
บทย่อ
ด้วยบัญชาสวรรค์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ทำให้นางจำต้องแต่งงานออกไปไกลโพ้นถึงชายแดน ไปอยู่เคียงกายท่านแม่ทัพผู้อาจหาญ กระนั้นนางก็ยินดีอย่างน้อยนางจะได้หลีกหนีความวุ่นวายในวัง ที่พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบเจอแต่ผู้คนคอยชิงดีดีชิงเด่นอยู่รอบตัว โลกภายนอกที่นางฝันถึงจะเป็นเช่นไรนั้นยากจะคาดเดา... “แต่งฮูหยินเช่นนางเข้าจวนมา เจ้าว่าจะมีประโยชน์อันใดรึ” เยว่ซวนถามเสียงหยัน “มีประโยชน์รึไม่ ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” เว่ยเฉิงตอบกลับ มือกำหมัดแน่น “แม้ตัวข้าจะไม่มีประโยชน์อันใดให้ท่านพี่ แล้วยังไงเล่า...อย่างน้อยข้าก็เป็นหลานรักของฮ่องเต้ หากจะเทียบกับฮูหยินนับสิบของเจ้า ข้าว่า ข้ามีประโยชน์กว่าพวกนางมากโขอยู่” หนิงอันเอ่ยแทรก เยว่ซวนที่ได้เห็นใบหน้าของนางถึงกับหน้าซีด ที่จู่ ๆ นางเข้ามาได้ยินคำพูดดูแคลนของตน “อะ...องค์หญิง ท่านมาที่นี่ได้ยังไงกัน” “ข้าได้ยินผู้อื่นเอ่ยถึงท่านเสียมากมาย แต่ไม่คิดเลยว่าท่านจะเป็นดังที่เขากล่าว ท่านพี่ ข้าเอาสำรับมาให้เจ้าค่ะ” นางไม่ตอบคำถามของเยว่ซวน แต่หันไปคุยกับเว่ยเฉิงสามีของตนแทน
มีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกเจ้า
ครั้นใบไม่ร่วงโรยสู่พื้นดิน มวลผกาต่างเหี่ยวแห้งเหลือเพียงลำต้นตามกาลเวลา ‘หนิงอัน’ ธิดาองค์เดียวของอดีตรัชทายาทที่สิ้นใจไปเมื่อสิบปีก่อน บัดนี้ได้เติบใหญ่ขึ้นภายในวังหลวงแสนกว้างใหญ่นี้ นางถูกเลี้ยงดูโดยไทเฮา และฮองเฮา ผู้ที่ปี่ยมไปด้วยพระเมตตา
“องค์หญิง”
“มีอันใดรึ”
“ฮองเฮาให้สาวใช้ส่งชุดมาให้ท่านเพคะ”
“ชุดอะไร” นางถามอย่างสงสัย
“ชุดที่ท่านจะต้องใส่ไปงานเฉลิมพระชนม์ขององค์ไทเฮาพรุ่งนี้เพคะ” เซียนเซียน สาวใช้คนสนิทบอกนาง
“เช่นนั้นรึ”
“องค์หญิงจะตรวจดูความเรียบร้อยของชุดรึไม่เพคะ” นางพยักหน้าเป็นคำตอบ เซียนเซียนที่เห็นดังนั้นจึงไปหยิบชุดมาให้องค์หญิงของตน
หนิงอันตรวจดูความเรียบร้อยของชุดอย่างละเอียด อาภรณ์สี แดงสดปักลวดลายหงส์สีทองอย่างประณีต นางได้แต่มองดูชุดนี้อย่างชื่นชม
“ชุดนี้ช่างสวยงามและประณีตยิ่งนัก” นางเอ่ยขึ้น รอยยิ้มเปื้อนอยู่บนใบหน้า ฮองเฮารักและเอ็นดูนางยิ่งนัก
“หม่อมฉันไม่เห็นแปลกใจเลยเพคะ ฮองเฮารักและดูแลท่านเหมือนบุตรในอุทรของนาง อีกอย่างท่านเป็นหลานแท้ ๆ ของพระองค์ หากพระนางไม่ใส่พระทัยองค์หญิงแล้วจะไปใส่พระทัยใครกัน” เซียนเซียนเอ่ยขึ้น
“นั่นสินะ เห็นทีข้าคงต้องหาสิ่งตอบแทนไปให้ท่านน้าเสียหน่อยแล้วกระมัง”
“องค์หญิง ฮองเฮาเชิญท่านไปพบที่ตำหนักขอรับ”
“พบข้ารึ ท่านน้าได้บอกเจ้ารึไม่ ว่าเหตุใดจึงเรียกข้า”
“ไม่ได้บอกพ่ะย่ะค่ะ”
“จงรุ่ย เจ้าไปเตรียมเกี้ยวให้ข้าที อีกครึ่งชั่วยามข้าจะไปตำหนักอี้คุน” นางบอกขันทีข้างกาย ตั้งแต่นางจำความได้ เซียนเซียน และจงรุ่ยก็เข้ามาเป็นข้ารับใช้ของนาง จึงเรียกได้ว่าทั้งนางและข้ารับใช้สองคนนี้ต่างเติบโตมาด้วยกัน ระหว่างเดินทางมาตำหนักอี้คุน นางเห็นเฟิ่งฉางไจ้ กับเฉินกุ้ยเหรินทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ข้างทาง นางมองภาพตรงหน้าอย่างเอือมระอา ในวังหลังมีแต่การแก่งแย่งชิงดีกันช่างหน้าเบื่อเสียนี่กระไร หากเลือกได้นางอยากเกิดเป็นสามัญชนมากกว่า มีคนเคยกล่าวกับนางว่าในวังก็เหมือนกับกรงทองที่มีไว้ขังสตรีสูงศักดิ์ก็เท่านั้น นางเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ยิ่งนัก หนิงอันคิดในใจ กระทั่งเกี้ยวหยุดลง นางจึงหยุดคิดเรื่องราวฟุ้งซ่าน แล้วจะย่างกรายลงจากเกี้ยว โดยมีเซียนเซียนช่วยพยุงอยู่ไม่ห่าง นางหยุดมองตำหนักอี้คุนครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปข้างในอย่างเคยชิน
“ท่านน้า มีเรื่องใดรึเพคะ จึงเรียกหม่อมฉันมาที่นี่” นางเอ่ยถามแทบจะทันที
“หนิงอันของเรา เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน บัดนี้เจ้ากลับเติบใหญ่เป็นสาวแรกรุ่นแล้วหรือนี่ หากแม่ของเจ้ายังอยู่นางคงมีความสุขยิ่งนัก” ฮองเฮาไม่ตอบคำถามนาง
“ท่านน้า ท่านยังไม่ตอบคำถามของข้าเลยนะเพคะ”
“ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกเจ้า” ฮองเฮาเปลี่ยนสีหน้าทันที เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้
“เรื่องอะไรรึเพคะ เหตุใดท่านจึงทำหน้าเครียดเช่นนี้”
“หนิงอัน เชิญเจ้านั่งก่อน แล้วน้าจะบอกเจ้า” พระองค์บอกนางสีหน้าเป็นกังวล
“เจ้ารู้ใช่รึไม่ ว่าสตรีเช่นเราไม่สามารถเลือกทางเดินชีวิตของตัวเองได้ ตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา พวกเราเราล้วนมีภาระหน้าที่ตามติดเป็นเงา”
“หม่อมฉันทราบดีเพคะ”
“หนิงอัน ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรพูดเรื่องนี้กับเจ้า แต่หากจำใจต้องพูด อายุของเจ้าถึงวัยที่ควรแต่งงานออกจากวังได้แล้ว ฮ่องเต้ได้หารือเรื่องนี้กับข้า พระองค์กล่าวว่าอยากให้เจ้าแต่งงานกับบุตรชายของขุนนางที่มีเกียรติ เพราะเจ้าเป็นบุตรสาวคนเดียวของอดีตองค์รัชทายาท ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระเชษฐาของพระองค์”
“เพคะ แล้วเหตุใดท่านจึงทำหน้าหน้าเช่นนี้กัน เป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่รึเพคะ ที่ข้าจะได้แต่งงาน” นางถามอย่างสงสัย
