บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 ขายเห็ดซื้อเกวียนล่อ

หลินตงหยางวิ่งวุ่นไปทั่วป่าพร้อมตะกร้าเห็ดที่อยู่บนหลัง จากนั้น ก็ล่าไก่ฟ้า กระต่ายป่า เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมามากแล้ว เขาจึงรีบกลับบ้านทันที ด้วยความดีใจที่ตัวเองมีความสามารถเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ลืมกิน มื้อกลางวัน

หลังจากที่วิ่งวุ่นไปทั่วทั้งป่ามาเกือบครึ่งค่อนวัน พอเดินกลับมาถึงบ้านก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันที หลินเหมยเจียงค่อนข้างแปลกใจที่ลูกชายกลับมาเร็วกว่าปกติ ทั้งที่ตอนนี้เป็นเวลาต้นยามเว่ยเท่านั้น

“เหตุใดถึงกลับมาเร็วเช่นนี้เล่า เกิดอะไรขึ้นหรือไม่”

“ตะกร้าเต็มแล้วขอรับท่านแม่ แล้วข้าก็ได้ไก่ฟ้ากับกระต่ายป่ามาพอสมควร แล้วก็ท่านแม่ ท่านมาดูนี่สิ” หลินตงหยางเรียกมารดาด้วยท่าทางลึกลับ

“อะไรกันเจ้าลูกคนนี้ทำท่าทางลึกลับอะไรกัน”

“ท่านแม่ ท่านมาดูนี่สิขอรับว่าข้าได้อันใดมารับรองว่าเป็นของดีแน่นอนขอรับ” หลินตงหยางโบกมือเรียกมารดาด้วยท่าทางลึกลับ

“ไหนกันเจ้ามีอะไรให้แม่ดู หรือว่าวันนี้บุตรชายที่แสนดีของข้า ได้พบเจอกับวาสนาอันยิ่งใหญ่ ไหนเอามาให้แม่ดูหน่อยสิ”

“นี่ขอรับท่านแม่”

“หยางเอ๋อร์ นี่…มัน นะ...นี่ …มัน ใช่เห็ดหลินจือหรือไม่”

“ข้าคิดว่าใช่ขอรับ ถึงแม้ข้าจะไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่ข้ายังหวังว่ามันจะใช่ ท่านแม่เราเข้าเมืองไปตอนนี้ดีหรือไม่ขอรับ ถ้าเกิดขายเห็ดนี่ได้ ข้าก็อยากจะซื้อเกวียนล่อสักหน่อย อีกหน่อยข้าเข้าไปขายของในเมืองจะได้ไม่ต้องเดินแบก ถ้าหากว่าข้าล่าสัตว์บนภูเขาได้ จะได้ไม่ลำบากตอนเอาไปขาย หรือท่านแม่กับน้องสาวจะเข้าเมืองไปซื้อผ้า ซื้อของ จะได้สะดวกด้วยขอรับ”

“แต่ว่าวันนี้ มันจะค่ำแล้วนะลูก แม่ว่าค่อยไปพรุ่งนี้ดีหรือไม่”

“เช่นนั้นเอาตามที่ท่านแม่ว่ามาขอรับ แล้วนี่น้องสาวไปที่ใดแล้ว”

“แม่ให้นางนอนกลางวันน่ะ เอาของเข้าไปเก็บเถอะ”

เช้าวันต่อมา สามแม่ลูกเดินเข้าเมืองแต่เช้าตรู่ หลินเหมยเจียงมีตะกร้าเห็ดหยางตู่อยู่บนหลัง หลินตงหยางจูงมือน้องสาวเดินตามหลังมารดาเข้าเมืองเพื่อนำของป่าที่หามาได้ไปขาย ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากที่หลินตงหยางถูกนางฉีกุ้ยเถียนทุบตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากหายดีแล้วหลินตงหยางก็เปลี่ยนไปจากเดิมแทบเป็นคนละคนกันนี่คือสิ่งที่คนอื่นรู้สึก แต่ความจริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าที่เป็นแบบนี้เพราะ หลินตงหยางนี้ไม่ใช่หลินตงหยางต่างหาก

หลังจากเดินมาเป็นเวลา 1 ชั่วยาม ทั้งสามคนก็มาถึงตัวเมืองจากนั้นก็มุ่งหน้าไปที่โรงเตี๊ยมสกุลโจว เพื่อนำเห็ดหยางตู่ไปขาย เสี่ยวเอ้อร์ที่ทำหน้าที่รับซื้อเมื่อเห็นสามแม่ลูกมา เขาก็รีบไปแจ้งหลงจู๊ทันที

“น้องชายหลินเจ้ามาแล้ว วันนี้มีอันใดมารึ เจ้ารอสักครู่ เสี่ยวหลิ่วกำลังไปตามหลงจู๊”

“ขอบคุณพี่ชายเหลียง ขอรับ ข้าเอาเห็ดหยางตู่มาส่ง”

“เห็ดหยางตู่รึ ไม่ใช่ว่าเมื่อวันก่อนเจ้าบอกว่าหมดแล้วไม่ใช่หรือ ดี ดีจริง ๆ หลงจู๊กำลังปวดหัวอยู่เลย วันนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับ นายอำเภอคนใหม่ เจ้ามาได้ทันเวลาพอดี”

“พอดีข้าไปเจอมาในป่าที่ลึกไปอีกขอรับ เลยได้มาเท่านี้”

“เท่านี้ก็ดีแล้ว”

“ไหน ๆ เจ้าหนูหลิน มีอันใดมาขายรึวันนี้”

“คารวะหลงจู๊ขอรับ”

“คารวะหลงจู๊เจ้าค่ะ”

“โอ้ สาวน้อยเจ้าก็มาด้วยรึ วันนี้ตามท่านแม่กับพี่ชายเจ้ามาเที่ยวละสิ”

“เจ้าค่ะท่านลุงหลงจู๊”

“วันนี้ข้ามีเห็ดมาส่งเช่นเคยขอรับ”

“ขอบใจเจ้าที่ไม่ลืมนึกถึงโรงเตี๊ยมของเรา”

“ข้าจะลืมได้เช่นไรเล่าขอรับ เอาไว้หากข้าโชคดี จะเอาหมูป่ามาขายนะขอรับ”

“โอ้ ดี ดีมาก ข้าขออวยพรให้เจ้าโชคดีล่วงหน้า”

“ขอบคุณท่านมากขอรับ”

หลังจาก ทักทายหลงจู๊และรับเงิน 15 ตำลึง เรียบร้อยแล้วหลินตงหยางก็บอกลาและพาท่านแม่กับน้องสาวเดินมุ่งหน้าไปยังโถงยาของเมือง

ท่านแม่เองไม่ค่อยรู้เรื่องอันใดมากนักด้วยนางเองเพิ่งย้ายจาก เมืองหลวงมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้หลังจากนั้นก็แต่งงานกับซ่งเหอซี แล้วโดนฉีกุ้ยเถียนแม่สามีโขกสับอยู่เป็นเวลาหลายปี น้อยครั้งมากที่นางจะได้ออกจากบ้านและเข้ามาในเมือง หลินตงหยางอาศัยถามชาวบ้านแถวนั้นทำให้รู้ว่า โถงยาสกุลเหลียงนั้น ค้าขายด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรมที่สุด

หลินตงหยางพาแม่และน้องสาวมาถึงโถงยาสกุลเหลียง ก็พบว่ามีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีโรงหมอที่สกุลเหลียงเปิดเอาไว้ข้างโถงยาอีกด้วย ทำให้บรรยากาศคึกคักมาก มีชาวบ้านหลายคนมาขายสมุนไพรและมาซื้อสมุนไพร เมื่อเสี่ยวเอ้อร์ฝ่ายต้อนรับเห็นหลินตงหยางกับแม่และน้องสาวก็รีบเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม

“สวัสดีขอรับ ไม่ทราบว่าฮูหยิน ต้องการมาซื้อหรือมาขายสมุนไพรหรือขอรับ”

“น้องชายข้าเพียงแค่มีสมุนไพรบางอย่างมาขาย ไม่ทราบว่าหลงจู๊ของเจ้าอยู่หรือไม่”

“อยู่ขอรับ เชิญตามข้ามาทางนี้ขอรับ”

เสี่ยวเอ้อร์นำทางสามแม่ลูกเข้าไปในห้องรับรองทางปีกขวา หลังจากจัดแจงให้สามแม่ลูกนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ก็รีบไปแจ้งหลงจู๊ให้ทราบทันที หลังจากที่เสี่ยวเอ้อร์ออกไปได้ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนท่าทางใจดี เดินเข้ามา

“เสี่ยวเอ้อร์ไปแจ้งกับข้าว่า พวกท่านมีสมุนไพรมาขายหรือ”

“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

“ไม่ทราบว่าฮูหยินมีสมุนไพรอันใดมาขายหรือ ช่วยเอาออกมาให้ข้าดูหน่อยจะได้หรือไม่”

“นี่ขอรับ” หลินตงหยางยื่นเห็ดหลินจือในมือให้หลงจู๊ดู

“นี่มัน ใช่เห็ดหลินจือหรือไม่ โอ้ ใช่จริง ๆ ด้วย”

“หลงจู๊ ไม่ทราบว่าท่านจะรับซื้อหรือไม่ขอรับ”

“รับสิ แน่นอน ว่าข้ารับ เจ้ามีเท่าไหร่ รีบเอาออกมาให้ข้าดูเร็วเข้า และเจ้าไม่ต้องห่วง โถงยาของเราย่อมให้ราคาที่ดีและยุติธรรมกับเจ้าแน่นอน”

“ข้ามีเพียงสองดอกเท่านั้นขอรับ”

“รอสักครู่ ขอข้าตรวจสอบอายุของเห็ดหลินจือทั้งสองดอกนี่ก่อน”

“ขอรับ”

หลงจู๊ใช้เวลาตรวจดูเห็ดหลินจือเพียงไม่นานก็ได้ข้อสรุปว่าเห็ดหลินจือทั้งสองดอกนั้นมีอายุ 100 ปี ทำให้หลินตงหยางและครอบครัว ดีใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รู้ราคาของสมุนไพรแต่คิดว่ามันคงจะ ได้มากพอสมควร

“เอาละเรามาพูดถึงเรื่องราคากันก่อน โดยปกติเห็ดหลินจือที่ทางโถงยาของเรารับซื้อนั้นคิดจากอายุของเห็ดคือ 1 ปีต่อ 10 ตำลึง เช่นนั้นแล้วเห็ดที่ฮูหยินและลูกชายเก็บมามีอายุ 100 ปีอีกทั้งยังอยู่ในสภาพที่ สมบูรณ์มาก ข้าให้ราคาพวกเจ้าเต็มคือดอกละ 1,000 ตำลึง สองดอกคิดเป็นเงิน 2,000 ตำลึง ฮูหยิน ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปนำตั๋วแลกเงินมาให้ ท่านต้องการก้อนเงินด้วยหรือไม่หรือว่า เอาเป็นตั๋วแลกเงินทั้งหมด”

“หลงจู๊ขอรับท่านแม่ของข้าอยากจะได้ตั๋วแลกเงินราคา 10 ตำลึง 20 ใบขอรับ นอกจากนั้นเป็นตั๋วแลกเงินราคา 100 ตำลึงทั้งหมดขอรับ”

“ตกลง รอสักครู่”

สามแม่ลูกรออยู่ไม่นานหลงจู๊ก็นำตั๋วแลกเงินมาให้ หลังจากตรวจสอบความเรียบร้อยแล้ว สามแม่ลูกก็บอกลาหลงจู๊ทันที ก่อนจากกันหลงจู๊ยังได้กำชับว่าหากมีสมุนไพรอันใดที่ต้องการขายอย่าลืมคิดถึงโถงยาสกุลเหลียง ซึ่งหลินตงหยางและท่านแม่ของเขาก็ตกปากรับคำทันที

“ท่านแม่ พี่ใหญ่ ตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”

“แน่นอนว่าย่อมมีเงินแล้วตอนนี้ น้องสาวเจ้าอยากได้อันใดหรือไม่ พี่ใหญ่จะซื้อให้เจ้า”

“ข้าอยากให้พี่ใหญ่เรียนหนังสือเจ้าค่ะ ข้าอยากให้พี่ใหญ่เป็นขุนนางที่มีตำแหน่งใหญ่โตยิ่งกว่าคนชั่วผู้นั้น”

หลินเหมยเจียงไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวของนางจะพูดออกมาเช่นนี้ จากคำพูดของลูกสาวทำให้นางตกใจมาก แต่นางสามารถเข้าใจได้เพราะ ที่ผ่านมาซ่งเหอซีไม่เคยดูแลเอาใจใส่พวกนางสามแม่ลูก ไม่เคยปกป้อง พวกนางจากนางฉีกุ้ยเถียนและคนอื่น ๆ

นอกจากจะทำงานเป็นวัวเป็นม้าแล้ว ยังถูกแม่สามีและเหล่าพี่สะใภ้ข่มเหงรังแก ลูก ๆ ทั้งสองของนางก็ถูกรังแกด้วยเช่นเดียวกัน ลูก ๆ ของคนอื่นได้เรียนหนังสือ แต่ลูก ๆ ของนางไม่ได้รับโอกาสนั้น หลินเหมยเจียงเกลียดตัวเองที่อ่อนแอในตอนนั้น เกลียดตัวเองที่โง่งมก้มหัวยอมให้คนพวกนั้นรังแก

หลินตงหยางเห็นท่านแม่ของตัวเองเงียบไปเขากลัวว่านางจะคิดมากและโทษตัวเองอีก จึงได้รีบชวนท่านแม่และน้องสาวไปตลาดค้าสัตว์ เพราะเขาต้องการซื้อเกวียนล่อ เอาไว้ใช้เดินทางเข้าเมืองในยามที่ต้องนำของป่า เข้ามาขาย ในอนาคต หลินตงหยางคิดว่าเขาจะล่าสัตว์ส่งขายให้กับโรงเตี๊ยมสกุลโจว

“ท่านแม่ น้องสาว เราไปซื้อเกวียนล่อกันเถอะ น้องสาวไม่ต้องห่วง หากว่าเจ้าต้องการอะไรพี่ชายจะซื้อให้เจ้า อีกหน่อยพอเรามีเกวียนล่อแล้ว พี่ชายจะขยันหาของป่าเข้ามาขายในเมือง รับรองว่าบ้านเราจะไม่ขาดแคลนเงินแน่นอน ที่สำคัญพี่ใหญ่ ยังจะไปเข้าเรียนที่โรงเรียนส่วนตัวที่หมู่บ้าน ข้าง ๆ ด้วย ก่อนไปเรียนพี่ใหญ่ยังสามารถขึ้นเขา หรือหากวันไหนที่เป็นวันหยุดพี่ใหญ่สามารถขึ้นเขาไปหาของป่าขายได้ ด้วยจำนวนเงินที่เรามีตอนนี้ ครอบครัวของเราสามารถอยู่ได้ไปอีกนานเลย”

“เจ้าจะเหนื่อยเกินไปหรือไม่ เช่นนั้นแม่จะปักผ้าแล้วเอาไปเสนอที่ร้านขายผ้าดู หากให้ลูกหาเงินเข้าบ้านอยู่คนเดียวทั้ง ๆ ที่ลูกเพิ่ง 10 ขวบปี แค่นี้ก็ทำให้แม่ละอายใจมากแล้ว เรามาช่วยกันเถอะ”

“ข้าด้วย ข้าก็จะช่วยด้วยเจ้าค่ะ ข้าจะเลี้ยงไก่ จะเรียนรู้ตัวอักษรกับท่านแม่ และเรียนปักผ้าจากท่านแม่ด้วย พี่ใหญ่หากท่านขึ้นเขาไป อย่าลืมจับไก่ป่ามาให้ข้าเลี้ยงนะเจ้าคะ และข้าก็อยากได้สุนัขด้วยเจ้าค่ะ”

“ตกลงพี่ใหญ่จะจับไก่มาให้เจ้าเลี้ยง ส่วนสุนัข ซื้อที่ตลาดค้าสัตว์ ดีหรือไม่ เจ้าค่อยเลือกดูว่ามีที่เจ้าถูกใจหรือไม่”

“ตกลงเจ้าค่ะ”

สามแม่ลูกเดินถึงตลาดค้าสัตว์ หลินตงหยางเลือกล่อหนุ่มอายุ 2 ปี มาหนึ่งตัวเพื่อทำหน้าที่ลากเกวียน ส่วนน้องสาวนั้นไม่มีสุนัขตัวไหนที่ถูกใจจึงไม่ได้ซื้อกลับไปด้วย หลินตงหยางใช้เวลาหัดขับเกวียนล่ออยู่ไม่นาน ก็สามารถทำได้เป็นอย่างดี ส่วนหลินเหมยเจียงผู้เป็นแม่นั้นก็ได้หัดบังคับเกวียนล่อด้วยเช่นเดียวกัน นางเองไม่อยากให้ลูกชายต้องเหนื่อยเกินไป คนเป็นแม่อย่างนางถึงเวลาที่จะต้องลุกขึ้นมาสู้แล้ว เมื่อสามารถขับเกวียนได้แล้ว สามแม่ลูกก็มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านไปทันที

ตอนกลับหมู่บ้านมีชาวบ้านเห็นสามแม่ลูกขับเกวียนล่อเข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้เกิดเสียงซุบซิบนินทาขึ้นในหมู่บ้าน บ้างก็ว่าตั้งแต่สามแม่ลูกออกจากตระกูลซ่งมาแล้วชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดซ่อมแซมต่อเติมบ้านและซ่อมรั้วบ้านจนแข็งแรง ที่สำคัญสุขภาพร่างกายของสามแม่ลูกนั้นยังแข็งแรงและดูดีมาก ไม่เหมือนตอนอยู่กับตระกูลซ่งเลย

เมื่อเรื่องไปถึงหูนางฉีกุ้ยเถียน ทำให้นางโมโหแทบตายหากว่าสามแม่ลูกนั่นยังอยู่ในบ้านของนาง ของทุกอย่างของทั้งสามแม่ลูกนั่นจะต้องตกเป็นของนาง แต่ตอนนี้ไม่สามารถทำอันใดได้แล้ว เจ้าเด็กหน้าตายนั่น ดุร้ายต่อยตีไม่เลือกหน้า อีกอย่างหากนางทำอะไรมากไปกว่านี้จะกระทบชื่อเสียงของซ่งเหอซีที่ตอนนี้เป็นนายอำเภออยู่ ถึงจะคิดได้เช่นนั้นแต่นางฉีกุ้ยเถียนก็ยังไม่ถอดใจ คนบ้านซ่งยังมีความคิดที่จะมาฉกฉวย เอาสิ่งของในบ้านของสามแม่ลูกนั้นอยู่เนือง ๆ แต่ทุกครั้งที่มาล้วนถูก หลินตงหยางตบตีกลับไปเสียทุกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel