ตอนที่ 22 สัญญาณเตือน
วันหนึ่งในฤดูร้อน หลินตงหยางรู้สึกว่าปีนี้จะร้อนกว่าทุก ๆ ปี น้ำในแม่น้ำลำธารลดระดับลงอย่างรวดเร็ว นี่เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจจะเกิดภัยแล้งได้ หากฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลไม่แคล้วชาวบ้านจะต้องประสบกับภัยแล้งแน่แล้ว เพื่อเป็นการเตรียมรับมือกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น หลินตงหยางตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อหาทางรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งนี้
“ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้าน อยู่หรือไม่ขอรับ”
“อยู่ เข้ามาเลย ตงหยางมีเรื่องอันใดถึงได้มาหาปู่รึ”
“พอดีข้าไปตรวจกับดักมาขอรับ รู้สึกว่าอากาศร้อนมากขึ้น อีกทั้งน้ำในแม่น้ำลำธารก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ข้ากลัวว่าจะเกิดภัยแล้งขึ้น จึงได้มาแจ้งให้ท่านปู่ทราบก่อน จะได้หาทางรับมือได้ทันหากว่าเกิดภัยแล้งขึ้นจริง ๆ”
“เรื่องนี้ ปู่เองก็รู้สึกได้เช่นกัน ขอบใจเจ้าที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้นะตงหยาง หากไม่มีเจ้าหมู่บ้านของเราคงไม่ได้อยู่กันสุขสบายขนาดนี้ ในหมู่บ้านของพวกเรา มีบ่อน้ำกันเกือบทุกครัวเรือน ยกเว้นไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น เรื่องน้ำดื่ม วางใจได้ แต่น้ำสำหรับนาไร่ อาจจะไม่เพียงพอ ยังดีที่พวกเราเก็บเกี่ยวผลผลิตของปีที่แล้วได้มาก อีกทั้งยังกักตุนอาหารตามคำแนะนำของเจ้า หากเกิดภัยแล้งขึ้นจริง ๆ หวังว่าพวกเราจะอยู่รอดได้”
“เช่นนั้นท่านปู่จะทำเช่นไรต่อไปขอรับ”
“คงต้องเตือนชาวบ้านโดยเร็วที่สุด ป้องกันไว้ไม่เสียหายอันใด ดีกว่าถึงเวลาแล้วพากันอดตาย”
“ขอรับ ทางที่ดี กักตุนอาหารเอาไว้ให้มากและทำให้เงียบที่สุด ข้ากลัวว่าจะมีชาวบ้านผันตัวไปเป็นโจรหากเข้าตาจนจริง ๆ ข้าเคยได้ยินอาจารย์พูดถึงเรื่องสมัยก่อนกับสหายที่มาเยี่ยมขอรับ ไม่ว่าจะเกิดภัยแล้ง หรือภัยหนาว ตลอดจนภัยจากสงคราม มักจะมีชาวบ้านผันตัวมาเป็นโจรปล้นชิงอยู่ไม่น้อย”
“เป็นดังที่เจ้าได้ยินมา หากเกิดภัยแล้งขึ้นจริง ๆ ก็ยังมีอันตรายจากผู้ลี้ภัยด้วย ไม่ว่าจะทางไหนข้าก็ไม่อยากให้หมู่บ้านของเราต้องประสบพบเจอ”
“ข้าเองก็ไม่อยากขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ท่านแม่และน้องสาวยังรอกินข้าวเย็นขอรับ”
“ขอบใจเจ้ามาก รีบกลับเถอะป่านนี้สองคนนั้นคงหิ้วท้องรอแล้ว”
“ขอรับท่านปู่”
หลังจากหลินตงหยางกลับไปแล้วหลี่เจี้ยนผิงก็หมุนตัวกลับเข้าบ้าน ในใจพลันรู้สึกหนักอึ้ง เขาไม่อยากให้เกิดภัยแล้งแม้แต่น้อย หากบ้านเมืองเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพงแล้วจะทำเช่นไร เมื่อหมดหนทางก็ต้องพากันอพยพเพื่อหาที่อยู่ใหม่ เขาก็อายุปูนนี้แล้ว ไม่ได้มีกำลังวังชาเช่นคนหนุ่มสาว
เวลานี้หลี่เจี้ยนผิงหวนนึกถึงวันเวลาเก่า ๆ เมื่อตอนที่เขาอายุได้ สิบขวบปี เดิมทีครอบครัวอาศัยอยู่ทางใต้แต่เกิดน้ำท่วมทำให้ต้องอพยพมาถึงที่นี่และได้ตั้งรกรากที่นี่ ผู้คนที่อพยพมาด้วยกันในตอนนั้นก็อยู่สร้างบ้านเรือนที่นี่ จนกลายเป็นหมู่บ้านเจียชุนในวันนี้ หากครั้งนี้เกิดภัยแล้งขึ้นจริง ๆ ก็อาจจะได้เดินทางกลับไปทางใต้อันเป็นบ้านเกิดอีกครั้ง เขาได้แต่หวังว่าหมู่บ้านเจียชุนแห่งนี้จะสามารถรับมือกับภัยพิบัติในครั้งนี้ได้ หากทำเต็มที่แล้วยังไม่สามารถผ่านพ้นความลำบากไปได้ คงมีทางเดียวเท่านั้นคือพาคนทั้งหมู่บ้านอพยพย้ายถิ่นฐานเพื่อความอยู่รอดและรักษาชีวิตเอาไว้
ทางด้านหลี่ต้าหลางหลังจากแต่งภรรยาหม้ายเข้ามา เขาก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพราะไม่อยากให้ภรรยาต้องลำบาก ตอนนี้แม่หม้ายหลูกำลังตั้งครรภ์ลูกของเขา ไม่แน่ว่าจะเป็นลูกชายคนแรกของพวกเขาก็เป็นได้ ตอนนี้หลี่ต้าหลางได้หลงลืมบุตรชายทั้งสองคนของตนไปเสียแล้ว
หลี่เจ๋อกับหลี่จ้านหลังจากถูกบิดาผู้ให้กำเนิดลบชื่อออกจากผังตระกูล ก็พามารดามาอาศัยอยู่ในเมืองเพราะได้รับความช่วยเหลือจากบ้านอารองทำให้มีเงินเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ หน้าบ้านเปิดเป็นร้านค้าให้มารดาได้ค้าขาย นางสงผิงจื่อมีฝีมือในการทำซาลาเปา นางอาศัยการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้หาเงินช่วยบุตรชายทั้งสอง จากเดิมที่เคยขี้เกียจตอนนี้นางกลับขยันมากขึ้น ด้วยแรงแค้นที่มีต่อหลี่ต้าหลาง นางจะทำให้คนอย่างเขาเสียใจที่ทำเช่นนี้กับนางและลูก นางจะต้องร่ำรวยและทำให้หลี่ต้าหลางเสียดาย ไปจนตาย
นี่เป็นวิธีแก้แค้นที่ดีที่สุดที่บุตรชายทั้งสองคนของนางได้บอกเอาไว้ การแก้แค้นนั้นไม่จำเป็นต้องไปสู้รบตบมือกับคนเหล่านั้น เพียงแค่ใช้ชีวิตให้ดีและมีความสุขและหาเงินให้มากขึ้นเท่านี้ก็ทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกอิจฉาและเสียใจที่ตัดสินใจขับไล่พวกเขาออกมา เมื่อฟังคำของลูกชายนอกจากจะขายซาลาเปาในตอนเช้าแล้ว ตอนเย็นนางยังขายอาหารกินเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ รายได้แต่ละวันนับว่ามากโข ยิ่งได้รับเงินมากเท่าไหร่ นางสงผิงจื่อยิ่งขยันมากเท่านั้น แต่ละเดือนนางสามารถหาเงินได้ 2-3 ตำลึง เมื่อรวมกับเงินเดือนของลูกชายทั้งสองคน นับว่าหาเงินได้มากกว่าสิบตำลึงเลยทีเดียว
กลับไปทางด้านผู้ใหญ่บ้านหลังจากที่เขาได้เฝ้าดูน้ำในแม่น้ำลำธารลดลงเรื่อย ๆ วันนี้เขาจึงตัดสินใจเรียกชาวบ้านมาที่ลานตากข้าวเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นและเพื่อที่จะได้ให้ชาวบ้านได้เตรียมตัวรับมือหากเกิด ภัยแล้งขึ้นจริง ๆ สิ่งแรกที่ต้องทำคือกักตุนอาหารแห้ง ข้าวและธัญพืช รวมถึงเกลือและเครื่องปรุงต่าง ๆ หลังจากชาวบ้านได้ฟังแล้วก็รู้สึกตกใจ เป็นอย่างมาก แต่ไม่นานความตื่นตระหนกตกใจของชาวบ้านก็สงบลง เพราะพวกเขาเชื่อมั่นว่า หมู่บ้านของพวกเขาจะต้องอยู่รอดจากภัยพิบัติครั้งนี้แน่นอน
“ผู้ใหญ่บ้าน พวกเราไม่มีข้อกังขาในการตัดสินใจของท่าน ที่สำคัญตอนนี้หมู่บ้านของเรานับว่ายังเข้าป่าหาผักป่า เด็ก ๆ สามารถล่าสัตว์เล็ก ๆ ได้ อย่างเช่นที่ผู้ใหญ่บ้านกล่าวเอาไว้ พวกเราเพียงอาศัยป่าในการดำรงชีพ นอกเหนือจากการเพาะปลูก พวกเราเชื่อว่าจะต้องผ่านพ้นไปได้และ ไม่จำเป็นต้องโยกย้ายไปที่อื่น” หลี่เอ้อร์หลาง
“ใช่ ๆ พวกเราเองก็เห็นด้วยกับเจ้ารองหลี่”
“อวดดี” หลูเหนียงหรือแม่หม้ายหลูพูดขึ้นพร้อมกับเบะปาก
มีชาวบ้านหลายคนได้ยินที่นางพูดต่างก็ไม่พอใจในสิ่งที่ได้ยิน ทุกคนหันหน้าไปมองหลี่ต้าหลางและบอกให้เขาดูแลภรรยาให้ดีอย่าได้พูดจาอันใดเพื่อสร้างความไม่พอใจหรือแตกแยก ชาวบ้านในหมู่บ้านเจียชุน ล้วนแล้วแต่ถ้อยทีถ้อยอาศัยอยู่ร่วมกันฉันญาติมิตร หากไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางของหมู่บ้านก็ให้ย้ายไปอยู่ที่อื่น
ถึงแม้ว่าหลี่ต้าหลางจะไม่พอใจที่คนอื่นด่าทอภรรยาตัวเอง แต่เขา ไม่สามารถพูดอันใดได้ ทำได้เพียงรับปากว่าจะดูแลภรรยาให้ดี และขอโทษขอโพยชาวบ้านไปเท่านั้น เพราะเรื่องนี้ทำให้หลูเหนียงไม่พอใจหลี่ต้าหลาง อยู่หลายวัน
ไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจ แต่เรื่องในมุ้งนั้นยังคงได้รับการปรนนิบัติจากหลี่ต้าหลางอย่างไม่ขาดตกบกพร่องทั้ง ๆ ที่นางกำลังตั้งครรภ์ นางเองก็ปรนนิบัติหลี่ต้าหลางอย่างถึงอกถึงใจเช่นกัน
วันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเจียชุนแห่งนี้กลับไม่มีใครขี้เกียจเลยแม้แต่เด็กเล็ก ๆ ทุกคนต่างช่วยกันหาอาหารมากักตุนเอาไว้ ในบ้าน ในห้องใต้ดินสำหรับเก็บอาหารของแต่ละครอบครัวล้วนมีอาหารอยู่ไม่น้อย ยกเว้นหลี่ต้าหลางที่มีอาหารไม่ได้มากมายนัก ตอนแต่งภรรยาเข้ามาเขาหยิบยืมเงินผู้อื่นมาพอถึงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เหลือจากการเสียภาษี เขาต้องนำบางส่วนไปขายเพื่อใช้หนี้ ตอนนี้จึงมีอาหารเหลืออยู่ไม่มากนัก อีกทั้งเขาไม่ค่อยได้ออกไปหาอาหารมากักตุนเอาไว้เช่นครอบครัวผู้อื่นเพราะมัวแต่มัวเมาในกามารมณ์
เช้าวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านกลับมาจากประชุมที่ตัวอำเภอ นายอำเภอได้บอกว่าตอนนี้หลาย ๆ หมู่บ้านได้เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำและอยากให้ผู้ใหญ่บ้านเตือนชาวบ้านให้เตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผู้ใหญ่บ้านเองก็ทราบดีถึงปัญหานี้เช่นกันแต่เขาไม่ได้พูดออกไปว่าหมู่บ้านเจียชุนของตัวเองได้เตรียมตัวเอาไว้นานแล้ว หลังจากกลับไปคงต้องเตือนชาวบ้านให้ระมัดระวัง เก็บรักษาเสบียงอาหารของตัวเองให้ดี หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ทุกคนจะได้ไม่ลำบาก
การตัดสินใจของผู้ใหญ่บ้านนั้นนับว่าเป็นเรื่องดี นอกจากจะกักตุนอาหารเอาไว้ให้มาก ยังรวบรวมชาวบ้านมาช่วยกันขุดห้องใต้ดินขนาดใหญ่เพื่อเก็บเสบียงอาหารส่วนกลางของหมู่บ้าน ให้แต่ละครัวเรือนแบ่งอาหารออกมาหนึ่งส่วนเก็บเอาไว้หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น ทุกคนจะได้มีอาหารไม่ขาด นอกจากนี้ หลินตงหยางกับเหล่าเด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างพากันขึ้นเขาขุดผักป่าล่าสัตว์แทบทุกวัน อากาศร้อนระอุขึ้นเรื่อย ๆ ฝนไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา น้ำในแม่น้ำลดระดับลงอย่างรวดเร็ว มีเพียงลำธารสายเล็กที่มี ต้นน้ำอยู่บนภูเขาเท่านั้นที่ยังคงมีน้ำอยู่มาก
หลินตงหยางได้สร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ขึ้นจากนั้นก็นำน้ำมาใส่ จนเต็มจึงค่อยนำไปเก็บไว้ในช่องเก็บของ ทำเช่นนี้ถึงจะปลอดภัย ส่วนเรื่องอาหารเขาไม่ห่วง ที่กักตุนเอาไว้ ครอบครัวเขาสามารถกินได้อีกหลายปี แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังไม่วางใจ ในเมื่อมีโอกาสได้เกิดใหม่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เขาไม่อยากเห็นชาวบ้านคนไหนอดตาย ชาวบ้านเจียชุนทุกคนล้วนแต่มีจิตใจดี ใช้ชีวิตเรียบง่าย
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินตงหยางจึงได้เข้าไปสำรวจป่าลึกเพื่อหาที่อยู่ ที่ปลอดภัย หาที่ราบที่เหมาะสำหรับสร้างบ้านเพื่อหลบภัยหากไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้ ลำพังจะให้ลงมือกับผู้ลี้ภัยนั้นเขาก็ทำไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่า คนพวกนี้จะผันตัวมาเป็นโจรและเริ่มปล้นชิงชาวบ้าน
