บท
ตั้งค่า

อาการปวดศีรษะกำเริบ

รัชศกไคเฉิงปีที่สาม แคว้นชวี่

สายลมยามค่ำคืนพัดมาทางหน้าต่าง ณ ตำหนักตงซาง

แผ่วเบา โคมไฟดวงน้อยลวดลายพระจันทร์สีนิลยามรัตติกาลเอนไหวไปมาตามสายลมเอื่อย แม้ค่ำคืนนี้อากาศจะเหน็บหนาวแต่ก็มิได้

ทำให้บุรุษผู้ที่กำลังนั่งอยู่เหนือบัลลังก์มังกรต้องสะทกสะท้านแต่อย่างใด

“ฝ่าบาท ค่ำคืนนี้อากาศช่างหนาวเย็นยิ่ง ทรงเสวยชาอู่หลงชั้นดีจากซินซิ่วสักจอกก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

มู่กงกงขันทีคู่พระทัยเอ่ยขึ้นพร้อมเดินนำชาอู่หลงชั้นดีเข้ามาวางลงบนโต๊ะทรงพระอักษรก่อนจะล่าถอยหลบออกไปยืนอยู่ตรง

มุมห้องอย่างรู้หน้าที่

เมื่อได้ยินขันทีคู่พระทัยกล่าวออกมาดังนั้น องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงละสายตาจากการอ่านฎีกา เหม่อมองออกไปยังนอกหน้าต่างพร้อมยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมาคลึงแหวนหยกที่สวมใส่ประจำนิ้วหัวแม่มือข้างขวาเล่น

“เรื่องขององค์หญิงเฟยฮุ่ยกับหลินปังหยวนเป็นเช่นไรแล้วบ้าง งานมงคลสมรสพระราชทานไปถึงขั้นตอนใดแล้ว?”

องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงตรัสถามพร้อมยกชาอู่หลงขึ้นมาจิบ มู่กงกงได้ยินดังนั้นก็ฉีกยิ้มออกมาน้อยๆ พร้อมกล่าวต่อไปว่า

“ทางกรมพิธีการกำลังเร่งมือจัดเตรียมงานอยู่พ่ะย่ะค่ะ

ฝ่าบาท ของฝ่าบาทจงทรงไว้วางพระทัย”

“เช่นนั้นก็ดี”

บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างองค์ฮ่องเต้ผู้เป็นดั่งโอรสสวรรค์และขันทีคู่พระทัยมีเพียงเท่านั้น ต่างก็เงียบกันไปอีก

จวบจนกระทั่งเมื่อช่วงเวลายามจื่อมาเยือน (เวลา 23.00น.) มู่กงกงก็แอบลอบมองมายังองค์ฮ่องเต้อีกครั้ง เมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงเอาแต่จดจ่อกับการอ่านฎีกามากมายนั่นแล้ว จึงได้เอ่ยเตือนขึ้นด้วยความห่วงใยว่า

“ฝ่าบาทนี่ก็เป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว ทรงเข้าบรรทมก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

แต่มู่กงกงยังมิทันได้กล่าวจบประโยคดี องค์ฮ่องเต้ก็ทรงกระแทกฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะทรงพระอักษรอย่างแรงจนเกิดรอยร้าวของเนื้อไม้ปริแยกไปตามเส้นขอบโต๊ะ

“มู่กงกง เจ้าเป็นบิดาของข้าตั้งแต่เมื่อยามใดกัน เหตุใดจึงได้พูดนั่น พูดนี่มิยอมหยุด เห็นทีว่าวันพรุ่งนี้มาเยือนเจ้าคงจะมิอยากมีหัวตั้งอยู่บนบ่าแล้วประไร จึงได้พูดพล่ามมิหยุดเสียที”

หลังกล่าวจบองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ยกฝ่าพระหัตถ์ขึ้นมากุมพระอุระของพระองค์เอาไว้ พร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หายใจเข้าออกแรงขึ้นอย่างคนที่เริ่มทรมานกับบางสิ่งบางอย่าง หลังจากนั้นก็ยกฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นมากุมขมับเอาไว้แน่น เลือดกำเดามากมายได้ไหลออกมาจากรูจมูกทั้งสองข้างราวกับเขื่อนน้ำหลาก

“โธ่ ฝ่าบาทของกระหม่อม อย่าได้ทรงกริ้วไปเลยพ่ะย่ะค่ะ หากทรงกริ้วจะทรงมิดีต่อสุขภาพนะพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทมิอยากจะเข้าบรรทมก็มิต้องบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็จะอยู่กับ

ฝ่าบาททั้งคืนเอง”

มู่กงกงพูดไปด้วยพร้อมเริ่มมีหยาดน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยแล้วในยามนี้

“หมอหลวง หมอหลวงอยู่ที่ใด ผู้ใดก็ได้ไปตามหมอหลวง

มาที ฝ่าบาททรงแย่แล้ว พวกเจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วนที ไป ให้รีบไป”

มู่กงกงร้องตะโกนขึ้นปากคอสั่น หลังจากนั้นมินานนัก

หมอหลวงถึงสี่คนด้วยกันก็ได้เดินทางมาที่ตำหนักตงชางโดยเร่งด่วน

พวกเขาพากันตรวจดูชีพจร และพระวรกายขององค์ฮ่องเต้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะแอบลอบสบสายตากันด้วยความวิตก

หมอหลวงผู้หนึ่งได้ฝังเข็มลงกลางหว่างคิ้วขององค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงพร้อมฝังเข็มลงไปตามบริเวณจุดชีพจรต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว

ส่วนหมอหลวงอีกผู้หนึ่งได้จัดเตรียมบดยาจากรากไม้ชนิดหนึ่งขึ้นมาอย่างเร่งด่วน

ด้านหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำส่วนผสมของยาต่างๆ ไป

สั่งความให้ข้ารับใช้ในตำหนักไปทำการต้มมาโดยไวที่สุด

มีเพียงหมอหลวงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับมู่กงกงและเป็นสหายสนิทเพียงหนึ่งเดียวของมู่กงกงเท่านั้น ที่ได้ดึงแขนของ

มู่กงกงออกมานอกตำหนักและเอ่ยถามขึ้นมาน้ำเสียงเบาราวกระซิบว่า “นี่ฝ่าบาททรงมิได้บรรทมมากี่ราตรีแล้ว?”

“ก็ราว ๆ สี่ราตรีได้”

มู่กงกงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเบาราวกับกระซิบมิแพ้กัน

“เหตุใดจึงมิทรงยอมหลับยอมนอนเอาเช่นนี้กันด้วยเล่า

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ฝ่าบาทคงมิแคล้วต้องล้มป่วยไปเป็นแน่”

อวี้เหวินเทาพูดพลางส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาอย่างนึกหนักใจ

“ก็ฝ่าบาทน่ะนะทรงเอาแต่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ตลอดเวลาเกรงว่าอาการปวดศีรษะคงจะกลับมากำเริบหนักอีกทีครานี้ก็เป็นได้”

มู่กงกงตอบไปด้วยพร้อมมีสีหน้าที่คิดหนักมิแพ้กัน

“เช่นนั้นท่านกงกง ก็ทรงหาอันใดที่ช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายพระทัยมามอบให้ต่อฝ่าบาทเสียบ้างสิ เหล่าสนมนางในมีออกให้ครืดเต็มวังหลวง ก็มิมีผู้ใดที่จะช่วยทำให้ฝ่าบาทได้ทรงผ่อนคลายได้เลยหรือ”

อวี้เหวินเทาจีบปากจีบคอพูดราวกับว่าตนเองก็เป็นกงกง

ผู้สำคัญในวังหลวงคนหนึ่งก็มิปาน

“เป็นเจ้าจะกล้าเสนอป้ายชื่อพระสนมองค์ใดมาก่อกวนพระทัยฝ่าบาทได้เช่นนั้นหรือ เมื่อครู่ข้าเพียงเอ่ยเตือนให้ฝ่าบาททรงเข้าบรรทมไปเพียงเท่านั้น โต๊ะทรงอักษรก็แทบจะพังออกมาอยู่รอมร่อจากการที่ฝ่าบาททรงทุบฝ่าพระหัตถ์ลงบนโต๊ะแล้ว ข้าเองก็มิรู้ว่าจะต้องทำเช่นไรต่อไปดี จึงได้ส่งคนไปตามหมอหลวงมาที่ตำหนักตงชางนี่อย่างไรกันล่ะ?”

มู่กงกงเอ่ยออกมายาวเหยียดพร้อมลอบถอนหายใจยาว

“เอาล่ะๆ ข้าจะเข้าไปดูอาการฝ่าบาทแล้ว หากเจ้ามีอันใดที่

ต้องการความช่วยเหลือก็อย่าลืมส่งข่าวให้ข้าด้วยก็แล้วกันนะ”

หลังกล่าวจบอวี้เหวินเทาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าตำหนักตงชางไป มู่กงกงเห็นดังนั้นแล้ว ก็เดินตามเข้าไปติดๆ แต่เมื่อเข้าไปในตำหนักตงชางแล้ว มู่กงกงก็ต้องตกใจแทบสิ้นสติเมื่อพบว่าองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงทรงกระอักเลือดออกมามากมายนัก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทของกระหม่อม เหตุใดกันจึงเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าพากันรักษาองค์ฮ่องเต้เช่นไร เหตุใดฝ่าบาทจึงทรงเป็นเช่นนี้ไปได้?”

มู่กงกงเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหน้าเตียงราวกับคนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต

สักพักองค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ทรงปรือเปลือกตาขึ้นมาอย่างช้าๆ พร้อมโยนกระถางแจกันใบหนึ่งให้ตกลงมาอยู่ตรงหน้าของมู่กงกง

“จะคร่ำครวญไปไย ข้ายังมิตายเสียหน่อย”

แม้น้ำเสียงนั้นจะติดออกไปทางแข็งกระด้างแต่ตรงปลายน้ำเสียงก็ยังคงเจือความอ่อนโยนไว้อยู่หน่อยๆ ก่อนหมอหลวงจะนำเข็มที่ปักไว้ตามพระวรกายออก หลังจากนั้นหมอหลวงอีกผู้หนึ่งก็ได้นำยาสงบใจที่ต้มมาเป็นอย่างดีแล้วถวายต่อองค์ฮ่องเต้

พระองค์ทรงหยิบถ้วยยาขึ้นมาเทกรอกเข้าไปในพระโอษฐ์ครั้งเดียวจนหมดถ้วย หลังจากนั้นจึงก้มพระพักตร์ลงสูดดมกลิ่นหอมจากสมุนไพรไม้หอมที่หมอหลวงบดไว้ให้ขึ้นมาสูดดมเข้าจมูกไปอย่างแรงสามถึงสี่ครั้งก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด

“พวกเจ้ากลับออกไปได้แล้ว ข้าเพียงแค่รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยก็เพียงแต่เท่านั้น มู่กงกงเองก็ด้วยจะทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายไปทำไมกัน?”

น้ำเสียงที่แม้จะดูตำหนิแต่ก็แฝงไปด้วยความเบาสบายขึ้นมามากถึงห้าส่วนนั้นทำเอาเหล่าข้าราชบริพารรู้สึกโล่งใจขึ้นมามิน้อยเลยทีเดียว เมื่อมู่กงกงพยักหน้าลงน้อยๆ เป็นสัญญาณ หมอหลวงทั้ง

สี่คนจึงได้คุกเข่าลงไปกับพื้นและเอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันว่า

“เช่นนั้น กระหม่อมขอทูลลา”

คล้อยหลังของหมอหลวงทั้งสี่คนไปแล้ว องค์ฮ่องเต้หวังเจี้ยนเฉิงก็ได้ผุดลุกขึ้นจากเตียงที่บรรทม ก้าวขาฉับ ๆ ออกไปนอกตำหนัก

“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ จะทรงเสด็จไปที่ใดกันหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

มู่กงกงเอ่ยถามขึ้นหน้าตาตื่น

“ข้านอนไม่หลับก็เลยจะออกไปฝึกซ้อมอาวุธเสียหน่อยหากเจ้าจะนอนก็เข้านอนไปเถอะ อย่ามามัวเซ้าซี้ให้ข้ารำคาญใจอยู่เลย”

‘แต่ โธ่ ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ นี่มันดึกดื่นมากเอาการแล้วนะ

พ่ะย่ะค่ะ จะมีผู้ใดกันเล่ามาฝึกซ้อมอาวุธเมื่อช่วงเวลายามจื่อเอาเช่นนี้’ (เวลา 23.00น.)

มู่กงกงโอดครวญขึ้นมาในใจ ก่อนจะรีบเดินซอยเท้ายิก ๆ ตามติดองค์ฮ่องเต้ไปประดุจเงาข้างกาย

ณ ที่ลานกว้างหน้าโรงฝึกอาวุธ เพียงองค์ฮ่องเต้ส่งสัญญาณโบกฝ่าพระหัตถ์เพียงวูบเดียวเท่านั้น องครักษ์เงาประจำพระองค์ก็ได้แสดงตัวออกมานั่งคุกเข่าอยู่หน้าเบื้องพระพักตร์พร้อมรับฟังคำสั่งอย่างเต็มที่

หลังจากนั้นมินานนัก การฝึกซ้อมอาวุธอันดุเดือดก็ได้เริ่มต้นขึ้น มู่กงกงพยายามยกมือขึ้นมาปิดบังรอบดวงตาของตนเอาไว้ด้วยความหวาดเสียว

องค์ฮ่องเต้ทรงมีวรยุทธล้ำเลิศยิ่ง ทรงปะดาบกับเหล่าองครักษ์ไปหลายกระบวนท่าแล้ว แต่ก็ยังมิได้มีท่าทีอ่อนแรงลงไปเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าก่อนหน้านี้พระองค์มิได้ทรงมีอาการเจ็บป่วยใดๆ มาก่อนเลยทั้งสิ้น

เมื่อเวลาผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วยาม (หนึ่งชั่วโมง) พระองค์จึงได้เสด็จกลับตำหนักตงชางไป แต่ก็ยังมิได้เข้าบรรทมเลยทันที

มู่กงกงแอบลอบมองดูอยู่ ก็พบว่าองค์ฮ่องเต้ทรงกำลังขีด

เขียนอันใดไปมาอยู่สักพัก ก่อนจะเข้าบรรทมไปเมื่อช่วงต้นยามอิ๋น

(เวลา 03.00 น.) นี่เอง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel