บทที่ 1.4
“ท่านพ่อ...”
“พ่อตัดสินใจแล้ว หากว่าเจ้ายังเห็นพ่อเป็นพ่อก็จงเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเสีย”
“แต่ข้าไม่...”
“ถือว่าพ่อขอร้อง พ่อรับปากแม่สื่อไปแล้วว่าจะยกเจ้าให้มือปราบถาน ทำเพื่อพ่อสักครั้ง ในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูล เจ้าสมควรออกเรือนไปอย่างสมฐานะของตระกูลเรา ไม่เช่นนั้นพ่อจะถือว่าเจ้าไม่เห็นแก่หน้าพ่อ”
“แต่มือปราบถานชอบพออยู่กับเย่เอ๋อร์นะเจ้าคะ”
“อะไรนะ”
“เย่เอ๋อร์เป็นคนบอกข้าเอง นางชอบพออยู่กับมือปราบถาน ท่านจะยกข้าให้เขาเช่นนี้ไม่เป็นการทำร้ายจิตใจพวกเขาหรอกหรือเจ้าคะ อีกอย่างนั่นจะยิ่งเป็นการทำร้ายข้าด้วย แม่สื่อมาที่นี่อาจจะมาสู่ขอเย่เอ๋อร์ก็เป็นได้”
“เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ พ่อไม่เคยได้ยินเรื่องนี้เลย มือปราบถานไม่เคยเอ่ยถึงเย่เอ๋อร์เลยสักครั้ง ตรงกันข้ามเขาชื่นชมเจ้าทั้งยังเอ่ยถึงเจ้าบ่อยครั้ง”
“แต่ข้ากับเขาไม่เคยพบปะกันมาก่อนเลยสักครั้งนะเจ้าคะ”
“เขาเคยพบเจ้าแล้วในวันที่เขามาบ้านเรา”
“นั่นเป็นเพียงการพบกันเพียงผิวเผินเท่านั้น”
“ไม่ต้องพูดแล้ว พ่อตัดสินใจแล้วจะไม่พูดซ้ำอีก หากเจ้ายังเห็นว่าพ่อคือพ่อก็อย่าได้เอ่ยอะไรอีก โบราณว่าไว้อยู่บ้านเคารพเชื่อฟังบิดามารดา ออกเรือนเคารพเชื่อฟังสามี พ่อไม่เชื่อว่าแม่เจ้าจะไม่เคยสอนไว้ ในเมื่อเรื่องนี้พ่อบอกว่าต้องเป็นเจ้าก็ให้เป็นไปตามนั้น เดือนหน้าตระกูลถานจะยกเกี้ยวมารับเจ้า งานทุกอย่างที่เจ้ารับผิดชอบให้เปลี่ยนมือไปยังแม่รองของเจ้า ส่วนเจ้าก็เตรียมตัวเป็นเจ้าสาว ให้เป็นไปตามนี้” พูดจบซูเหวิ่นก็รีบเดินจากไปทันที
ซูฉิงเยี่ยนได้แต่นิ่งฟัง เนื่องเพราะบิดาอ้างถึงมารดาที่สิ้นใจไปต่อหน้านาง ทั้งยังใช้น้ำเสียงคล้ายตำหนิไปถึงมารดาของนาง เรื่องที่นางไม่เชื่อฟังและยินยอมออกเรือนไปโดยดี เขาอ้างถึงหลักคำสอนของคนโบราณ ทว่าเขาเองกลับตั้งใจมองข้ามคำมั่นของตนเองว่ารับปากมารดาของนาง
ตอนนี้ซูฉิงเยี่ยนได้แต่กระวนกระวาย นางจะทำเช่นไรดี หากไม่ยินยอมนางก็จะกลายเป็นลูกอกตัญญูที่ไม่เชื่อฟังบิดา แต่หากยินยอมแต่งออกไปตามที่บิดาต้องการ ชีวิตของนางเองก็จะไม่มีวันเป็นสุขไปตลอด
ไม่ต้องล่วงรู้อนาคต ก็สามารถมองเห็นเรื่องราววุ่นๆ ที่จะตามมา หลังจากที่แต่งเข้าไปในตระกูลถานอย่างชัดเจน ตัวอย่างที่นางเห็นก็ไม่ได้ไกลตัวเลย เพราะบิดานางมีอนุถึงสามคน
คนแรกก็คือลี่หงเย่มารดาของซูรุ่ยเย่
คนที่สองคือเหอเสาเย่า ซึ่งตอนนี้กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่อยู่ต่างเมือง
คนที่สามก็คือหม่าชิงถิง ที่ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์กำลังจะคลอด
ซูฉิงเยี่ยนได้แต่ขมวดคิ้วครุ่นคิด นางยังไม่อยากออกเรือน ไม่อยากแต่งให้ถานเจียง ทั้งชีวิตนี้ความฝันเดียวของนาง คืออยากจะแต่งให้กับคนธรรมดาที่มีชีวิตเรียบง่ายสักคน คนที่สามารถดูแลนางได้ในยามทุกข์ยาก
นางอยากมีชีวิตราบรื่น ไม่ต้องมีเรื่องให้ปวดใจทุกวันอย่างมารดา ทว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เสียแล้ว
“ซวงเอ๋อร์”
“เจ้าคะคุณหนู”
“ข้าอยากไปไหว้พระที่วัดหยุ่นเหอนอกเมือง เจ้าไปบอกให้บ่าวเตรียมรถม้าให้ข้าที” ซูฉิงเยี่ยนเดินกลับเข้ามายังเรือนของตน
ความรู้สึกกดดันในใจของนางเพิ่มพูนหนักอึ้ง ในใจคิดถึงมารดาเหลือเกินเพราะตอนนี้รู้สึกคล้ายไร้ที่พึ่งพิง
บิดาไม่ฟัง และไม่สนใจความต้องการของนาง ทั้งยังตั้งใจบีบบังคับให้นางออกเรือน
นางจะไม่ทำตามก็ไม่ได้ เพราะหากให้นางฝ่าฝืนคำสั่งสอนไม่เชื่อฟังบิดา กระทั่งปล่อยให้ผู้คนติฉินมาถึงผู้เป็นมารดาที่ล่วงลับ
เรื่องเช่นนั้น...นางทำไม่ได้
วัดหยุ่นเหอนอกกำแพงเมืองหลวงคือสถานที่ซึ่งถงฉิงลี่ชอบมาไหว้พระบ่อยๆ มองไปรอบๆ ที่นี่เต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็กที่งดงามที่ซูฉิงเยี่ยนไม่มีวันลืม
มารดาของนางมักจะมีรอยยิ้ม ในขณะที่มาไหว้พระที่นี่ นั่นเพราะวัดหยุ่นเหอคือสถานที่ซึ่งบิดามารดาของนางพบกันครั้งแรก
ทั้งสองตกหลุมรักซึ่งกันและกัน โดยมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นชอบ ทว่าหลังจากแต่งงานกันมารดาของนางก็ต้องชอกช้ำ เมื่อครั้งหนึ่งบิดากลับมาถึงบ้านพร้อมลี่หงเย่ เขาบอกว่าจะรับลี่หงเย่เป็นอนุเพราะอีกฝ่ายกำลังตั้งครรภ์
...ในตอนนั้นซูฉิงเยี่ยนเพิ่งจะอายุครบเดือน
หลังจากมีอนุคนแรก คนที่สอง คนที่สามก็ตามเข้ามา
มารดาของนางจำต้องกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ปริปาก นางต้องทนมองมารดาเจ็บช้ำอยู่นานกระทั่งสิ้นใจ ตอนนี้กลัวแต่ว่าตัวนางเองก็คงหนีไม่พ้นชะตาเดียวกันเป็นแน่
ใต้ต้นหูกวางริมลำธารข้างวัดหยุ่นเหอ ซูฉิงเยี่ยนหยุดเดินแล้วมองเหม่อไปข้างหน้า ซวงเอ๋อร์ผู้เป็นสาวใช้ได้แต่มองผู้เป็นนายด้วยความเห็นใจ แต่ก็ไม่กล้าปลอบด้วยเพราะตัวนางนั้นเป็นเพียงสาวใช้ต้นห้อง
“คุณหนูท่านกระหายหรือไม่เจ้าคะ ได้ยินมาว่าน้ำสระมรกตของวัดหยุ่นเหอ พอดื่มแล้วช่วยให้ชุ่มคอ ทั้งยังเป็นสิริมงคล ท่านเองก็ไม่ได้ดื่มนานแล้ว ข้าน้อยจะไปนำมาให้นะเจ้าคะ”
