บทที่ 1.2
“ข้าก็ได้แต่หวังว่าการแต่งงานครั้งนี้จะคุ้มค่า หากเรื่องนี้สร้างความแตกแยกขึ้น สงครามในราชสำนักไม่ว่ายุคสมัยใด ต่างต้องเกิดการสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น ข้าไม่อยากจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุของการสูญเสีย” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ
ความจริงไม่ใช่ว่าเยวี่ยเทียนฉีไม่สงสัยในเรื่องนี้ แต่เขาไม่อยากคาดเดาการกระทำของจักรพรรดิ
จริงอยู่ว่าในอดีตเขาเลือกที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของราชสำนัก แต่เรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวพันมาถึงเยวี่ยเสียนเฉิง หากเกิดอะไรขึ้นมีหรือที่เยวี่ยหย่งเต๋อจะไม่รู้ว่าเขาต้องสอดมือแน่
คิดๆ ดูแล้วเยวี่ยหย่งเต๋อคล้ายตั้งใจเปิดกระดานหมากทั้งยังให้เขาเป็นผู้เริ่มเดินก่อน ตอนนี้เขาคาดเดาไม่ถูกเลยว่าจะต้องเริ่มวางหมากจากตรงไหน เพราะเขาไม่รู้จุดประสงค์ของเยวี่ยหย่งเต๋อ
สิ่งที่เขารู้ที่แน่ชัดแล้วในใจก็คือ จักรพรรดิผู้ซึ่งเป็นพระเชษฐาของเขา ประสงค์ที่จะดึงเขากลับเข้าราชสำนัก
เสียงเอะอะซึ่งดังขึ้นหน้าเรือนทำให้ซูฉิงเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมาจากผ้าปักลายผีเสื้อ นางตั้งใจจะปักผ้าผืนนี้เพื่อให้เป็นของขวัญแก่หม่าชิงถิง ฮูหยินคนที่สามของผู้เป็นบิดา
หม่าชิงถิงกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอด หมอตำแยบอกว่าเด็กในครรภ์คือเด็กผู้หญิงแน่นอน ดูจากลักษณะของหม่าชิงถิงที่ดูอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล ทั้งยังดูสะอาดสะอ้าน
“ซวงเอ๋อร์ เสียงใครเอะอะอยู่หน้าเรือน” ซูฉิงเยี่ยนก้าวออกมายังหน้าประตูและพบว่าสาวใช้ของนางกำลังวิ่งเข้ามาพอดี
“เป็นคุณหนูรองเจ้าค่ะ นางจะให้ท่านออกไปพบให้ได้”
“แล้วทำไมนางจึงไม่เข้ามาเล่า”
“ข้าน้อยก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ” ซวงเอ๋อร์ส่ายหน้าทั้งที่ในใจนั้นรู้ดี
‘ซูรุ่ยเย่’ คุณหนูรองตระกูลซู หวาดกลัวการเข้ามายังเรือนบุปผาของซูฉิงเยี่ยนเป็นที่สุด สาเหตุก็เพราะถงฉิงลี่มารดาของซูฉิงเยี่ยน ซึ่งมีฐานะฮูหยินใหญ่ของคฤหาสน์เพิ่งจะสิ้นใจได้ไม่นาน
ตอนนี้บ่าวไพร่ต่างก็ร่ำลือว่าวิญญาณของนางยังคงวนเวียนอยู่ข้างกายบุตรสาวด้วยความห่วงใย ผู้ที่โวยวายว่าเห็นเป็นคนแรกก็คือซูรุ่ยเย่กับลี่หงเย่ผู้เป็นมารดา พวกนางทั้งสองพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในบ้าน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าคงหวาดกลัวมากว่าผู้ใด
ถึงอย่างนั้นไม่ว่าจะพยายามอย่างไร เรื่องราวภายในบ้านก็ยังคงมีเพียงซูฉิงเยี่ยนที่มีสิทธิ์จัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของทุกคน หรือแม้กระทั่งเรื่องใหญ่น้อยที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ ซึ่งเรื่องนี้ซูเหวิ่นก็เห็นด้วยและไม่เคยเข้ามาก้าวก่าย
ร้อนไปถึงลี่หงเย่ที่ต้องการเป็นใหญ่ในบ้าน ดังนั้นเมื่อถานลู่ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้ากรมราชทัณฑ์ ส่งแม่สื่อมาที่คฤหาสน์เพื่อทาบทามสู่ขอ ลี่หงเย่เห็นเป็นโอกาสเหมาะที่ตนจะได้รับช่วงในการดูแลทรัพย์สินของตระกูลซู
ลี่หงเย่ยุยงให้ซูเหวิ่นตบปากรับคำ ซึ่งเรื่องนี้ซูเหวิ่นเองก็เห็นด้วยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การแต่งงานครั้งนี้เขาพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถานเจียงนั้นยังหนุ่มยังแน่น ทั้งยังเป็นมือปราบที่สร้างผลงานไม่น้อย อนาคตข้างหน้าอาจจะได้ขึ้นเป็นขุนนางใหญ่
บิดาของถานเจียงเป็นถึงเจ้ากรมราชทัณฑ์ หากบุตรสาวของเขาแต่งให้ถานเจียง เขาซึ่งเป็นบิดาของนางก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วย
ตระกูลถานกับตระกูลซูสองตระกูลคบหากันมานาน นับตั้งแต่ตอนที่ซูเหวิ่นยังคงเป็นมือปราบของราชสำนัก ก่อนที่เขาจะเกษียณอายุออกมาเพราะสุขภาพไม่เอื้ออำนวย
ตัวถานเจียงเองก็มีตำแหน่งเป็นมือปราบของราชสำนักเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงเคารพนับถือในตัวซูเหวิ่นมาโดยตลอด หากสองตระกูลเกี่ยวดองกัน แน่นอนอยู่แล้วว่าตระกูลซูย่อมสามารถเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง
หลังจากตกลงกับแม่สื่อ ลี่หงเย่ไม่คาดว่าบุตรสาวของตนจะโวยวายอย่างเอาเป็นเอาตาย นางเพิ่งจะรู้ว่าบุตรสาวพอใจในตัวมือปราบถาน
หากรู้เช่นนี้เปลี่ยนเจ้าสาวเป็นบุตรสาวของนางแทน นางก็จะมีหน้ามีตาเพราะมีบุตรเขยเป็นถึงขุนนาง ทว่ามาคิดได้ตอนนี้ก็ดูจะสายไปแล้ว เพราะซูเหวิ่นยืนยันว่าจะให้ซูฉิงเยี่ยนแต่งเข้าตระกูลถาน
เมื่อโวยวายกับมารดาไม่ได้ผล และก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยเรื่องนี้กับบิดา ซูรุ่ยเย่จึงหันมาโวยวายเอากับซูฉิงเยี่ยนผู้เป็นพี่สาวต่างมารดาแทน และนี่คือต้นเหตุของเสียงกรีดร้องด่าทอที่ดังอยู่หน้าเรือนบุปผาของซูฉิงเยี่ยน
“มีเรื่องอะไรกัน” ซูฉิงเยี่ยนเอ่ยถามเมื่อได้ยินเสียงซูรุ่ยเย่ด่าทอบ่าวไพร่ดังลั่น “เย่เอ๋อร์ เจ้ามาตะโกนเสียงดังหน้าเรือนมีเรื่องด่วนอันใดหรือ หากมีเรื่องด่วนไยไม่เข้าไปข้างใน”
ซูฉิงเยี่ยนขมวดคิ้วมองผู้เป็นน้องสาว
“ท่านเลิกเสแสร้งเสียที ท่านรู้ทั้งรู้ว่าข้าชอบพอมือปราบถาน ไยท่านต้องแย่งเขาไปจากข้า ทำไมต้องเป็นท่านที่ได้ครอบครองสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ ข้าเองก็เป็นบุตรสาวท่านพ่อ เป็นคุณหนูตระกูลซู แต่ทำไมคนที่ได้รับสิ่งดีๆ มีเพียงท่าน ทำไม!” ซูรุ่ยเย่ตะเบ็งเสียงออกมาด้วยความโกรธแค้น
นางเป็นบุตรสาวของฮูหยินรอง กระทั่งบ่าวไพร่ในบ้านต่างก็มองข้าม บิดารักนางน้อยกว่าซูฉิงเยี่ยน ทั้งยังวางใจให้ผู้เป็นพี่สาวดูแลทุกอย่างในบ้าน แม้แต่การใช้จ่ายของนาง บิดาก็มอบอำนาจเต็มที่ให้ซูฉิงเยี่ยนเป็นคนดูแล นางอยากจะตัดชุดใหม่แต่ละครั้ง ก็ต้องอ้างเหตุผลร้อยแปด ผิดกับซูฉิงเยี่ยนที่มีถงฉิงลี่เป็นมารดา ทั้งยังเป็นฮูหยินใหญ่ของตระกูลซู
