บทที่ 1.9
‘นานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้พบกัน...ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นจนกระทั่งวันนี้เขาเองก็จำไม่ได้’
หยางเหอซี สหายเก่า ทั้งยังเป็นสหายสนิทเพียงคนเดียวที่เขามอบความเชื่อใจ
ในตอนที่เขาคือเลี่ยงอ๋อง ผู้ซึ่งชื่อเสียงเรื่องความเป็นปราชญ์โด่งดังไปทั่วทั้งแคว้น ส่วนหยางเหอซีในตอนนั้นเป็นเพียงนายทหารเฝ้ายามหน้าประตูวังหลวง
ทว่าตอนนี้เล่าอีกฝ่ายเป็นถึงหัวหน้าราชองครักษ์ในวังหลวง เป็นคนของจักรพรรดิ ส่วนเขาเป็นเพียงบัณฑิตฉีผู้ที่แยกตัวออกมาอยู่เพียงลำพังอย่างสันโดษนอกเมืองหลวง
ไร้ลาภยศ ไร้ซึ่งบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงท่านอ๋องแต่ในนามที่นับวันผู้คนก็พากันลืมเลือน
ห้องข้างๆ เงียบเสียงลง เป็นสัญญาณว่าคนที่อยู่ในนั้นทั้งหมดได้จากไปแล้ว เยวี่ยเสียนเฉิงหันมามองสีหน้าเรียบเฉยของเยวี่ยเทียนฉี
เขาเพียงแต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทั้งยังส่งสายตาแทนคำถามมายังอีกฝ่าย คล้ายกำลังขอคำยืนยันว่าเขาไม่ได้เข้าใจผิด
“นั่นคือเขา เป็นเขาแน่ หัวหน้าราชองครักษ์วังหลวง หยางเหอซีผู้นั้น เจ้าเข้าใจไม่ผิดหรอก” เยวี่ยเทียนฉีพยักหน้าหลังจากที่ยกกาน้ำชาขึ้นช้าๆ แล้วรินลงไปในจอก
“เหตุใดราชองครักษ์ซึ่งเป็นคนของเสด็จพ่อ จึงนัดพบกับคนของรัชทายาทเล่า”
“ให้คนของเจ้าไปสืบดูว่าพวกเขารู้จักคุ้นเคยกันตั้งแต่เมื่อไร รู้จักกันได้อย่างไร เรื่องนี้ข้ามั่นใจว่าจักรพรรดิไม่ทรงทราบแน่นอน หัวหน้าราชองครักษ์ที่มีหน้าที่อารักขาองค์จักรพรรดิสมควรจะอยู่ให้ห่างจากรัชทายาทที่สุด ทว่าตอนนี้กลับแอบนัดพบกัน”
หลังจากได้ฟังบทสนทนาที่ดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ทว่าเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเตรียมการมาอย่างดี จึงไม่มีสิ่งใดหลุดรอดออกมาให้ได้ยิน กระนั้นพวกเขาก็รู้ว่าหม่าหลิงฟู่รับหน้าที่ส่งมอบบางอย่างให้หยางเหอซี
“หากพวกเขาบริสุทธิ์ใจ ไยจึงจองห้องสองห้องแล้วรอโอกาสเหมาะค่อยเดินจากอีกห้องมายังอีกห้อง” เยวี่ยเสียนเฉิงพึมพำเสียงเบาคล้ายเอ่ยกับตัวเอง
แน่นอนว่าทั้งสองได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้มาใหม่ เดินออกมาจากห้องพิเศษที่อยู่อีกฟาก ก่อนที่จะเดินเลี้ยวเข้ามายังห้องที่มีบุรุษทั้งสี่คนรออยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งในตอนออกไปยังตั้งใจออกไปกันคนละเวลา ซึ่งทิ้งช่วงไปนานพอสมควร ทำให้คนนอกที่ไม่สังเกตไม่มีทางรู้ว่าพวกเขานัดพบกัน
“ต่อจากนี้เจ้าจะต้องระวังให้มาก หยางเหอซีผู้นี้มิใช่รับมือได้โดยง่าย ไม่ว่ารัชทายาทจะวางแผนใดอยู่ หากหยางเหอซีให้ความร่วมมือ แสดงว่าเขาจะต้องได้รับผลประโยชน์มหาศาล สิ่งที่หม่าหลิงฟู่มอบให้หยางเหอซีวันนี้ เราต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร เป็นถึงคนสนิทที่จักรพรรดิทรงไว้วางพระทัย เขายังจะต้องการสิ่งใดไปมากกว่าลาภยศที่เขามีอยู่ตอนนี้...”
เยวี่ยเทียนฉีพึมพำประโยคหลังกับตัวเอง ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียดขึ้นนับตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามายังหอซุนฮวา
สายฝนที่เทกระหน่ำลงมากะทันหัน ทำให้กลุ่มคนที่กำลังเดินทางอยู่บนถนนรีบวิ่งหาที่หลบ นอกกำแพงเมืองที่อยู่ห่างออกมาหลายลี้เช่นนี้ สถานที่เดียวที่พอจะใช้หลบฝนได้ก็คือ ‘ศาลาหลิวชิง’ ศาลาหกเหลี่ยมหลังน้อยที่ตั้งอยู่ริมบึงขนาดใหญ่
ตัวศาลาถูกสร้างขึ้นเหนือน้ำห่างจากฝั่งเล็กน้อย โดยมีสะพานยื่นออกไปเพื่อเชื่อมตัวศาลาเข้ากับฝั่ง
ที่ถูกเรียกว่า ‘ศาลาหลิวชิง’ ก็เพราะในอดีตหลิวชิงผู้ซึ่งมีฐานะเป็นมหาเสนาบดี กำลังเดินทางไปยังต่างเมือง เขาพบว่าบึงขนาดใหญ่แห่งนี้มีธรรมชาติที่สวยงามยิ่งนัก ทว่าเพราะมันคือทางผ่านเข้าสู่เมืองหลวง ผู้คนมากมายที่เพียงแค่ผ่านมาแล้วจากไป จึงไม่ได้สนใจจะชื่นชมความงดงามที่อยู่ตรงหน้า
อดีตมหาเสนาบดีแคว้นเยวี่ย จึงให้คนสร้างศาลาแห่งนี้ขึ้นมาด้วยทรัพย์ส่วนตัวของเขาเอง นอกจากจุดประสงค์ให้ผู้ที่เดินทางผ่านมาได้นั่งพัก และมีที่หลบแดดหลบฝนแล้ว ยังสามารถเพลิดเพลินกับการนั่งชมบุปผาไปด้วย
บึงแห่งนี้เป็นบึงบัวขนาดใหญ่ ตลอดทั้งปีดอกบัวหลายสายพันธุ์หลากสีสันต่างก็แข่งกันชูช่อ ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว
อีกทั้งฝั่งตรงข้ามของบึงขนาดใหญ่ ยังเป็นภูเขาสูงที่สามารถมองเห็นสีม่วงสลับกับสีขาวของดอกจื่อเว่ย ทำให้ผู้ที่เข้ามานั่งปฏิเสธไม่ได้ว่าที่นี่คือหนึ่งในสถานที่ที่งดงามที่สุด
“คุณหนูท่านเปียกหมดแล้ว ไม่คิดว่าอยู่ๆ ฝนจะตก หากนำรถม้ามา ท่านก็มิต้องเปียกฝน” ซวงเอ๋อร์พึมพำเสียงเบาในขณะที่มือก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยเช็ดไปทั่วตัวให้ผู้เป็นนาย
ที่ต้องพูดเสียงเบาก็เพราะตอนนี้ในศาลามีกลุ่มคนหลายกลุ่มเข้ามาหลบฝนอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าไม่เป็นไร” ซูฉิงเยี่ยนส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม นางเพิ่งจะกลับมาจากบ้านของอู๋หยิน อดีตแม่นมของนางที่ออกจากตระกูลซูเพราะเริ่มแก่ตัวลง
เกือบสี่ปีแล้วที่อู๋หยินออกจากจวนตระกูลซู เพื่อมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับบุตรชายที่ลงหลักปักฐานอยู่นอกเมือง หลังจากที่อยู่ดูแลซูฉิงเยี่ยนตั้งแต่แบเบาะกระทั่งนางปักปิ่นเข้าสู่วัยออกเรือนในวัยสิบห้าปี