บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 16 แผนการของซ่งเหอจือ

หลังจากที่ซ่งเหอซีส่งนางฉีกุ้ยเถียนไปอยู่กับซ่งเหอจือผู้เป็นพี่ชายคนโต โดยอ้างบุตรชายคนโตย่อมต้องดูแลบิดามารดาตามธรรมเนียมปฏิบัติ นางฉางชุนอิงเองรู้สึกไม่พอใจน้องสามีของนาง แต่ไม่สามารถจะทำอันใดได้ ใครใช้ให้นางแต่งงานกับบุตรชายคนโตของตระกูลซ่งกันล่ะ ถึงจะไม่พอใจ เช่นไรนางก็ไม่สามารถพูดหรือทำอันใดได้ ถึงอย่างไรนางฉีกุ้ยเถียนก็เป็น แม่สามีของนาง

“ท่านพี่ เหตุใดน้องสี่ถึงต้องส่งท่านแม่กลับมาอยู่กับพวกเราด้วยเจ้าคะ หรือว่าน้องสะใภ้สี่รังเกียจที่ท่านแม่เป็นเพียงหญิงชาวนากัน”

“เรื่องนี้ข้าเองก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น ด้วยความที่น้องสะใภ้สี่ผู้นี้เป็น ลูกสาวของนายอำเภอ นางย่อมรังเกียจแม่สามีที่เป็นชาวนาอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านแม่รักน้องสี่มากไม่ว่าน้องสี่จะทำอันใดก็ยอมไปเสียหมด ครั้งนี้ข้าคิดว่าน้องสะใภ้สี่จะเป็นคนต้นคิดให้ท่านแม่กลับมาอยู่กับพวกเรา”

“น้องสี่ก็ช่างกระไร เหตุใดถึงได้เกรงกลัวภรรยาไปเสียทุกเรื่อง”

“เหตุใดจะไม่เกรงกลัวกันล่ะ ใครใช้ให้นางมีพ่อเป็นนายอำเภอกันล่ะ เจ้าอย่าลืมว่าที่น้องสี่ได้ดีทุกวันนี้ก็เพราะความช่วยเหลือของพ่อนาง หาไม่แล้วน้องสี่จะทิ้งภรรยาและลูกไปแต่งงานใหม่รึ”

“นั่นสิเจ้าคะ แล้วทีนี้พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีเจ้าคะ ท่านแม่เองก็จุกจิกเรื่องมากขึ้นทุกวัน”

“เราจะไปทำอันใดได้ อย่าลืมว่าลูกชายของเรายังต้องอาศัยให้น้องสี่ช่วยเหลืออยู่ หรือเราจะส่งท่านแม่ไปอยู่กับน้องรองดี”

“ท่านพี่จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ บ้านน้องรองก็อยู่แค่นี้เอง ข้าขี้เกียจจะมีปากเสียงกับน้องสะใภ้รอง ทำใจเถอะเจ้าค่ะ”

“หากเจ้าสามอยู่ด้วยคงจะดี ปกติครอบครัวเจ้าสามจะเป็นคนรองรับอารมณ์ของท่านแม่ หรือเราจะหาทางส่งท่านแม่กลับไปอยู่กับเจ้าสามดีหรือไม่”

“ท่านพี่ ท่านคิดว่าท่านแม่จะยอมไปหรือเจ้าคะ อย่าลืมว่าท่านแม่รักน้องสี่มาก และไม่ชอบน้องสามกับภรรยาสักเท่าไหร่ ท่านคิดว่าท่านแม่ จะกลับไปอยู่กับลูกชังแทนที่จะอยู่กับลูกรักหรือเจ้าคะ แล้วแบบนี้ท่านแม่มาอยู่กับพวกเรา ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้น เรื่องนี้ท่านพี่จะต้องคุยกับน้องสี่ให้เข้าใจนะเจ้าคะ ข้าวปลาอาหารไม่ได้หล่นมาจากท้องฟ้านะ อย่าลืมว่าที่ดินทำกินของพวกเรามีเพียงน้อยนิดไหนจะค่าใช้จ่ายของซวนเอ๋อร์ในสำนักศึกษาแต่ละเดือน ถ้าเกิดว่าท่านแม่มาอยู่กับพวกเราแต่น้องสี่ไม่ได้จ่ายค่าเลี้ยงดูมาแบบนี้ก็แย่สิเจ้าคะ ไม่ใช่ท่านไม่รู้ว่าท่านแม่มีอะไรก็ให้น้องสี่หมด แบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับเราเลยนะเจ้าคะ”

“เรื่องนี้เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับน้องสี่เองเจ้าไม่ต้องกังวลไป”

“เจ้าค่ะ”

ทางด้านครอบครัวของซ่งเหอเจา ตอนนี้ได้มีการพูดคุยกันในครอบครัว ตอนนี้นางฉีกุ้ยเถียนได้กลับมาอยู่กับบ้านใหญ่แล้ว เห็นทีบ้านรองอย่างพวกเขาต้องอยู่ให้ห่างบ้านใหญ่เอาไว้ ลดการไปมาหาสู่หากไม่จำเป็นอย่าได้ไปที่บ้านใหญ่ นางเฟยฮุ้ยนั้นตอนนี้รู้สึกว่าการใช้ชีวิตโดยไม่มีแม่สามีมากดขี่นั้นดีมากเพียงใด

นางหวงแหนชีวิตเช่นนี้ที่สุด อีกทั้งตอนนี้ทุกคนต่างแยกบ้านกันแล้วต่างคนต่างทำมาหากิน นางเองยังต้องหาเงินส่งเสียลูกชายที่เรียนอยู่ที่ สำนักศึกษา ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนนั้นมากโข ตอนยังไม่แยกบ้านยังมีเงินจากส่วนกลางจ่ายค่าเล่าเรียนให้ทุกคนในบ้าน และยังมีซ่งเหอฉางและครอบครัวคอยทำงานเป็นวัวเป็นม้า

พวกนางกับสามีไม่ต้องเหนื่อยมากมาย แต่เงินที่ได้มานั้นตกอยู่ในมือของแม่สามีหมด ตอนนี้นางสามารถดูแลเงินเองได้แล้ว เช่นนั้นนางคงต้องลดการคบหากับบ้านใหญ่เสียแล้ว หาไม่แล้วคงไม่แคล้วได้โดนแม่สามีกดหัวอีกแน่ ไม่ว่าจะเป็นใครต่างไม่อยากอยู่กับแม่สามีอย่างนางฉีกุ้ยเถียนกันทั้งนั้น ถึงแม้ตอนอยู่ที่บ้านเดิมก่อนจะย้ายมาปักหลักที่ทางใต้ จะเข้ากันได้ดีกับ แม่สามีก็ตาม แต่ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นลูกสะใภ้คนไหนก็ไม่อยากอยู่ร่วมชายคากับแม่สามีเช่นนางทั้งนั้น ตอนนี้มีโอกาสแยกออกมาแล้วไม่คิดว่า แม่สามีจะกลับมาอยู่กับบ้านใหญ่อีก

ทางด้านหลินตงหยางไม่สนใจว่าใครจะมีความคิดและทำอะไรนางฉีกุ้ยเถียนและคนอื่นจะใช้ชีวิตกันยังไง เขาล้วนไม่เอามาใส่ใจการที่ครอบครัวซ่งย้ายออกไปนับว่าหมู่บ้านสงบสุขขึ้นเยอะ จะมีบ้างแค่นางสงซื่อสตรีปากยื่นปากยาวชอบนินทาว่าร้ายแต่ไม่ได้ก่อความวุ่นวายในหมู่บ้านมากมายนัก

ซ่งเหอฉางเองตอนนี้ได้แผ้วถางที่ดินที่ซื้อมาใหม่และจ้างชาวบ้านมาช่วยสร้างกำแพง ส่วนหน้าที่ในการสร้างบ้านนั้นเป็นช่างจากในตัวเมือง ชาวบ้านที่มีที่ดินทำกินน้อยหลังจากไถพลิกหน้าดินแล้วยังไม่ได้ทำการเพาะปลูกก็จะมารับจ้างสร้างกำแพงเพื่อหารายได้อีกทางหนึ่ง

เพราะฤดูหนาวยาวนาน ทำให้การเพาะปลูกล่าช้า อีกทั้งตอนนี้รู้สึกว่าอากาศแปรปรวนมาก บางวันร้อนบางวันมืดครึ้มเหมือนฝนจะตก แต่ทว่ากลับไม่มีฝนตกลงมาเลย เพราะเรื่องนี้ทำให้ท่านปู่ผู้ใหญ่บ้านทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ภัยหนาวเพิ่งผ่านไป หากเกิดภัยแล้งในปีถัดไปชาวบ้านจะอยู่กันได้อย่างไร

ตอนนี้ทางชายแดน ดูเหมือนว่าจะเข้าสู่ความสงบ เพราะอยู่ดี ๆ ฝ่ายตรงข้ามก็ยกทัพกลับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนบุกทัพมาบุกก็มาเอาง่าย ๆ พอจะไปก็ไปแบบง่าย ๆ แต่ก็เป็นผลดีกับทั้งสองฝ่ายที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อไปมากกว่านี้

หลังจากที่หลินตงหยางได้เข้าเรียนที่โรงเรียนส่วนตัวได้ไม่นาน แต่ทว่าความรู้ของเขานั้นไม่น้อยเลยทีเดียว การเรียนของเขาก้าวหน้าไปแบบก้าวกระโดดจนอาจารย์ตัดสินใจให้เขาเข้าร่วมการสอบถงเซิงในอีกสองเดือนข้างหน้านี้ ซ่งลี่ฉุนเองก็จะร่วมการสอบในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับสหายอีก 3 คน ถึงแม้ว่าหลินตงหยางจะเรียนช้าแต่เขามีข้อได้เปรียบที่ไม่สามารถบอกใครได้ อย่างน้อย ๆ ท่านแม่ของเขาก็เป็นคนรู้หนังสือ จึงทำให้ไม่มีใครสงสัยในตัวหลินตงหยางมากนัก

เช้าวันนี้เป็นวันหยุดหลินตงหยางจึงไม่ต้องไปเรียน แต่เขาจะเข้าไปในภูเขาเพื่อล่าสัตว์และนำไปขายเหมือนเช่นที่เคยทำมา ส่วนที่ดินหลังบ้านของเขานั้นตอนนี้ได้ทำการเพาะปลูกเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางหลินซื่อผู้เป็นมารดาและน้องสาวอย่างหลินเหมยหลิงก็เริ่มงานเย็บปักเพื่อหารายได้อีกทาง

“ท่านแม่ เดี๋ยวข้าจะพาเสี่ยวเฮยกับเสี่ยวไป๋ขึ้นเขาไปด้วยนะขอรับ วันนี้ท่านแม่มีงานที่ต้องทำหรือไม่ขอรับ มีอันใดให้ข้าช่วยหรือไม่ หากไม่มีข้าจะได้เข้าป่านานหน่อย”

“ไม่มี ไม่มีอันใดให้เจ้าช่วยทั้งนั้น เข้าป่าไปก็ดูแลตัวเองให้ดี ความปลอดภัยต้องมาก่อนเข้าใจหรือไม่”

“ข้าเข้าใจขอรับท่านแม่ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ท่านกับน้องสาวอยู่บ้านก็อย่าลืมปิดประตูบ้านให้ดีนะขอรับ”

“แม่เข้าใจแล้ว เจ้าจะขึ้นเขาแล้วลี่ฉุนล่ะไปกับเจ้าด้วยหรือไม่”

“ไปขอรับ นอกจากมีพี่ชายลี่ฉุนแล้วยังมี โกวต้านบ้านรองสงด้วยขอรับ”

“ดูแลกันดี ๆ ล่ะ โกวต้านเองก็น่าเห็นใจ มีน้องสาวน้องชาย ที่ต้องดูแล หลี่เอ้อร์เองก็ได้รับบาดเจ็บ พอเขาได้รับบาดเจ็บ บ้านใหญ่ก็รีบแยกบ้านทันที แม่ไม่รู้ว่านางสงซื่อสะใภ้ใหญ่บ้านหลี่ไปพูดจายุแยงอันใด บ้านหลี่จึงได้ทะเลาะกันจนต้องแยกบ้าน”

“วัน ๆ นางสงผิงจื่อไม่คิดจะทำงานอันใด แต่ละวันข้าเห็นนางเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้านคอยดูอยู่หน้าบ้านคนอื่นเพื่อหาเรื่องนินทา ช่างเป็นสตรี ที่น่ารังเกียจจริง ๆ” หลินเหมยหลิงเบ้ปากอย่างนึกรังเกียจ

“ท่านแม่ สายแล้ว เดี๋ยวจะร้อน ข้าไปก่อนนะขอรับ”

“พี่ใหญ่อย่าลืมของอร่อยของข้านะเจ้าคะ”

“ตกลง พี่ใหญ่ไม่ลืม จะเอาของอร่อยกลับมาฝากเจ้าแน่นอนอยู่บ้านดูแลท่านแม่ให้ดีล่ะ”

“เจ้าค่ะพี่ใหญ่”

หลินตงหยางเพิ่งเดินออกมายังไม่ทันจะพ้นรั้วบ้านก็พบเข้ากับ ซ่งลี่ฉุนกับหลี่โกวต้านที่เดินมาด้วยความรีบเร่ง หลินตงหยางเห็นท่าทางของเขาแล้วรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะมัวแต่คุยกับน้องสาวทำให้มาช้ากว่า ที่นัดกันเอาไว้ จนทั้งสองคนต้องมาตามถึงหน้าบ้าน

“ตงหยางเจ้าเป็นอันใดไม่สบายรึ”

“เปล่า ข้าสบายดี พอดีข้ามัวคุยกับท่านแม่และน้องสาวอยู่น่ะสิ ขอโทษเจ้าด้วยนะโกวต้าน ข้ามาสายจนได้”

“ช่างเถอะ ๆ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว พวกเราไปกันเถอะ ท่านแม่ข้าออกไปแปลงนา ที่บ้านมีแต่น้องสาวน้องชายกับท่านพ่อที่ป่วย ข้าเกรงว่าป้าสะใภ้มหาภัยจะมาพูดอะไรให้ท่านพ่อข้าไม่สบายใจอีก”

“วันนี้เจ้าสองตัวนี้ก็ไปด้วยเหรอ” ซ่งลี่ฉุนเห็นเสี่ยวเฮยกับเสี่ยวไป๋ยืนอยู่ข้างหลินตงหยาง ซึ่งปกติเจ้าสองตัวนี้จะทำหน้าที่เฝ้าบ้านอย่างแข็งขัน ไม่ค่อยตามหลินตงหยางขึ้นเขาสักเท่าไหร่

“ขอรับ ตอนนี้พวกมันก็โตแล้วสมควรจะล่าสัตว์หาอาหารได้แล้ว”

“เยี่ยมเลย ถ้ามีเสี่ยวไป๋กับเสี่ยวเฮยไปด้วย วันนี้คงไม่ต้องกลับมามือเปล่า” หลี่โกวต้านยิ้มแป้น

ทางด้านนางสงผิงจื่อหลังจากที่หลี่โกวต้านออกจากบ้านไปไม่นาน นางก็มาที่บ้านรองทันทีและตรงเข้าไปในครัวเพื่อหาของที่กินได้และยึดเอาไปเป็นของตัวเอง หลี่เสี่ยวหลานน้องสาวของหลี่โกวต้านพยายามยื้อแย่งข้าวสารถุงสุดท้ายที่มีในบ้านจากนางสงผิงจื่อ แต่แรงเด็กหรือจะสู้แรงผู้ใหญ่ หลี่เสี่ยวจุนเมื่อเห็นว่าน้องสาวตัวเองกำลังถูกป้าสะใภ้ทำร้าย เขารีบทิ้งฟืน ที่อยู่ในมือลงพื้นจากนั้นก็คว้าเอาไม้กวาดฟาดไปที่นางสงผิงจื่อสุดแรง ท่านแม่ไม่อยู่ ท่านพ่อไม่สบายตอนนี้นอนไม่ได้สติ พี่ชายไปล่าสัตว์ หากเขาที่เป็นพี่ชายไม่สามารถปกป้องน้องสาวและถุงข้าวเอาไว้ได้ เขาคงไม่มีหน้าไปสู้หน้าพี่ชาย

“ท่านป้าปล่อยนะ นี่มันข้าวของบ้านข้า”

“ถอยออกไปนังเด็กเหลือขอ ปล่อยมือของเจ้าออกไป หากไม่ปล่อยอย่าหาว่าข้าหยาบคาย”

“ท่านนั่นแหละที่ต้องปล่อย ปล่อยมือจากถุงข้าวบ้านข้า หากท่านไม่ปล่อยอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ ท่านต้องการจะให้ครอบครัวของเราอดตาย ใช่หรือไม่ การที่ท่านไปเป่าหูท่านปู่ท่านย่าให้ขับไล่พวกเราออกมา ท่านยังไม่พอใจอีกหรือ ส่วนแบ่งอาหารที่พวกเราได้มาก็มีอยู่เพียงเท่านี้ ทั้ง ๆ ที่ผ่านมาบ้านของข้าทำงานหนักมาตลอดส่วนท่านวัน ๆ นอกจากสอดรู้สอดเห็น เรื่องชาวบ้านแล้ว หาได้ทำอันใดไม่ ปล่อยมือจากถุงข้าวบ้านข้านะ”

“เจ้าว่าใครสอดรู้สอดเห็นเรื่องของชาวบ้าน เจ้าเด็กสมควรตาย”

“ท่านสิสมควรตาย” หลี่เสี่ยวจุนฟาดไม้กวาดใส่นางสงผิงจื่อสุดแรง ถึงแม้เขาจะเป็นเด็กอายุเพียง 7 ขวบแต่เขาทำงานในนามาแต่เล็กเรื่องกำลังย่อมมีไม่น้อย นางสงผิงจื่อไม่คิดว่าหลี่เสี่ยวจุนจะกล้าตีนางจริง ๆ

“โอ๊ย หยุดนะไอ้เด็กเหลือขอ”

“ท่านสิเหลือขอ ออกไปจากบ้านของข้า”

นางสงผิงจื่อถูกด้ามไม้กวาดฟาดไปหลายทีจนต้องหนีออกมาจากบ้านรอง นางไม่เคยคิดเลยว่าเด็กพวกนี้ที่ถูกนางโขกสับมาตลอด ตอนนี้ จะกล้าตีนางจริง ๆ นางสงผิงจื่อกลับไปด้วยความโมโห นี่ไม่เท่ากับว่านางขโมยไก่ไม่ได้แล้วยังเสียข้าวสารอีกหนึ่งกำมือหรอกหรือ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel