ตอนที่ 23 ถูกยกย่องให้เป็นเทพเซียน
หลังจากเดินลัดเลาะเข้าไปในป่าลึกอยู่สามวันในที่สุดหลินตงหยาง ก็พบสถานที่ที่ต้องการ พื้นที่ที่ว่านี้อยู่ในหุบเขาเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาลูกใหญ่สามลูก ที่ดินอุดมสมบูรณ์อีกทั้งยังมีลำธารไหลผ่าน มีพื้นที่ราบพอที่จะให้ชาวบ้านปลูกบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ อยู่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเปิดหน้าดินปลูกพืชผักเอาไว้กินได้ หากเริ่มกักตุนเสบียงในตอนนี้นับว่ายังพอมีเวลา ที่สำคัญถัดไปจากที่นี่ไม่ไกลยังมีถ้ำร้างเหมาะสำหรับใช้ทำเป็นที่เก็บเสบียงได้ ถ้ำมีขนาดใหญ่พอสมควร
หลังจากสำรวจพื้นที่ละเอียดดีแล้วหลินตงหยางก็กลับหมู่บ้านโดยใช้วิชาตัวเบา ระหว่างทางกลับบ้านเพราะมัวแต่คิดเรื่องที่จะสร้างบ้านในหุบเขาทำให้เขาลืมตัวใช้วิชาตัวเบาจนกลับมาถึงบ้าน ระหว่างทางทำให้มีชาวบ้านหลายคนเห็นในตอนที่เขาเหาะเหินไปมา ยิ่งทำให้ชาวบ้านเชื่ออย่างหมดใจว่าหลินตงหยางได้รับพรจากทวยเทพ ดูอย่างเมื่อก่อนนี้สิจากที่เคยเป็นเด็กอ่อนแอ แต่ตอนนี้นอกจากจะไม่อ่อนแอแล้ว ยังเก่งกล้าสามารถใช้เวลา ไม่นานก็สร้างบ้านได้ หาเงินเข้าบ้านให้แม่กับน้องสาวใช้สอยไม่ขาดมือ ครอบครัวอยู่ดีกินดี มีฐานะร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้านหลังจากที่ถูกขับออกจากตระกูลซ่ง เด็กคนนี้ใช้เวลาเพียงสองสามเดือนเท่านั้นก็สามารถนำพาให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้
“นี่ เจ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นหรือไม่ เมื่อสักครู่ใช่เจ้าหนูหลินตงหยางใช่หรือไม่” ชาวบ้านหนึ่ง
“ข้าก็เห็นอย่างที่เจ้าเห็นนั่นละ” ชาวบ้านสอง
“ช่างสมกับเป็นคนที่ได้รับพรจากทวยเทพแห่งป่าเสียจริง หมู่บ้านของพวกเราโชคดีมาก เจ้าว่าหรือไม่ ถึงแม้ตอนนี้จะเกิดภัยแล้งแต่ข้าเชื่อว่าเทพเซียนน้อยต้องพาพวกเราทั้งหมู่บ้านผ่านพ้นมันไปได้” ชาวบ้านสาม
“เทพเซียนน้อย? ผู้ใดกันคือเทพเซียนน้อย” ชาวบ้านหนึ่งหันมาทำหน้างงให้กับชาวบ้านสาม
“ก็ท่านเซียนน้อยหลินตงหยางเช่นไรเล่า หากไม่ใช่ท่านเทพเซียนน้อยแล้วจะเหาะไปแบบนั้นได้รึ หรือว่าลูกชายเจ้าเหาะได้ล่ะ” ชาวบ้านสามพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ
“ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าลูกชายของข้าเหาะได้ เจ้าอย่าได้มาสาดน้ำสกปรกใส่หัวข้าเชียว ไม่คุยกับเจ้าแล้วข้าไปเตรียมของขึ้นเขาดีกว่า” ชาวบ้านหนึ่งสะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยความโมโห
หลังจากเพื่อนร่วมสนทนาจากไปด้วยท่าทางโมโห อีกสองคนก็มองหน้ากันไปมา เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้าสุดท้ายก็ได้แต่แยกย้ายกันไปเตรียมของขึ้นเขาเพื่อหาของป่า เตรียมเสบียงเอาไว้ให้มาก การมีอาหารมากมายนับว่าเป็นเรื่องที่ดี การที่อาหารไม่พอกินนั้นนับว่าเป็นเรื่องยากลำบาก เมื่อผู้ใหญ่บ้านประกาศเรื่องภัยแล้งออกมา ชาวบ้านจึงคอยหาอาหารมาเพิ่มในยุ้งฉางของตัวเองอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าลูกหลานจะอดอยาก หากเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง ๆ
ทางด้านหลินตงหยางกลับมาถึงบ้านก็บอกเรื่องนี้กับท่านแม่ของตัวเองและน้องสาว นางหลินซื่อเองไม่คัดค้านและสนับสนุนบุตรชายเช่นเดียวกัน หลินตงหยางกลับมาถึงบ้านได้ไม่นานยังไม่ทันที่จะได้พูดจากับผู้เป็นแม่แล้วเสร็จ ซ่งลี่ฉุนกับหลี่เต๋อฟู่ก็มาหาเขาที่บ้านเพื่อปรึกษา เรื่องบางอย่าง
“ตงหยาง เจ้าอยู่บ้านหรือไม่ อาสะใภ้ ตงหยางอยู่บ้านหรือไม่ขอรับ”
“พี่ชาย ท่านจะโหวกเหวกโวยวายอันใด เหตุใดไม่เข้ามา ทำเหมือนว่าท่านไม่เคยมาบ้านข้า”
“ก็ข้าเป็นคนมีมารยาท ข้าก็ต้องเรียกก่อนสิ จะให้ข้าถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปจะได้ที่ไหนกัน บ้านเจ้ามีแต่สตรีเท่านั้น”
“แต่สตรีที่ท่านกล่าวมาก็คือคนที่ท่านเรียกอาสะใภ้ ส่วนอีกคนคือน้องสาวของท่าน”
“ตกลง ตกลง ข้าผิดเอง ข้าผิดไปแล้ว เจ้าเลิกบ่นเป็นหญิงชรา ได้แล้วน่า”
“พวกเจ้าสองคนจะไม่ทะเลาะกันสักวันจะได้หรือไม่ ข้ากับน้องชายยังไม่เคยทะเลาะกันเลย” หลี่เต๋อฟู่
“เจ้าหุบปากไปเลย หลี่โกวต้าน” ซ่งลี่ฉุน
“ข้าเปลี่ยนชื่อแล้ว ข้าชื่อหลี่เต๋อฟู่”
“เอาเถอะ ๆ พอได้แล้ว พวกเจ้าสามคนคุยกันไปก่อน ข้าจะไปดูแลแปลงผักหลังบ้านแล้ว หากพวกเจ้าหิวก็หาอะไรกินกันเองในครัวก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านแม่ แล้วนี่น้องสาวไปไหนหรือขอรับ”
“พาเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเฮย ต้อนแพะออกไปเล็มหญ้าที่เชิงเขา”
“ขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องหักโหมมากนะขอรับ ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องไปทำแล้ว พักผ่อนให้มาก ประเดี๋ยวข้าจะไปช่วยท่านรดน้ำ”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง แม่ทำเองได้ งานแค่นี้ไม่ถือว่าหนักหนา เทียบไม่ได้กับเมื่อก่อนเลย พวกเจ้าไปทำธุระของพวกเจ้าเถอะ” นางหลินซื่อพูดจบก็รีบเดินออกไปทางสวนหลังบ้านทันที
“ขอรับท่านแม่”
“นี่ตงหยาง พวกข้ามีเรื่องจะปรึกษากับเจ้า”
“พวกท่านมีอันใดก็ว่ามาเถอะขอรับ ข้ายังมีงานอีกมากที่ต้องทำ”
“ก็เรื่องภัยแล้งนั่นแหละ ข้าคิดว่าในภูเขาลึกอุดมสมบูรณ์ พวกเราไปหาที่เหมาะสร้างบ้านเอาไว้ดีหรือไม่ ถึงเวลานั้นพวกเราทั้งหมู่บ้านจะได้มี ที่อยู่อาศัยไม่ต้องอพยพไปไหนไกล ข้าเองไม่อยากจากบ้านเกิดไปในตอนนี้ ตอนนี้ข้าเองก็ได้บอกท่านพ่อให้เริ่มกักตุนเสบียงเพิ่มเอาไว้ เสบียงเก่าที่ตุนเอาไว้ยังมี ปีนี้ท่านพ่อข้าไม่ได้ขายข้าวกับพวกธัญพืชหลังจากจ่ายภาษีแล้วยังเหลืออีกมาก ข้าคิดว่าอยากชวนเจ้าไปหาที่เก็บเสบียงในป่าลึก เอาไว้เป็นทางรอดอีกทาง เจ้าเห็นเป็นเช่นไร”
“เรื่องนี้ข้าเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกับท่าน ส่วนเรื่องสถานที่ข้าได้ไปสำรวจเอาไว้แล้ว รวมถึงถ้ำที่ใช้เก็บเสบียงด้วย ตอนที่ข้าคุยกับท่านแม่ถึงเรื่องนี้อยู่ พวกท่านก็มาโวยวายเสียงดังหน้าบ้านพอดี ข้ากำลังคิดว่าจะไปแจ้งท่านปู่หัวหน้าหมู่บ้านก่อน แล้วให้เรียกประชุมชาวบ้านพูดคุยหารือกันถึงเรื่องนี้”
“นับว่าพวกเราใจตรงกัน เจ้าพาพวกเราไปดูสถานที่จริงก่อนจะได้หรือไม่”
“เจ้าใจเย็นลงหน่อยเถอะลี่ฉุน ไม่ได้ยินที่ตงหยางบอกรึ ว่าจะต้องไปแจ้งท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านก่อนน่ะ”
“ข้ารู้แล้วน่า เช่นนั้นก็ไปเสียพร้อมกันนี่แหละ ไป ๆ ลุก ๆ” ซ่งลี่ฉุนลุกขึ้นปากก็เอ่ยเร่งอีกสองคนให้ลุกขึ้นตามมา
“ท่านจะใจร้อนเกินไปหรือไม่” หลินตงหยางได้แต่ส่ายหน้ากับความใจร้อนของญาติผู้พี่
ทั้งสามคนเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านของผู้ใหญ่บ้าน ระหว่างทางชาวบ้านหลายคนที่อยู่ในวัยชราแล้วไม่สามารถขึ้นเขาไปหาของป่าได้ ทำได้เพียงเลี้ยงลูกหลานเล็ก ๆ อยู่ที่บ้าน ต่างทักทายพวกเขาทั้งสามคนด้วยความอบอุ่น
“เห็นพวกท่านยายเหล่านี้แล้ว ข้ายิ่งกลัวว่าหากเราต้องอพยพจากบ้านเกิดไปพวกท่านคงรับไม่ไหว อีกอย่างไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางกี่วัน กี่คืน ระหว่างเดินทางจะพบเจอกับเรื่องยากลำบากอันใด ข้าอยากรักษารอยยิ้มที่ใจดีพวกนี้เอาไว้ อย่างน้อย ๆ ถ้าพวกเราอพยพไปซ่อนตัวในหุบเขาลึก ก็ไม่ต้องเดินทางไกลแล้ว”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น บ้านข้ามีท่านย่าที่แก่แล้ว” หลี่เต๋อฟู่
“ยังดีที่ท่านย่าของเจ้ารู้จักกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ไม่เหมือนท่านย่าของข้ากู่ไม่กลับแล้ว”
“เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว คนเราก็เป็นเช่นนี้เจ้าจะพูดเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาทำไม” หลี่เต๋อฟู่เอาศอกกระทุ้งสีข้างซ่งลี่ฉุนเพราะกลัวว่าเรื่องของแม่เฒ่าฉีกุ้ยเถียนจะกระทบจิตใจของหลินตงหยาง
“เจ้าจะตีข้าทำไม ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ไม่มีอันใดเสียหน่อย”
ใช้เวลาไม่นานทั้งสามคนก็เดินมาถึงบ้านผู้ใหญ่บ้าน ทันทีที่พวกเขาไปถึงผู้ใหญ่บ้านก็กำลังเดินออกจากบ้านพอดี จึงมาเจอกับทั้งสามคน หน้าบ้าน
“พวกเจ้าสามคนมาหาข้ารึ”
“ขอรับท่านปู่ แล้วนี่ท่านปู่จะไปที่ใดหรือขอรับ” ลี่ฉุน
“ไปหาตงหยางน่ะสิ ข้ามีเรื่องร้อนใจจนนอนไม่หลับ พวกเจ้ามา ก็ดีแล้ว มา ๆ รีบเข้าบ้านไปนั่งคุยกัน”
“ขอรับ” ทั้งสามคนรับคำจากนั้นจึงเดินตามเข้าไปด้านในบ้าน
“พวกเจ้ามีอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่ถึงได้มาหาข้าถึงที่บ้าน”
“ไม่มีอันใดขอรับ ข้าเพียงแต่จะมาแจ้งให้ท่านปู่ทราบเท่านั้น ข้าได้หาสถานที่หลบภัยของหมู่บ้านเราพบแล้ว ยังมีที่เก็บเสบียงสำรองด้วยขอรับ ส่วนที่ผืนนั้นเป็นที่ราบในหุบเขานอกจากนี้ยังมีลำธารไหลผ่าน ชาวบ้านสามารถสร้างบ้านพักและทำการเพาะปลูกได้ด้วยขอรับ ถึงจะมีพื้นที่ไม่มากแต่ถ้าเพาะปลูกแบบนารวม หรือสวนปักรวมโดยแบ่งหน้าที่ให้ แต่ละครัวเรือนได้ช่วยกันเพาะปลูกเมื่อเก็บเกี่ยวได้ พวกเราจะมีอาหารเพิ่มขอรับ ส่วนถ้ำที่จะใช้กักตุนเสบียงข้าได้ทำความสะอาดเอาไว้แล้ว จึงมาแจ้งให้ท่านปู่ทราบขอรับ”
“ดี ดียิ่งนัก ขอบใจเจ้ามากตงหยาง เจ้าช่างมีสายตาอันกว้างไกล สมแล้วที่เป็นเจ้า เจ้านับว่าเป็นผู้มีพระคุณของหมู่บ้านเจียชุนของพวกเรา หากไม่มีเจ้ามีหรือหมู่บ้านเราจะดีขึ้นถึงเพียงนี้ ข้าขอขอบคุณเจ้าแทนชาวบ้านทุกคน”
“ท่านปู่ท่านจะมาขอบคุณข้าทำไมกัน พวกเราล้วนแต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ย่อมต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันขอรับ”
“ถึงอย่างไรข้าก็เชื่อว่าชาวบ้านเองก็ต้องมีความคิดเดียวกันกับข้า วันนี้หลังมื้อค่ำข้าจะเรียกประชุมชาวบ้าน เจ้ามีอันใดที่ต้องการให้ข้าบอกกับชาวบ้านหรือไม่”
“ถ้าเกิดว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับความคิดของข้าก็ให้แบ่งแรงงานชายออกมา จากนั้นข้าจะพาขึ้นเขาไปยังสถานที่แห่งนั้นเพื่อเริ่มสร้างบ้านเรือนขอรับ”
“ตกลง เจ้าวางใจได้ ข้าจะทำให้สุดความสามารถ ข้าเองก็คิดว่าชาวบ้านจะต้องเห็นดีเห็นงามด้วยแน่นอน”
“เช่นนั้นพวกข้ากลับก่อนนะขอรับ”
“ได้ ได้ พวกเจ้ากลับดี ๆ ล่ะ ข้าขอตัวก่อน”
“ขอรับท่านปู่”
ขณะที่หมู่บ้านเจียชุนกำลังเตรียมตัวรับมือกับภัยแล้ง แต่ทางด้าน ซ่งเหอซีกับภรรยากลับต้องเตรียมตัวรับมือกับภัยร้ายที่ตัวเองก่อขึ้น หลังจากทำเรื่องเลวทรามมามาก เมื่อน้ำลดตอเริ่มผุด ทั้งคู่ถึงกับนั่งไม่ติด และรีบ ส่งข่าวไปให้พ่อตาที่ย้ายไปรับตำแหน่งในเมืองหลวงช่วยเหลือ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มันตึงมือของพวกเขามาก
