บท
ตั้งค่า

นางกำนัลอุ่นเตียง

เช้าวันนี้มิได้มีการประชุมเหล่าขุนนางตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่ เพราะฉะนั้นแล้ว องค์ฮ่องเต้จึงมิได้ตื่นบรรทมขึ้นมาตั้งแต่เมื่อยามเช้าตรู่เช่นกัน

เป็นช่วงสายยามซื่อ (เวลา 10.00น.) เลยทีเดียว พระองค์จึงทรงตื่นจากการบรรทมได้

เพียงแต่นึกมิถึงเลยว่า หลังจากที่พระองค์ทรงแต่งพระวรกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสนมเหนียนเฟยจะรีบนำน้ำแกงบำรุงกำลังมาคอยถวายให้เมื่อยามสายเอาเช่นนี้

ด้านมู่กงกงเองก็เอาแต่ลอบชำเลืองมองดูว่า องค์ฮ่องเต้จะทรงมีรับสั่งให้พระสนมเหนียนเฟยเข้าเฝ้าหรือไม่ ตนเองจะได้ทำหน้าที่ถูก

“ให้นางเข้ามาเถอะ”

หลังได้ยินองค์ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งเช่นนั้น มู่กงกงจึงได้แจ้น

ออกไปหน้าตำหนัก นำความไปกราบทูลต่อพระสนมเหนียนเฟยในทันที

“หม่อมฉันเหนียนซูอี๋ถวายความคำนับฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี เพคะ”

เหนียนซูอี๋ธิดารองเจ้ากรมแห่งศาลต้าหลี่เอ่ยขึ้นน้ำเสียงหวานพร้อมทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าแสดงความคำนับอยู่ที่พื้น

“ลุกขึ้นมาได้” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นโดยมิได้มองมาที่เหนียนซูอี๋เลยแม้แต่น้อย

“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”

เหนียนซูอี๋พูดพลางลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และรับถ้วยน้ำแกงจากสาวใช้ข้างกายมาถือไว้กับตน หลังจากนั้นจึงส่งสายตาขับไล่

สาวใช้ให้ออกไปยืนรอหน้าตำหนัก

“หม่อมฉันทราบมาว่าฝ่าบาททรงสะสางฎีกาติดต่อกันมาหลายคืนแล้ว จนแทบจะมิได้พักผ่อน วันนี้หม่อมฉันจึงได้ลงมือต้มน้ำแกงเจ็ดเซียนมาถวายเพคะ”

เหนียนซูอี๋ว่าพลางทอดสายตาลงมองพื้น วันนี้นางตั้งใจ

ตบแต่งร่างกายมาอย่างเต็มที่

อีกทั้งยังได้แต่งแต้มร่างกายด้วยผงหอมบางอย่างมาเป็นพิเศษด้วย

“วางไว้ตรงโต๊ะ แล้วเจ้าก็ออกไปได้” สุรเสียงราบเรียบที่เปล่งออกมาจากริมโอษฐ์ได้รูปนั้น ทำเอาเหนียนซูอี๋รู้สึกใจแป้วไปมิน้อยเลยทีเดียว

“หม่อมฉันรู้ดีว่าฝ่าบาทมิได้ทรงเสด็จไปประทับที่ตำหนักของพระสนมผู้ใดเลยมาเป็นระยะเวลานานแรมเดือนแล้ว ที่หม่อมฉันมาในวันนี้ก็เพียงแต่ตั้งใจทำน้ำแกงมาถวายต่อฝ่าบาทเพียงเท่านั้น

เพคะ มิได้ตั้งใจจะมารบกวนฝ่าบาทแต่อย่างใด เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา”

เหนียนซูอี๋ว่าพลางสะบัดชายกระโปรงของตนไปมาเล็กน้อยและย่อตัวลงถวายความคำนับก่อนจะเดินออกมาจากตำหนักตงชางด้วยความหัวเสีย และมีสีหน้าที่บอกบุญมิรับเลยทีเดียว

หลังจากนั้นมินานนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงที่กำลังจะเสด็จออกนอกตำหนักออกไปเสวยพระกระยาหารเช้าทางด้านนอก ก็ต้องเริ่มมีอาการขมวดคิ้วขึ้นมาน้อยๆ เมื่อพบว่าตนเองได้ถูกวางยาปลุกกำหนัดเข้าเสียแล้ว

“มู่กงกง เตรียมเกี้ยว”

“ฝะ ฝ่าบาทจะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ จะมิทรง

เสวยพระกระยาหารเช้าก่อนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

“ข้าจะไปตำหนักชุ่ยอี้”

สุรเสียงที่ดังขึ้นอย่างมิสบอารมณ์นั้นฟังดูก็รับรู้ว่าผู้พูดกำลังมีความรู้สึกไม่พอใจมากเพียงใด ได้ยินดังนั้นแล้ว มู่กงกงก็ได้เดินแกมวิ่งออกไปสั่งการเหล่าข้ารับใช้ให้จัดการเตรียมเกี้ยวมาให้กับ

องค์ฮ่องเต้โดยเร่งด่วน

หลังจากนั้นมินานนัก องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้เสด็จไปถึงตำหนักชุ่ยอี้ หัวหน้านางกำนัลในตำหนักเห็นดังนั้นแล้ว ก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

เหล่านางกำนัลในตำหนักจึงได้ออกมานั่งคุกเข่ากล่าว

คำถวายพระพรดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

“ให้นางกำนัลเข้ามาสามคน”

แม้ถ้อยคำกล่าวนั้นจะฟังดูราบเรียบมากเพียงใด แต่เหล่านางกำนัล ณ ที่นั่น ต่างก็พากันรู้สึกดีใจจนเนื้อเต้นแทบจะเหยียบกันตายในการแย่งชิงกันปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้อยู่รอมร่อ

หากหัวหน้านางกำนัลผู้ควบคุมและดูแลตำหนักชุ่ยอี้ มิทำการจัดเวรในการเข้าคิวปรนนิบัติฮ่องเต้แล้วไซร้

เกรงว่าเหล่านางกำนัลพวกนี้คงจะแย่งชิงกันในการเข้าไป

ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้จนตำหนักชุ่ยอี้ได้พังทลายลงมาเป็นหน้ากลองเป็นแน่แท้

เหล่านางกำนัลสามคนที่เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกและเป็น

ผู้โชคดีในการให้การปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้ ต่างพากันเดินเข้าไปในห้องรับรองส่วนพระองค์ด้วยแววตาอันหวามไหว ก่อนจะช่วยกันปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากพระวรกายสูงใหญ่กำยำนี้อย่างเบามือ

การกระทำในครั้งนี้ขององค์ฮ่องเต้ล้วนผ่านไปด้วยความดุดัน ไม่เกรงใจใคร แม้นางกำนัลทั้งสามจะพากันส่งเสียงร้องครวญครางมากเพียงใดก็ตามแต่ แต่ผู้เป็นเจ้าชีวิตกลับมีสีหน้าที่เรียบเฉย

นิ่งขรึมนัก กว่าพระองค์จะทรงกระทำการให้แล้วเสร็จในครั้งนี้ก็กินเวลาไปถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม (สองชั่วโมง) เลยทีเดียว

จนนางกำนัลทั้งสามแทบสลบไสลมิได้สติไปในการปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ครานี้แล้ว เมื่อเสร็จกิจองค์ฮ่องเต้ก็ทรงสวมฉลองพระองค์จากไปด้วยใบหน้าถมึงทึง แลดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

ราวกับว่าการปลดปล่อยไปเมื่อสักครู่นั้น จะมิได้ช่วยทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเบาสบายตัว หรือผ่อนคลายขึ้นมาได้เลยแม้แต่น้อย

เหล่านางกำนัลอุ่นเตียง ณ ตำหนักชุ่ยอี้เอง ทุกคนล้วนผ่านการกินยาทำลายการตั้งครรภ์มาก่อนหน้าหลังจากจากได้รับการคัดเลือกเข้ามาอยู่ในตำหนักนี้แล้ว เพราะฉะนั้นหลังเสร็จสิ้นจากการ

ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ พวกนางจึงมิต้องดื่มยาห้ามการตั้งครรภ์อีก

แต่ถึงจะมิสามารถตั้งครรภ์ได้ตามกฎมณเฑียรบาลก็มิเป็นไร เพียงแค่ได้ปรนนิบัติองค์ฮ่องเต้ก็นับเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตของพวกนางแล้ว

ช่วงเวลายามอู่นี้ (เวลา 12.00น.) อากาศยังถือว่าหนาวเย็นอยู่บ้างเล็กน้อย เนื่องด้วยนี่เป็นช่วงปลายฤดูเหมันต์

องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงปรารถนาที่จะทำการฝึกซ้อมอาวุธขึ้นมาอีกครา เพื่อขับไล่ความหงุดหงิดฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นมารบกวนภายในจิตใจของพระองค์ จึงทรงตรัสเรียกให้องครักษ์กั๋วโม่โฉวที่พระองค์ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยในการดูแลปกป้องเป็นองครักษ์ข้างกายขององค์หญิงเจ็ดเฟยฮุ่ยให้มาประลองดาบกับพระองค์ด้วย เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงตรัสถามเรื่องราวของน้องหญิงผู้นี้ผ่านทางปากจากองครักษ์คนสำคัญเช่นเขา

หลังจากนั้นมินานเกินรอ กั๋วโม่โฉวในชุดสีดำรัดกุมก็ได้มาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์

“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี พ่ะย่ะค่ะ” กั๋วโม่วโฉวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสุขุม

“ลุกขึ้นได้ มิต้องมากพิธี” องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงตรัสขึ้นน้ำเสียงห้วนโดยที่มิได้ปรายสายตามามองดูองครักษ์ผู้นี้แต่อย่างใด

พระองค์ทรงทอดสายพระเนตรดูคมดาบจากเมืองซานจิ่ว เมืองตีดาบน้ำงามอันดับหนึ่งของแว่นแคว้นด้วยประกายตาพึงพอพระทัย หลังจากนั้นจึงตรัสต่อไปว่า

“ช่วงนี้องค์หญิงเฟยฮุ่ย นางเป็นเช่นไรแล้วบ้าง?”

“องค์หญิงทรงสุขสบายดี พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”

องครักษ์กั๋วโม่โฉวตอบกลับไปน้ำเสียงนุ่ม

“ข้าได้ข่าวมาว่านางหาได้สนใจคำสั่งห้ามออกนอกวังหลวง ในช่วงหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีพิธีแต่งงาน และยังคงเมาสุราหัวราน้ำอยู่ข้างนอกบ่อยครั้งมิใช่หรือ เจ้าดูแลนางเช่นไร จึงได้ปล่อยให้มีเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ขึ้นกับองค์หญิงเฟยฮุ่ยได้”

น้ำเสียงตำหนิอันเยียบเย็นที่เปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์ฮ่องเต้นั้นทำเอาองครักษ์กั๋วโม่โฉวถึงกับตัวเย็น ชาวาบไปทั้งร่าง เขาก้มหน้าทอดสายตาลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ตามพระบัญชาได้

“เจ้าเองก็ถือได้ว่าเป็นคนสนิทผู้หนึ่งของข้า ที่ข้านับเจ้าเป็นถึงสหาย จึงได้ให้เจ้าช่วยดูแลองค์หญิงเฟยฮุ่ยแทนข้าด้วย แต่เจ้ากลับปล่อยปละละเลย ตามใจนาง จนนางเสียผู้เสียคนมากขนาดนี้ เจ้ารู้หรือไม่ ว่าเจ้ามีโทษสถานใด”

“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีโทษสมควรตาย

ขอฝ่าบาทจงทรงมีรับสั่งลงโทษกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

องครักษ์กั๋วโม่โฉวเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสำนึกผิด ทว่าสีหน้าและน้ำเสียงยังคงราบเรียบสงบราวกับผิวน้ำที่ไร้คลื่น

“ข้าจะให้เวลาเจ้าอีกมิเกินหนึ่งสัปดาห์ หากข้ายังรู้มาอีกว่า องค์หญิงเฟยฮุ่ยยังคงแอบลอบปีนออกนอกตำหนัก ไปเมามายจนจะกลิ้งผลัดตกลงมาจากบนหลังคาอีก ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าสถานหนัก อย่างมิไว้หน้าแก่คนผู้ใดเลยทีเดียว ในอีกมิเกินหนึ่งเดือนข้างหน้านี้องค์หญิงเฟยฮุ่ยจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับหลินปังหยวนแล้ว กำหนดการมงคลสมรสพระราชทานก็ออกหมายมาอย่างชัดเจนแล้ว ข้าหวังเอาไว้ว่าเจ้าจะมิทำงานผิดพลาด ปล่อยปละละเลยในการให้การดูแลองค์หญิงเช่นนี้อีก”

หลังตรัสจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินก็ทรงโยนดาบหนึ่งเล่มออกไปด้านหน้า ซึ่งองครักษ์กั๋วโม่โฉวก็คว้าเอาไว้ได้ในทันที

เสียงขององค์ฮ่องเต้ที่ทรงตรัสขึ้นว่า ในอีกมิเกินหนึ่งเดือนข้างหน้านี้องค์หญิงเฟยฮุ่ยจะต้องเข้าพิธีวิวาห์กับหลินปังหยวนแล้ว ได้เข้ามารบกวนจิตใจของกั๋วโม่โฉวเป็นอย่างมาก จนเขามิมีกะจิต

กะใจในการซ้อมอาวุธกับองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉินครานี้เลยแม้แต่น้อย

เขาจึงถูกปลายคมดาบตวัดลงบนต้นแขนขวาอย่างช่วยมิได้ หยาดเลือดมากมายได้ไหลซึมออกมาตามรอยแผล

องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว จึงได้โยนดาบลงไปปักอยู่บนพื้นดินเสียงดังฟึบ พร้อมเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดจะออกไปทางความพิโรธเล็กๆ ว่า

“ช่างเป็นคนที่ใช้งานมิได้เลยแม้แต่เพียงนิด”

หลังจากนั้นจึงได้สะบัดชายชุดคลุมมังกรของพระองค์เสด็จจากไปในทันที มิได้หันหลังกลับมามองกั๋วโม่โฉวในยามนี้เลยแม้แต่น้อย

หากพระองค์จะทรงหันพระพักตร์กลับมาทอดพระเนตรดู

กั๋วโม่โฉวสักเล็กน้อย ป่านนี้พระองค์ก็จะคงทอดพระเนตรเห็นแล้วว่า องครักษ์ผู้นี้มีสีหน้าที่เศร้าสลดปานคนหัวใจแตกสลายมากมายเพียงใด...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel