ตอนที่ 9 หยิบมาจากภูเขา
หลังจากที่บ้านมีเกวียนล่อแล้ว หลินตงหยางก็คิดว่าถึงเวลาที่เขาจะลองล่าสัตว์ใหญ่ไปขายให้กับโรงเตี๊ยมสกุลโจว เพื่อหาเงินเอาไว้ให้มากที่สุดอย่างน้อย ๆ เขาจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนส่วนตัวที่หมู่บ้านข้าง ๆ ได้อย่างสบายใจ หลังจากไปศึกษาเล่าเรียนในปีหน้า เวลาที่เขาจะหาเงินนั้นก็จะมีน้อยลง ถึงแม้ท่านแม่จะมีความสามารถด้านการปักผ้า แต่เขาไม่ต้องการ ให้ท่านแม่เหนื่อยเกินไป
โรงเรียนส่วนตัวจะเรียน 10 วันและจะมีวันหยุด 2 วัน หลินตงหยางคิดว่าตัวเองคงจะไปเรียนในตอนเช้าและกลับมาอีกหลังเลิกเรียน เพราะไม่ได้อยู่ไกลมาก เขาไม่จำเป็นที่จะต้องไปนอนค้างที่โรงเรียนเหมือนคนอื่น ๆ ถึงตอนนั้นเขาแค่ตื่นเช้าหน่อยและเข้าไปในภูเขาเพื่อตรวจดูกับดัก หากว่ามีเหยื่อมาติดเขาก็แค่เอากลับมาบ้าน เพื่อมาให้ท่านแม่ทำอาหาร ส่วนการล่าสัตว์ใหญ่อย่างเช่นหมูป่าเขาคงทำในวันที่ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ
หลินตงหยางเดินเข้าป่าลึกไปเรื่อย ๆ พร้อมกับวางแผนชีวิตไปด้วย จนไม่ได้มองว่าตัวเองเดินเข้าป่ามาลึกมากแค่ไหน พอรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่กลางป่าหนาทึบแล้ว ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นป่าส่วนในแล้ว เพราะป่าบริเวณนี้ดูเงียบจนผิดปกติเหมือนกับว่าไม่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เลย แต่หลินตงหยางคิดว่ามันไม่ใช่อย่างที่ตาเห็นและคิดไปเองแน่นอน
เขามั่นใจว่าป่าส่วนในน่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ใหญ่ และเป็นสัตว์ที่อันตรายมาก เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็หันหลังกลับและรีบเดินออกจากป่าส่วนในทันที เพราะหากว่าเกิดอะไรขึ้น หรือมีเสือโผล่มาเขาคงต้องตาย รอบสองเป็นแน่ หลังจากเดินออกมาถึงป่าส่วนกลางเด็กชายก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“เกือบไปแล้ว มัวแต่เดินคิดเรื่อยเปื่อย ยังไม่ทันจะหาเงินได้ แต่จะตายเสียก่อน” หลินตงหยางพูดกับตัวเองพร้อมกับถอนหายใจ
เพราะรีบเดินออกจากป่าส่วนในมาทำให้เขารู้สึกเหนื่อยนิดหน่อย หลินตงหยางทิ้งตัวลงนั่งบนก้อนหินใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อดื่มน้ำ ในตอนที่เขากำลังจะออกเดินต่อนั้น พุ่มไม้ด้านหลังของเขาก็สั่นไหวขึ้นมา หลินตงหยางขึ้นสายธนูแล้วถอยออกมาจากตรงนั้น หลังจากที่รอดูว่าจะมีตัวอันใด โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ เขาจะได้ถือโอกาสยิงธนูที่อยู่ในมือออกไปก่อนเพื่อเป็นการป้องกันตัว แต่พอเขาเห็นสิ่งที่ออกมาจากพุ่มไม้กลับเป็นเพียงลูกหมาป่าสองตัวเท่านั้น หลินตงหยางถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ให้ตายเถอะ ทำเอาข้าตกใจหมด ว่าแต่เจ้าสองตัวนี่มาจากไหน พ่อแม่พวกเจ้าเล่า หรือว่าหลงทางมา เออ ข้าลืมไปพวกเจ้าเป็นหมาไม่สามารถพูดได้ เช่นนั้นก็ไปอยู่บ้านข้าก็แล้วกัน”
หลินตงหยางเอาลูกหมาป่าตัวน้อยทั้งสองตัวใส่ในตะกร้าไม้ไผ่จากนั้นก็ออกเดินต่อ นอกจากจะเก็บลูกหมาป่าได้สองตัว หลินตงหยาง ก็บังเอิญพบเข้ากับฝูงกวางป่า นอกจากฝูงกวางป่าแล้ว ด้านข้างยังมีฝูง แพะป่าอีกฝูงดูเหมือนว่าทุ่งหญ้าแถวนี้จะเป็นที่หาอาหารของพวกกวางและแพะ หลินตงหยางกำลังคิดว่าจะล่ากวางป่าหรือแพะป่าดี
ถ้าล่ากวางป่าไม่แน่ว่าจะสามารถเอากลับไปได้ ด้วยตอนนี้เขาเป็นเพียงเด็ก 10 ขวบเท่านั้น ไม่ได้มีพละกำลังมากมายพอที่จะเอากวางตัวใหญ่กลับไป แต่ถ้าล่าหมูป่าได้แล้วจะเอากลับไปยังไง เป็นสิ่งที่หลินตงหยางยังคิดไม่ตก การมาอยู่ในร่างเด็กที่ผอมแห้งแรงน้อยไม่นับว่าเป็นเรื่องดีเลยจริง ๆ
“อะไรก็ดูจะลำบากไปหมด ถ้าหากมีช่องเก็บของเหมือนในเกม ก็ดีน่ะสิ จะล่าเท่าไหร่ก็ได้ ไม่ต้องมานั่งคิดหาวิธีเอากลับไปอีก เกิดเป็น หลินตงหยางนี่มันลำบากจริง ๆ”
แต่ถึงหลินตงหยางจะบ่น เขาก็ยังตัดสินใจที่จะลองล่ากวางป่าอยู่ดี แต่พอมาคิดดูแล้ว แพะป่าน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่ากวางป่า อย่างน้อย ๆ ก็สามารถนำกลับไปเลี้ยงเอาไว้ที่บ้านได้ เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลินตงหยางก็รีบเดินไปทางฝูงแพะป่าทันที เด็กชายตัดสินใจเลือกแพะป่าตัวเมียที่ดูเหมือนกำลังตั้งท้องอยู่ เมื่อตัดสินใจได้แล้วเขาก็ยิงธนูไปที่ขาของแพะป่าทันที
แพะป่าตัวเมียที่ถูกยิงที่ขาได้รับบาดเจ็บทำให้ล้มลงและร้องด้วยความเจ็บปวด แพะป่าตัวอื่น ๆ วิ่งหนีกันไปหมดรวมถึงฝูงกวางป่าด้วย แต่มีแพะป่าตัวผู้และลูกแพะป่าอีกหนึ่งตัวยังคงยืนล้อมแม่แพะป่าที่ถูกยิงที่ขา หลินตงหยางได้แต่ถอนหายใจ ขนาดแพะป่ายังรู้จักรักลูกรักเมีย ดูเหมือนว่าคนบางคนจะเลวร้ายกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก
หลินตงหยางเดินเข้าไปหาแม่แพะที่นอนอยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะเดิน เข้าไปใกล้แต่พ่อแพะกับลูกก็ไม่ได้วิ่งหนีไปไหน พวกมันทั้งสองตัวยังพุ่งความสนใจไปที่แม่แพะที่ได้รับบาดเจ็บเพียงเท่านั้น
“นี่พวกเจ้าน่ะ ข้าขอโทษนะ เดี๋ยวข้าจะดึงลูกธนูออกให้ ข้ารู้ว่าเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง แต่ไม่เป็นไร ข้าพูดเองเข้าใจเอง ข้านักเลงพอ”
หลินตงหยางเข้าไปใกล้แพะป่าทั้งสามตัว พวกมันมีท่าทีระแวด ระวังมาก แต่ถึงจะเป็นแบบนั้น หลินตงหยางก็มั่นใจว่าพวกมันไม่มีทางวิ่งหนี เขาจึงนำเชือกที่เตรียมมา เอามาผูกเข้าที่คอของแพะป่าพ่อลูก จากนั้นก็ดึงลูกธนูออกจากขาแม่แพะ และนำเชือกอีกเส้นไปผูกที่คอแม่แพะ จากนั้นก็เอายาห้ามเลือดที่เขาพกติดตัวมาโรยใส่ขาแม่แพะก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
หลินตงหยางตกใจมาก เพราะนอกจากพ่อแม่แพะจะไม่กลัวเขาแล้ว ลูกแพะก็ดูเหมือนว่าจะไม่กลัวเขาเลยสักนิดเดียว ในเมื่อไม่กลัวเขาก็จะเอากลับไปทั้งสามตัวเลยก็แล้วกัน จะได้เลี้ยงเอาไว้ ท่านแม่กับน้องสาวคง ดีใจมาก แต่สิ่งที่หลินตงหยางไม่รู้เลยก็คือ ลูกหมาป่าสองตัวที่เขาแบกอยู่นั้น มีส่วนเป็นอย่างมาก
เพราะครอบครัวแพะได้กลิ่นราชาหมาป่าจากหลินตงหยาง ทำให้กลัวจนไม่กล้าที่จะวิ่งหนี อย่าดูถูกว่าเจ้าตัวเล็กสองตัวนั้นเป็นเพียง ลูกหมาป่าเท่านั้น แต่ทั้งสองตัวเป็นทายาทที่สืบเชื้อสายมาจากราชาหมาป่าโดยตรง ถึงแม้ตอนนี้พวกมันจะพลัดหลงกับครอบครัวเพราะความซุกซนออกไปวิ่งเล่นจนหาทางกลับบ้านไม่เจอก็ตาม
หลินตงหยางจูงแพะป่าสามตัวออกจากป่าเดินมุ่งหน้ากลับบ้าน ตอนที่เขากลับมาถึง นางหลินซื่อผู้เป็นแม่กำลังทำอาหารเย็นอยู่ในครัว ส่วนน้องสาวกำลังให้อาหารไก่ป่าที่เขาจับมาได้เมื่อหลายวันก่อน เมื่อหลินเหมยหลิงเห็นพี่ชายจูงแพะมาสามตัวก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“พี่ใหญ่ พี่ไปเอาแพะมาจากที่ใดเจ้าคะ อีกทั้งยังมีตั้งสามตัว”
“พี่ก็แค่หยิบมาจากภูเขาน่ะสิ เดี๋ยวให้แพะป่าอยู่รวมกับล่อไปก่อน พี่ยังต้องสร้างคอกให้แพะอยู่ แต่วันนี้คงทำไม่ทันแล้วละ”
“พี่ใหญ่ นี่พี่ไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่ เป็นไปได้เยี่ยงไรที่พี่จะจับแพะได้ถึงสามตัวพร้อมกัน”
“พี่ก็แค่ยิงขาของแม่แพะ แต่ครอบครัวของแม่แพะไม่ยอมทิ้งไปไหนในขณะที่ตัวอื่นวิ่งหนีไปหมด พี่ก็เลยเอากลับมาทั้งสามตัวน่ะสิ อ้อ จริงสิ พี่มีของมาฝากด้วยนะ เจ้ามาดูนี่สิ พี่เก็บเจ้าสองตัวนี่ได้ในป่าลึก”
“ว้าว ลูกหมา น่ารักจังเลย ขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านแม่เจ้าคะ ท่านรีบมาดูเร็ว พี่ใหญ่เอาของกลับมามากมายเลยเจ้าค่ะ”
“เสียงดังอันใดกัน ตงหยางกลับมาแล้วหรือลูก”
“กลับมาแล้วขอรับท่านแม่ วันนี้ข้าโชคดีมาก ได้แพะมาสามตัว ข้ากะว่าจะเลี้ยงเอาไว้ขอรับ”
“สามตัวเลยรึ”
“ขอรับสามตัว” หลังจากนั้นหลินตงหยางก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางหลินซื่อผู้เป็นแม่ฟัง เมื่อได้ฟังจบนางหลินซื่อค่อนข้างแปลกใจมากที่พ่อแพะกับลูกแพะไม่วิ่งหนีตอนที่หลินตงหยางเดินเข้าไป แต่สิ่งที่ทุกคนไม่รู้ก็คือ ครอบครัวแพะกลัวลูกหมาป่าจนไม่กล้าวิ่งหนีเลยต่างหาก ทำให้ถูกหลินตงหยางจับมาทั้งครอบครัวเช่นนี้
