จพี่ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
“เฟยฮุ่ย!”
เสียงดังกัมปนาทเรียกชื่อของนาง แต่กลับทำให้คนบนเตียงขยับตัวปรือตาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะส่งรอยยิ้มหวานให้ฮ่องเต้ราวกับคนที่ไร้ความผิด...
“เสด็จพี่ฮ่องเต้ ไยวันนี้จึงว่างเสด็จมาตำหนักของน้องเพคะ”
“เมื่อคืนเจ้ากลับมากี่โมงยามกัน”
“ไม่แน่ใจเพคะ น่าจะยามซวี (19.00 – 21.00 น.)”
ผู้มีอำนาจที่สุดในแผ่นดินถึงกับกลอกตามองบน องค์หญิงเฟยฮุ่ยนับวันจะยิ่งเอาใหญ่ กล้าแม้กระทั่งหลอกลวงเบื้องสูง
“อย่าโกหก”
“น้องหาได้โกหกนะเพคะ”
“เจ้ากลับมายามอิ๋น หนำซ้ำยังเมาเกลือกกลิ้งอยู่บนหลังคาวังหลวง หากใครเห็นเข้าจะว่าเอาได้ ว่าเจ้าทำตัวไม่เหมาะสม”
หญิงสาวหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งมองเสด็จพี่ของตัวเอง เขาเพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ 3 ปี มีความน่าเกรงขามมากขึ้นกว่าแต่ก่อน วันๆ ทำหน้าถมึงทึงจนใกล้จะแก่กว่าอายุอยู่แล้ว
“ตั้งแต่เสด็จพี่ขึ้นครองราชย์ ก็ขี้บ่นขึ้นมาก พระองค์ลืมแล้วหรือเพคะ ว่าน้องไม่เคยสนเรื่องความเหมาะสม”
“เจ้าจะทำสิ่งใดก็เห็นแก่หน้าพี่ชายของเจ้าบ้าง เจ้าออกไปรักษาคนเจ็บป่วยนอกวัง ข้าไม่เคยห้าม แต่ไม่ใช่เมามายไปนอนสิ้นสภาพบนหลังคาวังหลวง ซ้ำยังกลับมาในยามใกล้รุ่งสางอีกด้วย”
“ต่อไปหม่อมฉันจะระวังตัวเพคะ”
‘ด้วยการเมาแล้วไปปีนตำหนักเสด็จพี่จวิ้นอ๋อง เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ขี้บ่นเหมือนเสด็จพี่ฮ่องเต้’
“ข้าสมควรสั่งลงโทษองครักษ์กั๋ว”
พอพระองค์เอ่ยประโยคนี้ออกมา จึงทำให้องค์หญิงรู้สึกร้อนรนในทันใด ทำไมเสด็จพี่ต้องไปลงกับเขาด้วยเล่า
“หม่อมฉันทำผิดก็ลงโทษหม่อมฉันสิเพคะ ไยต้องลากผู้อื่นมาเป็นคนรับบาปแทน”
“เพราะเขาไม่รู้จักดูแลเจ้าให้ดี ทั้ง ๆ ที่ข้าไว้วางใจในตัวเขา”
“เสด็จพี่ฮ่องเต้ เมื่อวานข้ารักษาคนแต่กลับไม่อาจรั้งลมหายใจคนผู้นั้นเอาไว้ได้ พี่โม่โฉวจึงต้องขุดดินฝังศพ ข้าเป็นฝ่ายทิ้งเขาไว้ที่หมู่บ้าน แล้วดื่มเหล้าจนเมามาย นั่นล้วนไม่ใช่ความผิดของเขาเลย”
“เจ้าก็ออกหน้าแทนเขาอยู่ดี ตอนนี้เขาถูกข้าสั่งลงโทษให้ถอดเสื้อคุกเข่าอยู่ที่ลานฝึกขี่ม้า เขานั่งอย่างนั้นมาเกือบ 3 ชั่วยามแล้ว”
“เสด็จพี่! ไยจึงเป็นกษัตริย์ที่โหดเหี้ยมทารุณอำมหิต จิตใจต่ำช้าเช่นนี้ ในยามนี้ยังมีหิมะโปรยปราย พระองค์กลับสั่งลงโทษคนด้วยการให้ไปนั่งในพื้นที่โล่งกว้างลมแรง จะแช่แข็งให้เขาตายเลยหรืออย่างไร”
“ถ้าเขาตาย ก็ล้วนเป็นเพราะเจ้า”...
