ถึงเวลาออกจากวัง
“ข้าคงยินดีกว่านี้ ถ้าหากเจ้าไม่ต้องแต่งงานออกไปไกลถึงชายแดน”
“ชายแดนรึเพคะ” หนิงอันทำหน้าตกใจ ชายแดนงั้นรึ นี่มันเรื่องอะไรกัน เหตุใดนางต้องแต่งออกไปที่ชายแดนด้วยเล่า
“คราแรกที่ข้าได้ยินที่ฝ่าบาทบอก ข้าก็ตกใจเช่นกัน หนิงอัน เจ้าอย่าเข้าใจผิดคิดว่าพระองค์ไม่ทรงห่วงใยเจ้า ฝ่าบาทถูกเหล่าขุนนางกดดัน จนพระองค์จำต้องตัดสินใจเช่นนี้”
“แล้วข้าต้องแต่งกับใครกัน ท่านน้าท่านรู้รึไม่”
“เห็นว่าเป็นบุตรชายคนโตของใต้เท้าเว่ย คนที่เจ้าต้องแต่งด้วยเขามีนามว่า ‘เว่ยเฉิง’ บุรุษผู้นี้เป็นแม่ทัพอยู่ที่ชายแดน ฝ่าบาทต้องการสานสัมพันธ์กับตระกูลเว่ยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น...”
“ตระกูลเว่ยงั้นรึ ข้าได้ยินมาว่าพวกเขามีอำนาจในกองทัพเป็นอย่างมาก แต่ไม่คิดเลยว่าฝ่าบาทจะตัดสินใจเช่นนี้” นางเอ่ย
“หนิงอัน...” ยังไม่ทันที่ฮองเฮาจะได้เอ่ยอันใด นางเอ่ยขัดพระนางเสียก่อน
“ท่านน้า ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าเข้าใจเจตนาของฝ่าบาทดี หากท่านไม่มีอะไรจะเอ่ยกับหม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันขอตัวก่อนนะเพคะ” นางตัดบท
“เจ้าไปเถอะ” ฮองเฮาบอกนาง
คล้อยหลังองค์หญิงหนิงอัน นางค่อย ๆ คลี่ผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาดู เผยให้เห็นลายปักรูปดอกโบตั๋น สลักอักษรคำว่าเสียน น้ำตาของนางหล่นลงมาราวกับเม็ดฝน ก่อนจะตัดพ้อกับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นด้วยน้ำเสี่ยงสั่นเครือว่า
“ท่านพี่ ข้าขอโทษ ที่ข้าไม่สามารถปกป้องลูกสาวคนเดียวของท่านได้”
รุ่งขึ้น สตรีสูงศักดิ์ในวัง องค์หญิง องค์ชาย และเหล่าขุนนางต่างมาร่วมแสดงความยินดีกับไทเฮา ไม่เว้นแม้กระทั่งฮ่องเต้ งานเฉลิมฉลองพระชนม์อายุหกสิบชันษาของพระองค์ ทุกคนล้วนจัดเตรียมของมีค่ามาประชันกัน เพื่อให้องค์ไทเฮาพอพระทัย หนิงอันนั่งมองภาพเหล่านั้นอย่างเบื่อหน่าย
“เสด็จแม่ หม่อมฉันได้เตรียมสร้อยไข่มุกทะเลล้ำค่าที่ได้รับบรรณาการมาจากเจ้าเมืองลั่วหยางมาให้พระองค์ด้วย อวี้จง” ฮ่องเต้เรียกชื่อขันทีข้างกาย อวี้กงกงจึงหยิบกล่องใส่สร้อยไข่มุกนั้นเปิดให้ไทเฮาได้ทอดพระเนตร ไข่มุกสีขาวนวลเปล่งประกายสู้แสงระยิบระยับ เหล่าสนมและสตรีทั้งหลายต่างมองมาที่สร้อยไข่มุกนี้อย่างสนอกสนใจ ไทเฮาทอดพระเนตรสร้อยไข่มุกนี้ ก่อนจะเอ่ยชื่อของนาง
“หนิงอัน”
“เพคะ เสด็จย่า”
“เดินมาหาย่าที” สิ้นเสียงของไทเฮา นางจึงลุกขึ้นจากที่นั่งของตัวเองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับองค์ไทเฮา แล้วเดินมาหาพระองค์
“ฮ่องเต้ แม่แก่แล้ว สร้อยไข่มุกนี้ หากเจ้าไม่ว่าอะไร แม่จะมอบให้หนิงอัน นางจะได้มีเครื่องประดับงดงามเช่นนี้ติดตัวไป เมื่อนางต้องแต่งออกจากวัง”
“สร้อยเส้นนี้ หม่อมฉันได้มอบให้เสด็จแม่แล้ว เสด็จแม่จะยกให้ใครล้วนแล้วแต่ท่าน” ฮ่องเต้ตอบ
“เสด็จย่า ท่านช่างใส่ใจนางยิ่งนัก ข้าก็เป็นหลานท่านเช่นกัน เหตุใดท่านจึงไม่มอบสร้อยเส้นนี้ให้หม่อมฉันบ้าง” องค์หญิงเซียวซีกล่าวอย่างไม่พอพระทัย
“เซียวซี เจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน รีบขอประทานอภัยพระองค์เร็วเข้า” จ้าวกุ้ยเฟย มารดาของนางเอ่ยขัด
“เสด็จแม่ ลูกไม่ผิด สิ่งที่หม่อมฉันพูดล้วนเป็นความจริง เสด็จย่ารักแต่นาง”
“ไทเฮา หม่อมฉันขอพระองค์ทรงประทานอภัยให้ลูกของหม่อมฉันด้วยนะเพคะ นางยังเด็กนัก”
“เซียวซี หากเจ้าอยากได้สร้อยเส้นนี้นัก งั้นเจ้าเต็มใจจะแต่งงานออกจากวังไปอยู่ชายแดนแทนหนิงอันรึไม่” ไทเฮาถาม
“ทำไมข้าต้องแต่งแทนนางด้วยเล่า ไม่มีทางเพคะ”
“จ้าวกุ้ยเฟย เจ้าสั่งสอนลูกเช่นไร เหตุใดนางจึงหยาบคายถึงเพียงนี้ พวกเจ้าจงฟัง นับตั้งแต่นี้ไปองค์หญิงเซียวซีจะถูกตัดเบี้ยรายเดือนหนึ่งปี และห้ามนางออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว จนกว่าจะได้รับคำสั่งจากข้า ใครขัดคำสั่งของข้ามันผู้นั้นจะถูกประหาร!” ฮ่องเต้รับสั่งเสียงดัง
“น้อมรับพระบัญชา” ทุกคนเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียง เมื่อได้ยินคำสั่งของฮ่องเต้ องค์หญิงเซียวซีจ้องหน้านางอย่างเคียดแค้น แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ทำตัวเองทั้งนั้นจะมาโทษนางเรื่องใดกัน
