ตอนที่ 18 ศีลเสมอกัน
หลังจากที่แม่เฒ่าฉีกุ้ยเถียนถูกลูกชายสุดที่รักอย่างซ่งเหอซีส่งกลับมาอยู่กับบุตรชายคนโตอย่างซ่งเหอจือ ทำให้ลูกสะใภ้อย่างนางฉางชุนอิง ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะทันทีที่แม่สามีเข้ามาในบ้านก็เริ่มชี้มือ วาดเท้าใส่นาง หลังจากมีชีวิตที่เป็นอิสระไม่ต้องอยู่ภายใต้แม่สามีมานาน ทำให้นางฉางชุนอิงรู้สึกว่าชีวิตต่อจากนี้ของนางคงไม่มีวันสงบสุขได้อีก
ทุกวันแม่สามีจะชี้นิ้วสั่งงานเท่านั้นยังไม่พอแม่สามียังก่นด่าสาปแช่ง ยังมีเรื่องที่ทำให้ฉางชุนอิงรู้สึกว่าตัวเองยอมไม่ได้ก็คือแม่เฒ่าฉีกุ้ยเถียน ต้องการเป็นคนดูแลเงินของบ้านใหญ่ทั้งหมด รวมไปถึงเงินของบ้านรองด้วย ถึงแม้ว่าตอนนี้ทุกคนจะแยกบ้านกันไปแล้วก็ตาม นางฉีกุ้ยเถียนเอาความกตัญญูมาอ้าง แต่ลูกสะใภ้และลูกชายทั้งสองกลับไม่ยอมนางเหมือนที่เคยเป็นมา เพราะทั้งสองครอบครัวรู้ดีว่าแม่ของตัวเองต้องการนำเงินนี้ไปให้กับครอบครัวน้องชายคนที่สี่เพื่อประจบเอาใจลูกสะใภ้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจึงเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น เหตุการณ์รุนแรง จนมีการลงไม้ลงมือ ลูกสะใภ้ทั้งสองคนต่างเข้าไปต่อสู้กับแม่สามีโดยที่สามีของพวกนางต่างก็ยืนดูและไม่ได้ห้ามปรามภรรยาของตัวเองแต่อย่างใด ซ่งเหอจือไม่เข้าใจว่าเหตุใดท่านแม่ถึงต้องทำขนาดนี้ เพื่อที่จะเอาใจน้องสะใภ้สี่ถึงกับต้องมาเอาเงินจากพวกเขา นี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
“หยุดได้แล้ว ข้าบอกให้หยุดหากไม่หยุดอย่าหาว่าข้าหยาบคาย”
“นี่เจ้าใหญ่ เจ้าลูกอกตัญญู นอกจากเจ้าจะไม่ช่วยข้าซึ่งเป็นแม่ของเจ้าแล้ว เจ้ายังทำตัวหยาบคายกับข้าหรือ ข้าเป็นแม่ของเจ้า เจ้าเป็นเพียงก้อนเนื้อที่หลุดออกมาจากท้องของข้า”
“ท่านเคยเห็นใครเป็นลูกของท่านจริง ๆ บ้างนอกจากน้องสี่ ตลอดเวลาท่านเคยมีพวกเราพี่น้องอยู่ในใจหรือไม่ พวกเราแยกบ้านกันแล้ว ที่สำคัญพวกเราเป็นเพียงชาวนา จะมีเงินมากมายมาจากที่ใด อย่าลืมว่า พวกเรายังต้องส่งเสียให้ลูกใหญ่เรียนในสำนักศึกษา น้องสี่เป็นถึงนายอำเภอ ท่านแม่ไม่คิดบ้างหรือว่าหากเรื่องอื้อฉาวนี้แพร่งพรายออกไปน้องสี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
“หากใครมันกล้า ข้าจะไปฉีกปากมัน”
“ท่านเลิกทำตัวไม่มีเหตุผลจะได้หรือไม่ ท่านก็อายุปูนนี้แล้ว เมื่อก่อนท่านทำกับอดีตน้องสะใภ้สี่ได้ แต่ตอนนี้ท่านจะมาทำกับภรรยา ของข้ากับน้องสะใภ้รองไม่ได้ ท่านอย่าลืมว่าท่านเป็นแม่ของนายอำเภอ อย่าได้ทำตัวหยาบคายไร้ยางอายอีกเลย ท่านทำอันใดต้องไว้หน้าน้องสี่ด้วย ท่านยังไม่รู้อีกรึ ที่น้องสะใภ้สี่ไม่ชอบท่านเพราะท่านเป็นเช่นนี้ หากยังไม่หยุดอีก ระวังน้องสี่จะส่งท่านกลับไปอยู่กับเจ้าสาม”
“พวกเจ้ามันอกตัญญู ตอนนี้ไม่มีแม่แก่ ๆ อยู่ในใจแล้ว โอ้สวรรค์เหตุใดข้าถึงได้โชคร้ายที่มีลูกเช่นนี้”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ถือเสียว่าข้ากับน้องรองไม่ใช่ลูกของท่านก็แล้วกัน ท่านเก็บข้าวของกลับไปอยู่กับน้องสี่เถอะ”
หลังจากนางฉีกุ้ยเถียนก่อความวุ่นวายแต่กลับไร้ประโยชน์เพราะตอนนี้ลูกชายทั้งสองคนของนางไม่ทำตามที่นางต้องการและไม่ได้อยู่ ในการควบคุมของนางแล้ว เมื่อเห็นว่าไร้ประโยชน์นางก็หยุดโวยวายและ ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เกาะตามร่างกาย เดินสะบัดหน้าเข้าบ้าน เพื่อคิดหาวิธีที่จะเอาเงินจากลูกชายทั้งสองคน
“น่าเสียดายที่เจ้าสามไม่อยู่ที่นี่ ข้าไม่น่าทิ้งเจ้าสามเอาไว้ที่บ้านเกิดเลยจริง ๆ มิเช่นนั้นข้าคงจะมีคนคอยหาเงินให้แล้ว ตอนนี้เงินในมือก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีเงินไปสนับสนุนลูกสี่ได้อย่างไร ฮึ่ม เพราะสะใภ้หน้าตายพวกนั้นที่จูงจมูกลูกชายของข้า ไม่ได้การแล้วข้าต้องรีบหาทางจัดการพวกนางออกไป” นางฉีกุ้ยเถียนพูดออกมาด้วยความโมโห
ส่วนลูกสะใภ้สี่นั้นก็มีความคิดที่จะกำจัดแม่สามีออกไปจากชีวิตครอบครัวของนางเช่นเดียวกัน ก็แค่หญิงชราชาวนาหยาบคาย พวกขาจุ่มโคลนสมควรออกไปจากชีวิตนางและสามีได้แล้ว เดิมทีนางเองไม่ได้คิดจะแต่งงานกับซ่งเหอซีด้วยซ้ำ ด้วยฐานะทางครอบครัวของเขาไม่มีความเหมาะสมกับนางแม้แต่น้อย ยังดีที่เขาหน้าตาหล่อเหลาและยังพอมีอนาคตอยู่บ้าง หาไม่แล้วนางคงไม่อยากมีแม่สามีเช่นนางฉีกุ้ยเถียนคนนี้
“ฮูหยินท่านอย่าคิดมากไปเลยเจ้าค่ะ” สาวใช้ชุ่ยเหม่ย
“เจ้าจะไม่ให้ข้ากังวลได้เยี่ยงไร นังแก่นั่นจะอยู่ที่บ้านใหญ่ได้กี่วัน ข้าว่าไม่นานก็คงวิ่งแจ้นกลับมา ข้ารำคาญนัก”
“ไม่ใช่ว่านายท่านบอกว่า ส่งไปอยู่บ้านนั้นเป็นการถาวรหรือเจ้าคะ”
“ถึงนายท่านจะบอกอย่างนั้น เจ้ายังไม่รู้อีกหรือว่านังแก่นั่นมีคุณธรรมแบบใดกัน”
“ฮูหยิน เบาเสียงหน่อยเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวนายท่านกับคุณชายจะมาได้ยินเอา”
“ข้ารู้แล้วน่า เจ้าไปจัดการตามที่ข้าบอกให้เรียบร้อย อย่าให้นังแก่นั่นกลับมาได้อีก ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม และที่สำคัญอย่าให้นายท่านของเจ้ารู้ เข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
หลังจากสั่งให้คนออกไปจัดการแม่สามีแล้วเหยียนฟางหรูก็อารมณ์ดีขึ้นมากถึงกับเข้าครัวลงมือทำอาหารค่ำไว้รอต้อนรับสามีกลับมา ส่วนลูกชายสุดที่รักของนางนั้นตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษา ทางด้านลูกสาวนั้นตอนนี้กำลังเรียนเย็บปักกับอาจารย์ที่นางว่าจ้างมา ในอนาคตนางยังหวังว่าสามีของนางจะได้เลื่อนตำแหน่งและโยกย้ายเข้าเมืองหลวง ถึงอย่างไรยังมีพ่อของนางที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง คอยสนับสนุนสามีนางอยู่แล้ว
สาวใช้ที่ถูกส่งให้ออกไปทำงานนั้นไม่ทำให้เหยียนฟางหรูผิดหวังเลยแม้แต่น้อย การลงมือครั้งนี้ราบรื่นเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากสองสะใภ้บ้านซ่งทำให้นางฉีกุ้ยเถียนถูกวางยาพิษได้ไม่ยาก ส่วนพิษ ที่นางฉีกุ้ยเถียนได้รับนั้นคือพิษฟู่จื่อที่สะใภ้ใหญ่ผสมในน้ำดื่มและอาหาร ให้นางฉีกุ้ยเถียนกิน ยาพิษชนิดนี้ทำลายระบบประสาทและหัวใจ ทำให้แสบร้อนในปาก คลื่นไส้ อาเจียน แขนขาชาหรือชาทั้งตัว วิงเวียนศีรษะ รูม่านตาขยาย กลัวความหนาวเย็น และทำลายกล้ามเนื้อประสาทหัวใจ หากได้รับ ในปริมาณที่มาก อาการก็จะหนักขึ้นตามพิษที่ได้รับมา
นางฉีกุ้ยเถียนได้รับพิษติดต่อกันเป็นเวลา 7 วันในไม่ช้านางก็ ไม่สามารถลุกขึ้นมาก่นด่าใครได้อีก ส่วนลูกชายไม่มีใครสนใจไปตามหมอมารักษา ทำได้เพียงปล่อยให้นางฉีกุ้ยเถียนนอนป่วยติดเตียงไปทั้งอย่างนั้น ส่วนซ่งเหอซีมาเยี่ยมผู้เป็นแม่เพียงสองครั้ง หลังจากเวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนนางฉีกุ้ยเถียนก็เสียชีวิตลง
การเสียชีวิตในครั้งนี้ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก การตายของนางฉีกุ้ยเถียนได้ถูกเก็บเป็นความลับ คนนอกรู้เพียงแค่ว่านางเดินทางกลับบ้านไปอยู่กับลูกชายคนที่สามที่บ้านเกิด หาไม่แล้วซ่งเหอซีจะต้องกลับบ้านเกิดเพื่อไปไว้ทุกข์ให้มารดา 3 ปี ตำแหน่งหน้าที่การงานของเขาจะถูกพักลงชั่วคราว ซึ่งจะทำให้เขาพลาดโอกาสที่จะได้เลื่อนขั้น
หลังจากจัดการนางฉีกุ้ยเถียนไปแล้ว ทุกคนก็ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข สะใภ้สี่ได้จ่ายเงินให้บ้านใหญ่กับบ้านรองเป็นค่าตอบแทนที่ให้ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจำนวนเงินถึง 1,000 ตำลึงกันเลยทีเดียว ด้วยเงินจำนวนนี้ทำให้บ้านใหญ่กับบ้านรองอยู่ได้อย่างสบายหลายปี โดยที่ทุกคนลืมไปหมด แล้วว่า ที่พวกเขาร่วมมือกันฆ่านั้นเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของตัวเอง
ทางด้านซ่งเหอฉางไม่ได้รู้เลยว่าตอนนี้นางฉีกุ้ยเถียนผู้เป็นมารดาได้ตกตายไปแล้ว ทางซ่งเหอจือเองไม่มีความคิดที่จะส่งข่าวให้น้องชายคนที่สามได้รับรู้ พวกเขาเองเหมือนจะตัดขาดกันไปโดยปริยาย ซ่งเหอฉางเองตั้งแต่แยกบ้านและถูกทิ้งให้อยู่ในบ้านเกิดก็มีชีวิตที่ดีขึ้น เจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน เขาเองไม่ได้คิดถึงพี่ชายน้องชายและท่านแม่ผู้ใจดำอีก
หลังจากที่หลี่โกวต้านติดตามหลินตงหยางเข้าไปล่าสัตว์และนำไปขาย จนมีเงินพาหลี่เอ้อร์หลางไปรักษาที่โรงหมอในเมือง อาการบาดเจ็บที่ขานับว่ารุนแรงมาก หมอชรายังบอกอีกว่าหากมาช้ากว่านี้ขาของหลี่เอ้อร์หลางจะไม่สามารถเดินได้อีก นับว่ามาทันเวลาอย่างเฉียดฉิว
หลังจากหาเงินมารักษาอาการบาดเจ็บที่ขาของพ่อแล้ว เขายังสามารถซื้อที่นาได้อีก 5 หมู่ นอกจากที่นาแล้วยังมีที่ปลูกบ้านอีก 3 หมู่ หลินตงหยางเองก็ให้ความช่วยเหลือหลี่โกวต้านอย่างเต็มที่โดยมีซ่งลี่ฉุนช่วยอีกแรง นอกจากนี้ทั้งสองคนยังสอนหนังสือให้หลี่โกวต้านอีกด้วยและแนะนำให้เขาส่งหลี่เสี่ยวจุนไปเรียนที่โรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้หลี่โกวต้านเองก็เห็นด้วยกับความคิดของสหายทั้งสอง
แต่คนที่ไม่ยินดีและไม่พอใจที่เห็นความเป็นอยู่ของบ้านหลี่เอ้อร์หลางกำลังดีวันดีคืนนั้นย่อมไม่พ้นนางสงผิงจื่อ ยิ่งหลี่โกวต้านจ้างคนมาสร้างบ้านในที่ดินที่เขาซื้อใหม่นางสงผิงจื่อยิ่งอิจฉามากขึ้นเท่านั้น นางอิจฉาสะใภ้รองมาก สะใภ้รองก็แค่สตรีกำพร้าไม่มีพ่อแม่มีสิทธิ์อันใดมาได้ดีกว่านาง สะใภ้รองที่เคยถูกนางและแม่สามีกดขี่ข่มเหงมาตลอด สะใภ้รองที่เคยทำงานเป็นวัวเป็นม้า ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านมา มีสิทธิ์อันใดที่จะได้ใช้ชีวิต สุขสบายกว่านาง ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ยิ่งแค้นก็ยิ่งอิจฉา
ส่วนทางด้านหลี่ต้าหลางกลับคิดหาลู่ทางแต่งแม่หม้ายหมู่บ้านข้าง ๆ เข้ามา แต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ว่าใครจะมีความคิดเช่นไร ก็ไม่สามารถฉุดความเจริญรุ่งเรืองของหลินตงหยางกับสหายได้ นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านหลายครอบครัวที่มีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา ก็เจริญรุ่งเรืองตามไปด้วย ครอบครัวของปู่ผู้ใหญ่บ้านเป็นครอบครัวแรกที่หลินตงหยางไม่เคยลืมว่าเมื่อตอนที่เขากับท่านแม่ลำบาก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือ จากปู่ผู้ใหญ่บ้านเกรงว่าเขาคงไม่ได้มาเกิดใหม่ในร่างนี้ เจ้าของร่างเดิมคงตายไปนานแล้วไม่น่าจะมีอายุอยู่จนถึง 10 ขวบได้
