บทที่ 1.8
ซูฉิงเยี่ยนถอนหายใจ นางต้องตัดความหวังของเขาลงเสีย มองจากใบหน้าเขียวคล้ำและมือที่กำแน่นของเขา นางก็รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจเป็นอย่างมาก “มือปราบที่ข้ากล่าวไปทั้งหมดนี้ก็เพียงเพราะข้านั้นยังมิพร้อมที่จะออกเรือนจริงๆ ดังนั้นจึงอยากจะขอความเห็นใจจากท่าน ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนดี ทั้งยังเป็นถึงมือปราบที่คนในเมืองหลวงต่างก็นับหน้าถือตา มีหญิงสาวจากตระกูลใดบ้างในเมืองหลวงไม่ชมชอบในตัวท่าน ทว่าข้า....”
“เขาคือผู้ใด บุรุษผู้นั้น..” ถานเจียงยังคงมั่นใจว่านางปฏิเสธ เพราะนางมีคนที่นางรักชอบอยู่ก่อนแล้ว มิเช่นนั้นมือปราบที่หญิงสาวทุกคนในเมืองหลวงต่างก็หมายปองอย่างเขา มีหรือที่นางจะปฏิเสธ
“เขาเป็นเพียงคนธรรมดาผู้หนึ่ง ข้าบอกท่านไม่ได้เพราะเรื่องนี้แม้แต่ท่านพ่อเองก็ไม่รู้” ซูฉิงเยี่ยนได้แต่กัดฟันโกหกออกไป “ข้าขอร้อง ท่านอย่าบอกท่านพ่อเรื่องนี้ได้หรือไม่ ข้าไม่อยากให้เขาเดือดร้อน” ซูฉิงเยี่ยนมองเขาด้วยแววตาขอร้อง
มองแววตาของซูฉิงเยี่ยนแล้วทำให้ถานเจียงได้แต่ข่มความโกรธกรุ่น เขาชอบนาง...ไม่สิ...เขารักนาง รักตั้งแต่ครั้งแรกที่พบนางแล้ว ทว่าตอนนี้นางกลับปฏิเสธเขา ทั้งยังบอกว่านางมีคนรักอยู่แล้ว เขารู้สึกแน่นที่หน้าอกคล้ายกำลังหายใจไม่ออก ความรู้สึกที่ประดังประเดเข้ามาในใจทำให้เขากำมือแน่นเข้า
“ข้าขอเวลาคิดสักหน่อยเถิด เรื่องนี้ไม่ใช่ข้าผู้เดียวจะสามารถยกเลิกได้ เพราะท่านซูได้ไปตกลงกับท่านพ่อที่จวนเมื่อวานเรื่องของหมั้น” ถานเจียงเอ่ยเสียงเย็น
เขายกซูเหวิ่นขึ้นมาอ้าง เพราะรู้ดีว่านางไม่อาจปฏิเสธความต้องการของผู้เป็นบิดาแน่นอน
“ท่าน...ท่านพ่อ”
ซึ่งก็ได้ผลซูฉิงเยี่ยนหน้าซีด ไหล่เล็กลู่ลงคล้ายคนหมดแรง นางไม่คาดว่าบิดาของตนจะใจร้อนเช่นนี้ เรื่องของหมั้นและฤกษ์ต่างๆ ตามธรรมเนียมแล้ว จะมีแม่สื่อหรือไม่ก็ผู้ใหญ่ของฝ่ายชายมาตกลงกันที่บ้านของฝ่ายหญิง ทว่าบิดาของนางถึงกับไปที่ตระกูลถานด้วยตัวเอง…
ภาพที่ถานเจียงมองส่งรถม้าที่วิ่งออกไปด้วยสายตาสับสนระคนเจ็บปวด ทำให้หนึ่งในบุรุษรูปงามทั้งสองเลิกคิ้วมองด้วยความประหลาดใจ
ห้องพิเศษของพวกเขาอยู่ตรงกลางระหว่างห้องที่ซูฉิงเยี่ยนกับถานเจียงนั่งสนทนากัน และอีกห้องเป็นห้องที่หม่าหลิงฟู่กับสหายกำลังร่ำสุรากันอยู่
ดังนั้นบทสนทนาเมื่อครู่แม้จะเบา แต่พวกเขาก็ได้ยินทั้งหมด
ห้องพิเศษดังกล่าวนี้สร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียว นั่นก็คือการรวบรวมข่าวสาร เรื่องลับๆ ของขุนนาง รวมไปถึงข่าวซุบซิบต่างๆ ในเมืองหลวง
ผู้ดูแลหอซุนฮวาแห่งนี้เพิ่งจะคบหากันเยี่ยงมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับเยวี่ยเสียนเฉิง ทำให้บุรุษทั้งสองได้รับความร่วมมือด้วยดี
เยวี่ยเสียนเฉิงกลอกตาขึ้นลง ตามนิ้วเรียวยาวของเยวี่ยเทียนฉีที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม อีกฝ่ายกำลังขยับตะเกียบคีบอาหารเชื่องช้า คล้ายไม่เคยตั้งอกตั้งใจทำอะไรเช่นนี้มาก่อน เขาถอนหายใจก่อนจะยกมือขึ้นกดหัวคิ้ว
ที่จริงวันนี้เขาตั้งใจชวนเยวี่ยเทียนฉีมาสืบความเป็นไปของรัชทายาท เนื่องจากเขาซื้อข่าวสำคัญมาจากสหายชาวยุทธ์ซึ่งเป็นผู้ดูแลหอซุนฮวาว่าหม่าหลิงฟู่ เผิงอู่กวน กู่เซียว และถานเจียงนัดพบกันที่นี่
ที่สำคัญไปกว่านั้น การนัดพบกันครั้งนี้พวกเขาคล้ายกำลังรอคนผู้หนึ่งอยู่ เขาคาดหวังเต็มที่ว่าจะได้เบาะแสอะไรเกี่ยวกับแผนการของรัชทายาทบ้าง ทว่านั่งรออยู่ครึ่งชั่วยามแล้ว กลับได้ยินเพียงความไร้มารยาทของคนหลายคน
เขาสู้อุตส่าห์หาเรื่องสนทนาขึ้นมาแก้เบื่อ ทั้งยังชี้ชวนให้เยวี่ยเทียนฉีหันไปสนใจว่าที่เจ้าสาวของถานเจียง ก่อนจะแปลกใจที่เห็นใบหน้าเคร่งขรึมของฝ่ายหญิง แม้ว่านางจะพยายามรักษาสีหน้าให้เยือกเย็น ทว่ามองปราดเดียวก็รู้ว่านางไม่ได้รู้สึกชอบพอในตัวถานเจียงแม้แต่น้อย
“แม่นางตระกูลซูผู้นี้น่าสนใจยิ่ง นางไม่มีท่าทีหวั่นไหวให้บุรุษเพียบพร้อมอย่างถานเจียงแม้แต่น้อย หายากยิ่ง”
“อืม” เยวี่ยเทียนฉีรับคำในลำคอ ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งเฉยทั้งเอาแต่มองไปยังอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า
“ท่านหิวมากหรือ” เยวี่ยเสียนเฉิงประชด
“อืม”
“เช่นนั้นก็กินเยอะๆ” เยวี่ยเสียนเฉิงถลึงตาใส่เยวี่ยเทียนฉีที่ยังคงมีสีหน้าราบเรียบ
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะขยับตะเกียบเพื่อลงมือคีบหน่อไม้หวาน บทสนทนาจากห้องข้างๆ ก็เริ่มหลังการมาถึงของบุรุษผู้หนึ่ง
เสียงของคนผู้นั้นทำให้มือที่กำลังจับตะเกียบของเยวี่ยเทียนฉีชะงัก
“ข้าไม่ได้มาสายกระมัง” หยางเหอซีเอ่ยถามบุรุษในห้องด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เลยเจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ากำลังรออยู่ มาข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก....” หม่าหลิงฟู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทั้งยังแนะนำสหายของตนที่นั่งอยู่ในห้องให้หยางเหอซีได้รู้จัก
ในระหว่างนั้นเยวี่ยเสียนเฉิงกำลังตั้งใจฟัง เขาจึงไม่ได้เห็นดวงตาคมที่ไหววูบไปครู่หนึ่งของเยวี่ยเทียนฉี คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยมีเพียงรอยยิ้มอยู่เสมอ มาตอนนี้กลับฉายแววสับสนครุ่นคิด