บทที่ 1.7
เขารู้สึกชอบพอท่าทีเยือกเย็นของนาง ทั้งยังบอกกับตัวเองทันทีว่าเขาจะแต่งนางเป็นฮูหยินให้ได้ และหลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนเขาก็กำลังจะสมหวัง
“เยี่ยนเอ๋อร์”
“มือปราบถาน” ซูฉิงเยี่ยนย่อกายลงคารวะ ใบหน้านวลเนียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“มาทำธุระแถวนี้หรือ”
“เจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นให้ข้าไปเป็นเพื่อนเถิด”
“เกรงว่าจะเป็นการรบกวน ข้ายังต้องไปทำธุระให้ท่านพ่ออีกหลายที่ ดังนั้นไม่อาจรบกวนท่านมือปราบ” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยด้วยท่าทีสุภาพ
“วันนี้ข้าว่างจึงไม่ได้เป็นการรบกวนแต่อย่างใด ข้าเต็มใจ ทั้งยังต้องการพูดคุยกับเจ้าด้วย เพราะถึงอย่างไรเดือนหน้าก็จะถึงวันมงคลของเราแล้ว”
“มือปราบถาน...”
“เรียกข้าว่าพี่เจียง เรามิใช่คนอื่นคนไกล” ถานเจียงเอ่ยทั้งยังยิ้มละไมทว่าคนฟังกลับขมวดคิ้ว
“อย่าปฏิเสธเลยนะ เราสองคนควรจะทำความคุ้นเคยกันให้มากกว่านี้ ให้ข้าได้คุยกับเจ้าสักครู่เถิด” ถานเจียงยังคงพยายามอย่างไม่ยอมแพ้
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าเองก็สมควรสนทนากับท่านให้ชัดเจนเช่นกัน”
ได้ยินนางเอ่ยเช่นนั้น ถานเจียงอดที่จะร้อนรนขึ้นมาไม่ได้ เขากังวลว่านางจะถือเรื่องที่เขามีอนุอยู่ก่อนแล้ว ทว่าจะอย่างไรเขาก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินเอก และตั้งใจจะให้อำนาจนางเหนืออนุของเขาทุกคน ดังนั้นเขาจึงคิดที่จะฉวยโอกาสนี้อธิบายให้นางเข้าใจว่าเป็นมารดาเขาเองที่เสนอให้เขารับอนุก่อนแต่งงาน เนื่องจากพวกนางเป็นญาติของแม่นมของผู้เป็นมารดาที่นำมาฝากฝังไว้ก่อนสิ้นใจ
“หากไม่รังเกียจ ข้ามากับสหายสามคนพวกเขานั่งอยู่ชั้นสองของหอซุนฮวานี่เอง ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก” เอ่ยแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองสหายที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว
ซูฉิงเยี่ยนเงยหน้ามองไปยังชั้นสองของหอซุนฮวา ใบหน้าที่เคร่งขรึมของนางยิ่งดูย่ำแย่กว่าเดิม เมื่อมองเห็นใบหน้าของสหายของเขาแต่ละคน
พวกเขามองนางด้วยสายตาแทะโลมอย่างโจ่งแจ้ง ไร้มารยาทของผู้ที่เจริญแล้วอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าต้องการสนทนากับท่านเพียงลำพัง เรื่องนี้สำคัญมาก” เมื่อดึงสายตากลับมาหาถานเจียง นางก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ราบเรียบที่สุด ไม่ให้เขารู้ว่านางกำลังอดกลั้นไม่ให้ตนก้าวเดินขึ้นรถม้ากลับจวน
“อ้อ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะให้พวกเขาจัดห้องอีกห้องก็แล้วกัน” ถานเจียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงยินดียิ่ง การได้พบกับนางในวันนี้ทำให้เขายินดีเป็นล้นพ้น จนลืมสังเกตสีหน้าของอีกฝ่ายไปสนิท
ซูฉิงเยี่ยนรู้สึกอึดอัดกับสายตาของถานเจียง เพราะมันสื่อความหมายออกมาอย่างโจ่งแจ้งว่าเขาชอบพอในตัวนาง
‘มิใช่ว่าเขาชอบพออยู่กับเย่เอ๋อร์หรอกหรือ’
ซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วรำพึงในใจ นางมิใช่เด็กสาวไร้เดียงสาเพราะสายตาเช่นนี้นางออกจะคุ้นชินอยู่บ้าง เนื่องจากนางต้องออกมาจัดการธุระของตระกูลเ สมอ จึงได้พบปะกับคุณชายตระกูลต่างๆ
หลายคนมักจะพยายามเกี้ยวพาราสีนางอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังใช้สายตาสื่อความนัยออกมาให้นางสนองตอบ ทว่าถึงตอนนี้นางก็ยังไม่เคยพานพบบุรุษที่ทำให้นางหวั่นไหวสักคน
“มือปราบถานเรื่องการแต่งงานของท่านกับข้า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะยกเลิก”
เมื่อขึ้นไปถึงห้องพิเศษที่อยู่บนชั้นสองของหอซุนฮวา ซูฉิงเยี่ยนไม่รอช้านางเอ่ยเข้าประเด็นทันที เพราะนางไม่อยากจะอยู่ตามลำพังกับถานเจียงนานนัก
“เจ้าว่าอะไรนะ ยกเลิกหรือ” ถานเจียงขมวดคิ้ว เขาทวนคำของนางเสียงแผ่วในหัวใจวูบไหวแปลกๆ
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าไม่เต็มใจหรือ หรือว่าเจ้าจะกังวลเรื่องอนุของข้า ข้าอธิบายได้นะ พวกนาง...”
“ไม่เกี่ยวกับพวกนางหรอกเจ้าค่ะ เรื่องนั้นข้าไม่อาจตำหนิท่าน เพราะบุรุษที่มีฐานะและตำแหน่งหน้าที่โดดเด่นย่อมเป็นธรรมดาที่ไม่อาจมีรักเดียว ข้าเข้าใจได้”
ถ้อยคำของนางกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าทุกช่างทิ่มแทงคนฟังให้ไม่สามารถหาถ้อยคำใดมาโต้แย้ง โดยไม่ให้ตนเองเสียหน้าได้
“แล้วทำไม”
“เพราะข้าไม่พร้อมที่จะออกเรือน ข้ายังอยากจะอยู่ดูแลท่านพ่อเช่นนี้ไปอีกสักพัก”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงเจ้าจะแต่งเข้าตระกูลถานไปแล้วเจ้าก็ยังกลับมาดูแลท่านซูได้เหมือนเดิม ดังนั้น...”
“นั่นไม่เหมือนกัน” ซูฉิงเยี่ยนส่ายหน้าด้วยความหนักใจ
“เจ้ารังเกียจข้าหรือ”
“มิใช่เจ้าค่ะ ข้าบอกได้เพียงข้ายังไม่อยากออกเรือนในตอนนี้ ดังนั้นหวังว่าท่านจะเห็นใจ ความจริงข้าได้อธิบายต่อท่านพ่อไปแล้ว แต่ท่านพ่อบอกว่าได้รับปากท่านเอาไว้แล้ว เกรงว่าจะเสียคำพูด ดังนั้น...”
“ดังนั้นเจ้าจึงจะให้ข้าเป็นฝ่ายยกเลิกหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“เจ้า...มิใช่ว่าเจ้ามีคนที่ชอบพออยู่แล้วหรือจึงปฏิเสธข้า”
“เอ่อ...” ซูฉิงเยี่ยนมองใบหน้าของถานเจียงแล้วขมวดคิ้ว ในหัวของนางกำลังครุ่นคิดเงียบๆ ว่าจะตอบเขาอย่างไรดี เพราะหากตอบว่าไม่มี เขาจะยินยอมช่วยนางยกเลิกงานมงคลครั้งนี้หรือไม่
แล้วหากนางตอบว่ามี เช่นนี้หากเขาถามว่าคือผู้ใดนางจะทำอย่างไร
“มือปราบถาน...น้องเย่เอ๋อร์น้องสาวของข้า นางหน้าตางดงามกิริยาอ่อนหวาน...”
“มีหรือไม่มีเยี่ยนเอ๋อร์” เขากำลังตกตะลึงเพียงเพราะรู้ว่านางไม่ได้ยินดีที่จะแต่งให้เขา