ตอนที่ 17 ขโมยไก่ไม่ได้ยังเสียข้าวสารอีกหนึ่งกำมือ
หลังจากนางสงผิงจื่อกลับไปก็ไปโวยวายกับหลี่ต้าหลางผู้เป็นสามี ว่าโดนหลี่เสี่ยวจุนทำร้ายทุบตีมา ด้วยความที่หลี่ต้าหลางรู้นิสัยของภรรยาตัวเองดี ถึงแม้เขาจะเห็นแก่ตัวและไม่อยากรับภาระหาเลี้ยงครอบครัวน้องชายแค่ไหน แต่เขาเองไม่เชื่อว่าหลี่เสี่ยวจุนหลานชายที่มีอายุเพียง 7 ขวบ จะทุบตีภรรยาของเขาได้
“เจ้าพูดจาเพ้อเจ้อให้มันน้อย ๆ หน่อยจะได้หรือไม่ วัน ๆ ไม่คิดจะทำอันใดเลยรึ เจ้าเที่ยววิ่งไปบ้านนั้นที บ้านนี้ที แล้วเจ้าไปบ้านน้องรองทำไม เจ้าจะทำอันใดอีก ข้าให้เจ้าไปแปลงนาช่วยทำงานแต่เจ้ากลับวิ่งไปบ้านน้องรองตอนน้องสะใภ้ไม่อยู่คิดจะทำอันใดรึ”
“ท่านพี่นี่ท่านจะทนเห็นข้าโดนไอ้เด็กเหลือขอเสี่ยวจุนทุบตีได้หรือเจ้าคะ”
“เสี่ยวจุนทุบตีเจ้า เจ้าอายุเท่าไหร่ เสี่ยวจุนอายุเท่าไหร่ เจ้าคิดว่าจะมีใครเขาเชื่อที่เจ้าพูดกัน ไปทำงานในแปลงนาเดี๋ยวนี้ หากเจ้ายังเที่ยวไปโผล่ตามประตูบ้านของชาวบ้านเช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะเขียนหนังสือหย่า ให้เจ้า ข้าไม่อยากทำงานหาเลี้ยงคนขี้เกียจเช่นเจ้า แล้วไม่ต้องมาอ้างว่าเจ้าคลอดลูกชาย ลูกสาวให้ข้า ต่อให้คลอดแล้วอย่างไร เจ้าดูการกระทำของเจ้าที่ผ่านมา เจ้าทำหน้าที่แม่ที่ดีให้ลูกแล้วหรือไม่ แล้วไม่ต้องไปหาเรื่องอะไรบ้านน้องรองอีก ตอนนี้แยกบ้านกันแล้วเจ้าน่าจะพอใจแล้ว อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทน”
“ท่านพี่ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะเจ้าคะ”
“มากกว่านี้ข้าก็ทำได้ ไปเลย ไปแปลงนาเดี๋ยวนี้ สตรีขี้เกียจเช่นเจ้า ยังสมควรได้กินข้าวอยู่หรือ หากไม่ทำงานในนาก็ไม่ต้องกินข้าว บ้านข้า ไม่เลี้ยงคนขี้เกียจ”
นางสงผิงจื่อไม่คิดว่าสามีของนางนอกจากจะไม่ไปจัดการบ้านรอง ให้นางแล้ว ยังไล่นางให้ไปทำงานในแปลงนาอีกด้วย เมื่อเห็นว่าหลี่ต้าหลางไม่เข้าข้างนางแล้วจริง ๆ นางสงผิงจื่อจึงทำได้แค่เดินกระแทกส้นเท้าออกจากบ้านมุ่งหน้าไปแปลงนา หากวันนี้นางไม่ทำงานคงไม่มีข้าวกินเป็นแน่ ตอนแรกที่นางยุยงสามีและแม่สามีให้แยกบ้านรองออกไปนางก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า สามีกับแม่สามีเชื่อฟังคำพูดนางทั้งหมด วัน ๆ จึงไม่คิดจะทำงานทำการอันใด ปล่อยให้ลูก ๆ กับสามีเป็นคนทำ แม้แต่แม่สามีเองยังต้องไปช่วยทำงานในนาด้วย แต่วันนี้นางได้รู้แล้วว่านางคิดผิด เดิมทีสามีและแม่สามีต้องการจะแยกบ้านอยู่แล้วเพียงแต่หาเหตุผลไม่ได้เท่านั้นหาได้เป็นเพราะเชื่อฟังคำยุยงจากนางไม่
ทางด้านหลินตงหยางกับพวกหลี่โกวต้านเองก็เดินเข้าไปในป่าลึกมากกว่าปกติที่เคยมา เพราะป่ารอบนอกมีชาวบ้านมาตัดฟืน ขุดหาผักป่า เป็นจำนวนมาก ทำให้สัตว์ป่าเล็ก ๆ อย่างพวกกระต่ายป่าหรือไก่ฟ้า ย้ายหนีเข้าไปในป่าลึกเพื่อเอาชีวิตรอดจากชาวบ้าน
หลังจากเดินเข้ามาในป่าลึกเป็นเวลานาน ก็มาถึงทุ่งกว้างกลางหุบเขาที่หลินตงหยางกับซ่งลี่ฉุนมากันเป็นประจำ เพราะทุ่งกว้างแห่งนี้เป็นที่สำหรับสัตว์ป่าต่าง ๆ ออกหากิน ไม่ว่าจะเป็นฝูงกวาง หรือฝูงหมูป่าย่อมมีทั้งนั้น
“โอ้ ข้าไม่เคยคิดเลยว่าจะมีทุ่งกว้างอยู่กลางหุบเขาเช่นนี้” หลี่โกวต้าน
“ใช่ไหมล่ะ ข้าเองก็อยากจะมีบ้านต้นไม้เอาไว้พักผ่อน เวลามา ล่าสัตว์ จะได้มีที่นอนค้างคืน แต่ก็ไม่เคยได้สร้างสักที” ซ่งลี่ฉุน
“พวกท่านจะมาสร้างบ้านตรงนี้ให้ได้อะไรขึ้นมา ทุ่งกว้างนี้มีทั้งสัตว์ป่าออกมาหาอาหาร และสัตว์ป่าออกมาล่าเหยื่อเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่ามันจะสวยแต่มันไม่ปลอดภัย เข้าใจหรือไม่”
“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าพูดแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน หากเจ้ายังพูด แบบนี้อีก หูข้าคงได้ฝีขึ้นพอดี”
“ขนาดข้าพูดขนาดนี้ท่านยังมีความคิดที่จะสร้างบ้านต้นไม้อยู่เลย”
“ข้าก็แค่พูดเท่านั้นเองไม่ได้จะทำจริง ๆ เสียหน่อย ข้าก็แค่อยากมีบ้านบนเขาเท่านั้นเอง”
“เอาละ ข้าว่าพวกเรารีบลงมือเถอะ เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ วันนี้คงต้องพึ่งพาเจ้าแล้วนะ โกวต้าน เจ้าไปทางด้านนั้น พี่ชายลี่ฉุนท่านไปทางนั้น ส่วนพวกเจ้าสองตัวไปคอยดักหน้าเอาไว้ ส่วนข้าจะเข้าไปจากทางด้านนี้”
“ตกลง ขอบใจพวกเจ้านะ ตงหยาง” หลี่โกวต้านอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากออกมา ในวันที่ครอบครัวของเขาลำบากเขายังโชคดีที่ได้หลินตงหยางช่วยเอาไว้ สอนให้เขาล่าสัตว์และยังใจดีสอนวิชาการต่อสู้ให้เขาด้วย เท่านั้นยังไม่พอหลินตงหยางยังให้ธนูกับเขาด้วย หากว่าจะให้เขาไปซื้อก็คง ไม่มีเงินพอที่จะซื้อได้ ตอนนี้ท่านพ่อยังนอนป่วย ท่านแม่ทำงานในนา คนเดียว เขาเองก็ต้องเร่งหาเงินเพื่อที่จะได้ซื้อที่ดินสำหรับปลูกบ้านจะได้ย้ายออกไปจากบ้านเก่าของท่านย่า ท่านป้าจะได้ไม่ต้องมาคอยรังแกท่านแม่กับน้อง ๆ ของเขา แต่หลี่โกวต้านไม่ได้รู้เลยว่าหลังจากที่เขาออกจากบ้านมา หลี่เสี่ยวจุนก็ได้ทุบตีคนไปแล้ว
ทั้งสามคนล่ากวางได้สามตัวใหญ่ ส่วนเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเฮยวันนี้ทำหน้าที่ต้อนสัตว์ได้ดีมาก ทั้งสามคนรีบไปตัดไม้มาทำแพอย่างง่ายเพื่อลากกวางออกไปจากป่า หลินตงหยางอยากจะเก็บกวางเข้าช่องเก็บของแต่ไม่สามารถทำได้เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย เขาไม่สามารถเปิดเผยความลับได้ จึงทำได้เพียงช่วยกันทั้งสามคนลากแพไม้ไผ่ออกจากป่าไปอย่างทุลักทุเลยังดีที่ว่าเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์และมีเรี่ยวแรงมากกว่าคนธรรมดา กว่าจะออกมาจากป่าได้ เล่นเอาพวกเขาเหนื่อยไปตาม ๆ กัน หลินตงหยางให้พวกเขารอที่ชายป่า ส่วนตัวเองกับอีกสองตัวจะกลับบ้านไปเอาเกวียนล่อมารับ เพื่อที่จะนำเหยื่อเข้าเมืองไปขายทันที
ทางด้านนางสงผิงจื่อที่ถูกสามีไล่ให้ไปทำงานช่วยคนอื่นในนา เมื่อเดินไปถึงก็เห็น นางฮุ้ยเหนียงภรรยาของหลี่เอ้อร์หลาง กำลังก้มหน้าก้มตาถอนวัชพืชอยู่ นางไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปหาเรื่องทันที
“อุ๊ย ตายแล้ว น้องสะใภ้รองแย่หน่อยนะที่ต้องทำงานในนาคนเดียว ถึงแม้ที่นาจะมีเพียงสองหมู่เท่านั้น แต่ว่านะ สองหมู่ข้าคิดว่ามากเกินไปข้าว่าเจ้าคืนพวกเรามาหนึ่งหมู่เถอะ ลำพังเจ้าสี่คนแม่ลูกกับสามีที่ไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง ที่ดินแค่หมู่เดียวก็พอแล้ว เจ้าว่าดีหรือไม่” นางสงผิงจื่อเข้าไป หาเรื่องนางฮุ้ยเหนียง โดยลืมว่านางฮุ้ยเหนียงนั้นหาใช่ลูกพลับนิ่มไม่
“สงผิงจื่อ วันนี้ปากเจ้ากินขี้มาใช่หรือไม่ เหตุใดพอเจ้าอ้าปากออกมา สิ่งเน่าเหม็นถึงได้ลอยออกมาจากปากของเจ้า เจ้าแช่งใครให้ตายวันตายพรุ่ง ครอบครัวพ่อแม่พี่น้องของเจ้าสิตายวันตายพรุ่ง คนขี้เกียจเช่นเจ้าวัน ๆ ไม่ทำงาน เที่ยวเดินไปทั่วหมู่บ้าน หรือว่าเจ้าเดินลัดเลาะเสาะหาของเน่าเสียในหมู่บ้านกิน ปากของเจ้าถึงได้คายแต่สิ่งเน่าเหม็นออกมาเช่นนี้ สามีข้าจะอยู่หรือจะตายมันก็ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า สตรีหน้าด้านไร้ยางอายเช่นเจ้าย่อมไม่ได้ตายดี นี่คือสิ่งที่ข้ารู้ เผลอ ๆ เจ้าอาจจะตายวันนี้ก็ได้”
“เจ้า … เจ้า เจ้า นังบ้า เจ้า จะทำอันใด” นางสงผิงจื่อเพิ่งได้สติขึ้นมา นางเพิ่งมานึกได้ว่าตลอดเวลาคนที่ฮุ้ยเหนียงจะยอมนั้นมีเพียงแม่สามีเท่านั้น กับพี่สะใภ้เช่นนางฮุ้ยเหนียงไม่เคยก้มหัวให้สักครั้ง เมื่อเห็นนางฮุ้ยเหนียงถือจอบเดินมา ก็ทำให้นางสงผิงจื่อตกใจมาก
“ทำอันใดน่ะรึ ข้าก็แค่จะทุบตีหมาบ้าให้มันตาย มันจะได้ไม่เที่ยวไปกัดคนอื่นอีก เจ้าว่าดีหรือไม่”
“เจ้า เจ้าอย่าเข้ามานะ” นางสงผิงจื่อรีบวิ่งไปยังที่นาของบ้านใหญ่ที่อยู่ติดกันทันที
เมื่อนางฮุ้ยเหนียงเห็นนางสงผิงจื่อวิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว นางก็อดที่จะโมโหไม่ได้ กล้าดีอย่างไรมาสาปแช่งสามีนางให้ตาย หากแม่สามีให้เงินไปหาหมอ สามีนางจะเป็นเช่นนี้รึ พวกเขาใจดำมาก นางไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวสามีจะใจร้ายใจดำได้ถึงเพียงนี้ รอให้สามีของนางหายดีเสียก่อนอย่าหาว่าพวกนางอกตัญญู
ในเมื่อกล้าแยกบ้านในตอนที่สามีล้มป่วยไม่ได้สติ กล้าขับไล่สตรีและลูก ๆ ให้พาสามีออกมาอยู่บ้านหลังเก่าที่ผุพัง เช่นนั้นก็ตัดความสัมพันธ์กันไปเลยจะดีกว่า นางฮุ้ยเหนียงยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ ตลอดเวลาครอบครัวรองทำงานเป็นวัวเป็นม้า ทำงานหนัก ทำงานมาก แต่ได้กินน้อย แม่สามีไม่เคยดุด่าว่ากล่าวครอบครัวใหญ่ ต่อให้นางสงผิงจื่อขี้เกียจขนาดไหนแม่สามีก็ไม่เคยว่า แต่กลับเป็นนางที่ต้องถูกแม่สามีโขกสับอยู่ทุกวัน
หลี่ต้าหลางมองดูภรรยาของตัวเองวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาก็คิดว่านางคงไปหาเรื่องน้องสะใภ้รองมาอีกเป็นแน่ เหตุใดท่านแม่ถึงได้ตบแต่งสตรีสมองหมูเช่นนี้ให้กับเขากัน หลี่ต้าหลางถลึงตามองดูนางสงผิงจื่อด้วยความโมโห
“ข้าให้เจ้ามาทำงานในแปลงนา เจ้าวิ่งไปหาเรื่องคนอื่นมาอีกแล้ว ใช่หรือไม่ เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถเอาชนะน้องสะใภ้รองได้รึ ไม่ถูกนางเอาจอบฟาดก็ดีเท่าไหร่แล้ว ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าได้ไปยุ่งกับพวกบ้านรอง ตอนนี้พวกเราแยกบ้านกันแล้วไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันอีก หากเจ้ายังคอยไปหาเรื่องพวกเขา จนชาวบ้านนำเรื่องนี้ไปพูด ข้าจะหย่ากับเจ้า สตรีสมองหมู ที่พยายามทำลายชื่อเสียงของข้า ของลูกชายข้า ข้าจะไม่เก็บเอาไว้ การที่เจ้าทำตัวเช่นนี้เคยคิดบ้างหรือไม่ว่ามันจะส่งผลกับอนาคตของลูกชาย เขายังต้องเรียนหนังสือ เขายังต้องสอบเป็นซิ่วไฉ แต่สตรีไร้คุณธรรมเช่นเจ้าสมควรเป็นแม่ของลูกชายข้าหรือไม่”
“นี่... นี่ มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง”
“เจ้ายังจะมาเถียง ไปทำงาน ทำไม่เสร็จก็ไม่ต้องกินข้าว ไม่มีบ้านรองคอยทำงานแทนเจ้าแล้ว ต่อไปนี้งานของบ้านรองทั้งหมดเจ้าต้องเป็นคนทำ หากข้าเห็นว่าเจ้าขี้เกียจก็เตรียมกลับไปบ้านพ่อแม่ของเจ้าได้เลย”
“ท่านพี่ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้นะ ข้าเป็นภรรยาของท่าน”
“หากข้าเลือกได้ ข้าก็ไม่อยากมีเจ้าเป็นภรรยาเช่นกัน สตรีเช่นเจ้า มีประโยชน์อันใดกับข้า หากข้าไม่เห็นแก่ลูกสาวลูกชาย ข้าหย่าเจ้าไปนานแล้ว”
“ท่านพูดเช่นนี้หรือว่าท่านมีหญิงอื่นใช่หรือไม่”
“ปากเน่าเหม็นของเจ้า ตาข้างไหนของเจ้าเห็นว่าข้ามี ฮะ หากยังไม่หยุดพูดก็กลับไปเก็บของกลับบ้านพ่อแม่เจ้าเสียตอนนี้”
หลี่ต้าหลางจะกล้าพูดออกมาได้อย่างไรว่าตัวเขาเองไปถูกตาต้องใจหญิงสาวหมู่บ้านข้าง ๆ เข้าให้ ถึงแม้นางจะเป็นแม่หม้ายสามีตาย แต่นาง ทั้งสวยทั้งอ่อนโยนไม่เหมือนกับภรรยาของตนแม้แต่น้อย เห็นทีว่าเขาจะต้องหาทางกำจัดนางสงผิงจื่อออกไปเสียแล้ว