“แปลกจริง ๆ เชียว เหตุใดพวกมันถึงไม่วิ่งหนีล่ะ เอาเถอะในเมื่อเอากลับมาแล้วก็เลี้ยงดูพวกมันให้ดีก็แล้วกัน แล้วนี่ยังมีลูกหมาอีกสองตัว พวกเจ้าพามันไปอาบน้ำให้เรียบร้อย ค่อยเอาเข้าบ้านเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ตัวสีขาวข้าจะตั้งชื่อมันว่าเสี่ยวไป๋ ส่วนตัวสีดำ ข้าจะตั้งชื่อมันว่าเสี่ยวเฮย พี่ใหญ่ว่าดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ตามใจเจ้าเถอะ ไป พามันไปอาบน้ำ”
หลังมื้ออาหารเย็นหลินตงหยางเข้านอนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือ กลางดึกในขณะที่เขากำลังนอนหลับสนิทนั้น เหมือนกับว่าเขาอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นและได้ยินเสียงชายชราพูดกับเขาเพียงแต่ว่าเขามองไม่เห็นชายชรา ได้ยินเพียงเสียงที่เข้ามาในจิตใต้สำนึกเท่านั้น
“ข้าเป็นตัวแทนมามอบของขวัญและ คำขอโทษแก่เจ้า เพราะ ความผิดพลาดทำให้เจ้าต้องตายก่อนวัยอันควร แต่พวกเราก็ได้ให้ชีวิตใหม่แก่เจ้าแล้ว ถือว่าเป็นการชดเชยที่ดี ที่ข้ามาวันนี้เพื่อจะมอบความสามารถของเกมที่เจ้าพัฒนาขึ้น ข้าจะมอบมันให้กับเจ้าทั้งหมด เจ้าสามารถใช้ทักษะ สกิลเหล่านั้นได้ซึ่งข้าได้เปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบ พลังปราณ และทักษะ สกิลต่าง ๆ คือวรยุทธ์ของเจ้า นอกจากนี้ยังมีช่องเก็บของให้เจ้าด้วย เอาละ สิ่งที่ควรให้ก็ให้แล้ว พวกเราได้ชดเชยให้เจ้าแล้ว หวังว่าเจ้าจะไม่ถือโทษโกรธพวกเรา ข้าในนามของตัวแทนพระเจ้าขออวยพรให้เจ้าโชคดี”
หลินตงหยางตกใจตื่นขึ้นมากลางดึก ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าเป็นความฝันหรือเรื่องจริงกันแน่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาพิสูจน์หาความจริงอันใดทั้งนั้น ตอนนี้เขาง่วงนอนมาก ร่างกายต้องการพักผ่อน หลินตงหยางล้มตัวลงนอนต่อทันที เด็กชายนอนหลับจนถึงเช้า
“ตงหยางลูกนอนไม่หลับรึ”
“เปล่าขอรับท่านแม่ ข้าหลับสบายดีมาก”
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงได้ดูอิดโรยขนาดนั้น”
“อาจจะเป็นเพราะข้าฝันร้ายทำให้ตกใจตื่นกลางดึกกระมังขอรับท่านแม่”
“อะไรที่มันผ่านไปแล้วเจ้าอย่าได้เอามาใส่ใจเลย ไม่ใช่ว่าตอนนี้ความเป็นอยู่ของพวกเราดีขึ้นมากแล้วหรือ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความดีความชอบของเจ้า แม่เองเป็นแม่แท้ ๆ แต่แม่ไม่มีความสามารถ ทำให้พวกเจ้าพี่น้องต้องลำบาก”
“ท่านแม่อย่าได้โทษตัวเองเลยขอรับ แต่เดิมทีท่านเองก็อยู่อย่างสุขสบาย หากจะโทษก็โทษคนผู้นั้นกับบ้านซ่งเถอะขอรับ แต่ต่อไปนี้ท่านแม่วางใจได้ ข้าจะพยายามทำงานให้หนักเพื่อให้ท่านแม่กับน้องสาวได้อยู่ดีกินดีแน่นอนขอรับ ข้าสัญญา”
