บทที่ 1.1
“ เงื่อนรักถักทอประสานใจ แฝงนัยความรักไม่เสื่อมคลาย
ไม่พานพบเพียงหนึ่งเดียวดังใจหมาย มิขอผูกพันผู้ใดไปจนตาย”
แคว้นเยวี่ย รัชสมัยองค์จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อ บัดนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาเชื่อสัมพันธไมตรี เนื่องจากแคว้นฉินส่งสาส์นมาขอกระชับสัมพันธไมตรีผ่านการเสกสมรส
องค์หญิงฉินหยูเฟยทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเสกสมรสกับองค์ชายรองเยวี่ยเสียนเฉิง ยังความประหลาดใจมาสู่ผู้คนแคว้นเยวี่ย เพราะต่างคาดหมายว่าจะทรงหมายพระทัยในรัชทายาทเยวี่ยหย่งเสียง
จักรพรรดิเยวี่ยหย่งเต๋อทรงเล็งเห็นแล้วว่าการเสกสมรสนี้น่าจะนำมาซึ่งความสุขสงบจากสงคราม จึงโปรดให้มีการเสกสมรสครั้งนี้ขึ้น
“ท่านคิดเช่นไรกับสมรสพระราชทานครั้งนี้” เยวี่ยเสียนเฉิงถือเบ็ดตกปลาด้วยท่าทีมั่นคงแน่วแน่ บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่ใจเย็นสุขุมและมั่นคงได้เป็นอย่างดี
ใบหน้าคมสันหล่อเหลา ดูสง่างาม องอาจ เต็มไปด้วยราศีแห่งความสูงศักดิ์ แม้เขาจะสวมเพียงชุดสีน้ำเงินเข้ม ที่ตัดเย็บด้วยผ้าหยาบๆ อย่างคนธรรมดาสามัญ
“งานมงคลถือเป็นเรื่องดี ไยเจ้าต้องเป็นกังวล” เยวี่ยเทียนฉีตอบกลับด้วยนำเสียงเฉื่อยชา ดวงตาทั้งสองจ้องมองไปยังทะเลสาบที่อยู่ตรงหน้า มือทั้งสองประสานกันวางอยู่บนตัก ชุดที่เขาสวมเป็นเพียงผ้าฝ้ายสีเทา แต่ผู้คนที่พบเขาก็ยินดีที่จะมองข้ามมันไป เพราะถูกความหล่อเหลาของเขาดึงดูด จนทำให้ไม่อาจมองเห็นข้อบกพร่องใดๆ
แผ่นหลังกว้างพิงกับต้นหลิวริมทะเลสาบ ด้วยอากัปกิริยาผ่อนคลาย ใบหน้าหล่อเหลาที่มีความคล้ายคลึงกันหลายส่วนของทั้งสอง ทำให้ดูออกว่ามีความเกี่ยวพันกันทางสายเลือดแน่นอน
“หากงานมงคลเป็นเรื่องดีจริงอย่างที่ท่านว่า ไยท่านจึงไม่แต่งงานเสียทีเล่า ท่านเองก็อายุมากกว่าข้าตั้งสามปีมิใช่หรือ” เยวี่ยเสียนเฉิงเลิกคิ้วขึ้น แล้วหันหน้ามามองบุรุษผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของเขา
เยวี่ยเทียนฉีอายุยี่สิบห้า ในขณะที่เขาอายุยี่สิบสอง ด้วยอายุที่ห่างกันไม่มาก อีกทั้งเขาและเยวี่ยเทียนฉีต่างก็ถูกเลี้ยงดูมาโดยพระพันปีหลวง ทำให้ทั้งสองเป็นดังสหายที่รู้ใจกัน เรียกได้ว่าแค่มองตาก็สามารถรู้ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร
ในปีที่เยวี่ยหย่งเต๋อขึ้นครองราชย์ พระพันปีหลวงและเยวี่ยเทียนฉีผู้เป็นพระอนุชา ต่างก็ละฐานันดรและออกมาจากวังหลวง
แม้ว่าเยวี่ยหย่งเต๋อยังให้เขาคงไว้ซึ่งฐานะ ‘เลี่ยงอ๋อง’ พร้อมกับพระราชทานตำหนักหยางจื้อซึ่งตั้งอยู่นอกวังหลวงให้ แต่เยวี่ยเทียนฉีหาได้ใส่ใจไม่ เพราะระหว่างนั้นเขาได้เข้าไปพัวพันเป็นเรื่องอื้อฉาวทั่วทั้งเมืองหลวงขึ้น
หลังเกิดเรื่องชายหนุ่มตัดสินใจออกมาอยู่ที่คฤหาสน์เล็กๆ นอกเมืองหลวงโดยไม่เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ว่าพระพันปีจะทรงเอ่ยถามด้วยพระองค์เองก็ตาม เขาปล่อยให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงซุบซิบนินทาว่าพระอนุชาขององค์จักรพรรดิ ถึงกับลักลอบเป็นชู้และหนีไปกับฮูหยินของผู้อื่น โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาอาศัยอยู่เพียงลำพังที่คฤหาสน์นอกเมืองหลวง หาใช่หนีไปกับสตรีใดไม่
ปีนั้นเยวี่ยเสียนเฉิงต้องการรู้ถึงเหตุผลที่เยวี่ยเทียนฉีต้องออกจากวังหลวง ทว่าจนแล้วจนรอดทั้งองค์จักรพรรดิ พระพันปีหลวง และเยวี่ยเทียนฉี ทั้งสามกลับไม่มีผู้ใดพูดอะไรออกมา เพียงกล่าวว่าทุกอย่างได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
“เสด็จอา”
“อย่าเรียกข้าเช่นนั้น ตอนนี้ข้าคือ ‘ฉีเทียน’ บัณฑิตธรรมดาคนหนึ่ง และข้าพอใจที่จะให้เป็นเช่นนั้น” เยวี่ยเทียนฉีหลับตาลง คล้ายไม่อยากจะเอ่ยอะไรมากไปกว่านี้
“ข้าไม่ได้จะเอ่ยถามถึงเรื่องในอดีต ข้าเพียงอยากจะปรึกษาท่านเกี่ยวกับงานเสกสมรสครั้งนี้เท่านั้น องค์หญิงแคว้นฉินทรงตัดสินพระทัยเลือกข้า มันไม่สมเหตุสมผลเลย ได้ยินมาว่าองค์หญิงใหญ่แคว้นฉินทั้งเย่อหยิ่งและไม่ยอมลงให้ผู้ใด หากเป็นดังคำร่ำลือนางก็น่าจะทรงเลือกรัชทายาท ท่านว่าเรื่องนี้ไม่น่าสงสัยหรอกหรือ มีใครบ้างไม่มองว่าหากข้าได้เป็นราชบุตรเขยแคว้นฉิน อาจทำให้รัชทายาททรงหวาดระแวง” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ
“แล้วเจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือไม่ เรื่องการก่อกบฏ”
“เฮ้อ” เยวี่ยเสียนเฉิงถอนหายใจ “หากข้าเลือกได้ข้าอยากจะมาอยู่ที่นี่ อยู่นอกวังหลวงกับท่าน กับเสด็จย่า ไยข้าต้องดิ้นรนไขว่คว้าในสิ่งที่ผู้อื่นไม่ได้อยากจะหยิบยื่นให้เล่า”
“ผู้อื่นที่เจ้าหมายถึง ไม่ได้หมายถึงองค์จักรพรรดิกระมัง”
เยวี่ยเสียนเฉิงปรายตามามองเยวี่ยเทียนฉีเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง เขาไม่ได้พูดอะไรออกมานั่นก็คือการยอมรับกรายๆ นั่นเอง
“อย่ากังวลไปเลย หากรัชทายาทปรีชาเหตุใดต้องทรงหวาดระแวงในตัวผู้อื่น” เยวี่ยเทียนฉีเอ่ยทั้งที่ตาทั้งสองข้างยังคงปิดสนิท
“ท่านก็พูดได้ ท่านอยู่นอกวังหลวง” เยวี่ยเสียนเฉิงวางคันเบ็ดลงในที่สุด เขาหันกายมามองเยวี่ยเทียนฉีดวงตามั่นคง “ท่านอา”
เยวี่ยเทียนฉีลืมตาขึ้นในที่สุด ไม่บ่อยที่เยวี่ยเสียนเฉิงจะเรียกเขาเช่นนี้
“งานเสกสมรสนี้เป็นสมรสพระราชทาน ถึงไม่อยากแต่งเจ้าก็มิอาจปฏิเสธ เรื่องยังไม่เกิดเจ้าก็อย่ากังวลไปเลย เรื่องรัชทายาทนั้นแม้ไม่มีเรื่องนี้ เขาก็ยังหวาดระแวงในตัวเจ้าและองค์ชายทั้งหลายอยู่ดี จักรพรรดิทรงตัดสินพระทัยไปแล้วว่าสมควรเป็นเจ้า ก็แสดงว่าทรงมีเหตุผลของพระองค์”
