ตอนที่ 15 การจากไปของฤดูหนาว
หลังจากฤดูหนาวอันยาวนานผ่านพ้นไป อากาศเริ่มอุ่นขึ้นหิมะละลายหมดแล้ว ฤดูใบไม้ผลิมาถึงการเพาะปลูกของชาวบ้านก็กำลังจะ เริ่มขึ้นเช่นเดียวกัน หลินตงหยางเองก็เริ่มที่จะพลิกหน้าดินในสวนหลังบ้านเตรียมเอาไว้ให้ท่านแม่และน้องสาวปลูกผัก แพะป่าที่เก็บกลับมาจากภูเขาตอนนี้เติบโตขึ้นมาก ลูกหมาป่าทั้งสองตัวก็เติบโตขึ้นมากเช่นเดียวกัน ตอนนี้ทั้งสามตัวสามารถออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านและจับเหยื่อเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับมาได้แล้ว
หลาย ๆ หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยหนาวเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะยากลำบากขนาดไหน แต่ตอนนี้สามารถผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปได้แล้ว และชีวิตยังคงดำเนินต่อไป หลินตงหยางเดิมทีจะซื้อที่ดินเพิ่มแต่ก็ต้องหยุดความคิดนั้นเอาไว้ก่อนเพราะในใจเขามีลางสังหรณ์บางอย่าง ซึ่งมันทำให้เขาไม่สบายใจแปลก ๆ แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่
ที่ชายแดนตอนนี้กำลังร้อนระอุไปด้วยสงคราม ทันทีที่ฤดูหนาว ผ่านไป ข้าศึกก็เริ่มลงมือทันที ฝั่งตรงข้ามส่งทัพเล็กทัพน้อยเข้ามาก่อกวนหลายพื้นที่ของชายแดน ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองแถบชายแดน เริ่มลำบากหลังจากเพิ่งผ่านพ้นความหนาวเย็นไป อาหารที่สะสมเอาไว้ก็เหลือน้อยเต็มที ยังไม่ทันที่จะได้เพาะปลูก ก็ต้องเตรียมตัวอพยพหลบหนีภัยสงคราม บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาในความโชคร้ายของตนเอง
ความวุ่นวายไม่สงบที่ชายแดนไม่ได้ส่งผลกระทบสำหรับหมู่บ้านของหลินตงหยางในตอนนี้ แต่ถ้าบ้านเมืองไม่สงบและมีเหตุการณ์นองเลือด เรื่อย ๆ คาดว่าชาวบ้านน่าจะอพยพเพื่อเอาชีวิตรอดถึงตอนนั้นจะมีผู้ลี้ภัยเดินทางมาเป็นจำนวนมาก ตอนนี้มีครอบครัวเศรษฐีและชาวบ้านที่พอมีเงินในมือ อพยพลงไปทางใต้บ้างแล้ว ส่วนชาวบ้านยากจนได้แต่กัดฟัน ยืนหยัดอยู่ในบ้านเกิดเท่านั้น บางคนไม่เต็มใจละทิ้งบ้านเกิดที่อยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทำได้เพียงส่งลูกหลานออกไปเท่านั้น
หลินตงหยางและครอบครัวยังใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายและมีความสุข แม้ว่าจะได้รับข่าวการเกิดสงครามมาเป็นระยะ เมื่อเกิดสงครามอาหารจะขาดแคลน เข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ก่อนที่ราคาข้าวจะสูงขึ้นมากไปกว่านี้ หลินตงหยางได้ซื้อตุนเอาไว้เป็นจำนวนมาก ตอนนี้ ที่นาสองหมู่ที่นางซ่งทิ้งเอาไว้ให้กับลูกชายได้เตรียมดินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซ่งเหอฉางคิดว่าตอนนี้เขาควรปลูกมันเทศหนึ่งหมู่ กับข้าวโพดอีกหนึ่งหมู่ ส่วนสวนหลังบ้านจะปลูกผักทั้งหมด
หลินตงหยาง มีพื้นที่สวนหลังบ้านทั้งหมด 5 หมู่ เมื่อปรึกษากันในครอบครัวแล้ว ก็ตกลงกันว่าจะปลูกมันเทศ 2 หมู่ เผือก 2 หมู่ ที่เหลืออีกหนึ่งหมู่ ใช้ปลูกผักครึ่งหมู่ อีกครึ่งหมู่ปลูกถั่วลิสง ชาวบ้านเองก็เริ่มให้ความสำคัญกับการกักตุนอาหาร ต่างเริ่มลงมือพลิกหน้าดินทำการเพาะปลูกกันเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ
แต่จะมีแกะดำของหมู่บ้านไม่กี่ครัวเรือนเท่านั้นที่นอกจากจะไม่เริ่มพลิกหน้าดินในที่ดินของตัวเองแต่กลับเอาแต่ขี้เกียจและเดินรอบหมู่บ้าน เพื่อนินทาว่าร้ายคนอื่น เช่นนางสงผิงจื่อ สตรีปากยื่นปากยาวที่วันทั้งวัน เอาแต่เดินไปเมียงมองหน้ารั้วบ้านคนอื่นเพื่อหาเรื่องมาซุบซิบนินทา นางสงผิงจื่อคนนี้เป็นเพื่อนรักของชุนอิงสะใภ้ใหญ่บ้านซ่งอย่างฉางชุนอิง ที่เข้าขากันดีกับแม่สามีอย่างนางฉีกุ้ยเถียน
“ลุงสามข้าว่าท่านสมควรซื้อที่ดินเพาะปลูกเพิ่มนะขอรับ ตอนนี้ ท่านมีเงินในมือแล้ว สามารถซื้อได้ ถ้าเผื่อว่าวันหนึ่งท่านแม่ของท่านกลับมา ด้วยนิสัยของนางท่านคิดว่านางจะไม่ทวงถามเอาสิ่งที่มีอยู่ไปจากท่านหรือ นางย่อมอ้างเรื่องกตัญญูมากดข่มท่าน แล้วพี่ชายลี่ฉุนกับน้องสาวลี่จูไหนจะท่านป้าจะทำอย่างไรเล่าขอรับ” หลินตงหยางพูดขึ้นในขณะที่มารอรับ ซ่งลี่ฉุนเพื่อไปโรงเรียนส่วนตัวด้วยกัน
“ขอบใจเจ้านะตงหยาง ด้วยนิสัยของท่านแม่หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า นางก็คงจะทำเช่นนั้นจริง ๆ ขอบใจเจ้าที่เตือนสติลุง และขอบใจเจ้าที่ไม่ติดใจโกรธแค้นลุงรวมไปถึงท่านป้าและพี่ชายน้องสาวของเจ้าด้วย” ซ่งเหอฉาง มองหลานชายตรงหน้าพลันถอนหายใจ เขาไม่เคยเห็นด้วยกับท่านแม่และน้องสี่กับการกระทำที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้ แต่เขาไม่สามารถทำอันใดได้ เพราะเขาเองไม่ใช่ลูกที่ท่านแม่โปรดปราน เขาและภรรยาเป็นเพียงวัวและม้าคอยทำงานหนักในไร่นาในสายตาท่านแม่และพี่ชายทั้งสอง
“ตงหยางไปกันเถอะ ขอโทษที่ให้รอนานนะ พอดีว่าข้าท้องไส้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่” ซ่งลี่ฉุน
“ท่านไปกินอันใดมาหรือ”
“พอดีว่าข้าตะกละกินมากไปหน่อยเลยปวดท้องน่ะ ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว รีบไปกันเถอะสายแล้ว”
“ขอรับ”
เมื่อทั้งสองคนหายไปจากสายตา ซ่งเหอฉางก็เดินกลับเข้าไปในบ้านพร้อมทั้งบอกเล่าในสิ่งที่หลานชายพูดกับเขาเมื่อสักครู่ เมื่อสองสามีภรรยาปรึกษากันแล้วจึงเห็นว่าสมควรซื้อที่ดินเพิ่ม นางฟางซินเองก็ไม่อยากถูก แม่สามีข่มเหงรังแกอีก ตอนนี้นางมีชีวิตดีมากขนาดไหนตั้งแต่แม่สามีและครอบครัวของพี่ชายสามีย้ายไปตั้งรกรากทางใต้ ชีวิตของครอบครัวสามก็ดีวันดีคืน ไม่ต้องทำงานหนักในไร่นาทั้งวัน ไม่ต้องคอยฟังเสียงบ่นด่าของแม่สามี ไม่ต้องคอยระแวงว่าพี่สะใภ้ทั้งสองจะเล่นลูกไม้อันใดอีก เมื่อสามีมาปรึกษาเรื่องซื้อที่ดินเพิ่มเป็นของตนเองนางจึงตกลงและเห็นดีเห็นงามด้วย
ทางด้านนางฉีกุ้ยเถียนตอนนี้กำลังตกที่นั่งลำบาก นางตั้งความหวังกับซ่งเหอซีเอาไว้มาก ทั้งลูกสะใภ้ของนางเองยังเป็นถึงลูกของนายอำเภอ อีกทั้งยังมีหลานชายหลานสาวให้นางได้อุ้มชู เพียงแต่ว่าตอนนี้ลูกชายคนเล็กที่รักนักรักหนากลับส่งนางให้มาอยู่กับครอบครัวบุตรชายคนโต โดยอ้างว่า ซ่งเหอจือคือบุตรชายคนโตและสืบทอดตำแหน่งจากบิดา สมควรเลี้ยงดูมารดา หาใช่บุตรชายคนเล็กอย่างเขา ความจริงแล้วภรรยาของเขารังเกียจแม่สามีชาวนาเป็นที่สุด แต่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้ ถึงอย่างไรนางก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิดเขาถือว่าไว้หน้านางสักหน่อย หลังจากนั้นค่อยส่งเงินเลี้ยงดูไปให้ทุกเดือนก็พอแล้ว
“เจ้าสี่เหตุใดถึงต้องให้แม่ไปอยู่กับเจ้าใหญ่ หรือว่าเมียของเจ้า ไม่พอใจอันใดแม่หรือ”
“หาเป็นเช่นที่ท่านแม่คิดไม่ขอรับ เพียงแต่ว่า จวนของเราคับแคบ อีกอย่างมีผู้คนเข้า ๆ ออก ๆ ข้าเกรงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของท่านแม่ ที่สำคัญข้าทำเพื่อท่านแม่กับครอบครัวของเรา หากใครรู้ว่าท่านแม่มาอยู่กับข้าซึ่งเป็นบุตรชายคนเล็กแทนที่จะเป็นบุตรชายคนโตที่สืบทอดตำแหน่งต่อจากท่านพ่อ หากมีคนพูดออกไป ข้าเกรงว่ามันจะไม่ดีเอานะขอรับพี่ใหญ่ก็จะถูกคนตราหน้าว่าอกตัญญู ท่านแม่อย่าได้เป็นห่วง ทุกเดือนข้าจะส่งเงินให้ท่านแม่ได้เอาไว้ใช้จ่าย ข้าไม่ให้ท่านแม่ต้องลำบากแน่นอนขอรับ”
“เป็นเช่นนั้นหรือ เจ้าอย่าหลอกแม่นะ แต่ว่าเราไม่ต้องสนใจขี้ปากชาวบ้านก็ได้นี่ ให้แม่อยู่กับเจ้าดีกว่านะ หากใครพูดมากเจ้าก็แค่จับพวกมันเข้าคุกไปเลยสิ”
“ท่านแม่จะทำเช่นนั้นได้เช่นไรขอรับ ข้าจะใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้องเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ท่านแม่เชื่อฟังข้าและไปอยู่กับพี่ใหญ่นะขอรับ”
“ตกลง แม่จะเชื่อเจ้า อย่าลืมพาหลานกลับไปเยี่ยมแม่ด้วย”
“ขอรับ พวกเจ้าไปส่งท่านแม่ของข้าที่บ้านของพี่ใหญ่ข้า จำเอาไว้ ดูแลท่านแม่ข้าให้ดีล่ะ”
“ขอรับนายท่าน”
หลังจากส่งผู้เป็นมารดาออกไปแล้วซ่งเหอซีก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก หากเก็บท่านแม่ของเขาเอาไว้ในจวนด้วยนิสัยของท่านแม่มีหวังงานใหญ่ที่เขาจะทำได้พังลงมาเป็นแน่ อีกทั้งภรรยาของเขาเองก็ไม่ชอบ ท่านแม่ของเขา ซ่งเหอซีที่เป็นทั้งบุตรชายและสามี ค่อนข้างทำใจลำบาก ในฐานะคนกลาง แต่ถ้าให้เลือกข้าง เขายังคงเลือกข้างภรรยาเพราะนางและพ่อของนางสามารถส่งเสริมสนับสนุนเขาได้
“ท่านส่งท่านแม่ไปที่บ้านพี่ชายของท่านแล้วหรือเจ้าคะ” ทันทีที่ซ่งเหอซีหันหลังเดินเข้าจวน ก็พบกับภรรยาและสาวใช้ยืนอยู่ในลานบ้าน
“อืม ส่งออกไปแล้ว”
“ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าเกรงว่าหากท่านแม่ของท่านพี่ยังอยู่ ในจวนจะวุ่นวาย”
“ข้ารู้ เจ้าเองก็ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ปล่อยให้เป็นเรื่องของข้า”
“เจ้าค่ะท่านพี่”
กลับไปทางด้านซ่งเหอฉางหลังจากที่ได้มีการปรึกษาพูดคุยกับภรรยา เขาตัดสินใจไปซื้อที่ดินเพิ่มในวันนี้ทันที ไม่มีการลังเลแม้แต่น้อยซ่งเหอฉางเองไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาฟังและเชื่อคำแนะนำจากหลานชายอย่างหลินตงหยาง ไม่ว่าเด็กคนนี้จะพูดอันใดออกไป แต่ผลที่ตามมาไม่เกิน ไปจากที่เขาพูดออกมาเลยสักนิด ไม่ว่าจะเรื่องภัยหนาวหรือเรื่องอาหาร ขาดแคลน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันเขาเองไม่ลังเลที่จะซื้อที่ดินเพิ่มหลังจากที่ หลินตงหยางแนะนำ
“ท่านลุงอยู่บ้านหรือไม่ขอรับ”
“อยู่ ใครมาล่ะนั่น เข้ามาเลยประตูไม่ได้ลงกลอน”
“ข้าเองซ่งเหอฉาง”
“อ้าว เจ้าซ่งสามมาหาข้ามีเรื่องอันใดรึ”
“ข้าอยากจะซื้อที่ดินทำกินเพิ่มขอรับ แล้วก็อยากจะซื้อที่ดินปลูกเรือนเพิ่มด้วย”
“ซื้อที่ดินทำกินข้าพอเข้าใจได้ แต่ที่ดินปลูกเรือนเหตุใดเจ้าถึงต้องซื้อใหม่ด้วยรึ”
“ท่านลุงก็รู้นิสัยของท่านแม่ข้า ข้าเองก็ไม่สบายใจตอนนี้ที่ทางทำกินและบ้านที่ข้าอยู่ตอนนี้ล้วนเป็นของที่ได้แบ่งมาจากตอนที่ท่านแม่ย้ายลงใต้กับพวกพี่ชายของข้า หากวันใดวันหนึ่งพวกเขาย้อนกลับมาท่านคิดว่า ข้าจะเหลืออันใดอยู่หรือไม่ ตอนนี้ข้าเองพอมีเงินในมือ มันจะดีกว่าหากข้ามีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเป็นของตัวเอง เป็นของที่ข้าหามาด้วยตัวเอง”
“ดี ข้าเห็นด้วยกับเจ้า ที่ปลูกเรือนเจ้าต้องการซื้อที่ตรงไหนของหมู่บ้านเจ้ามีที่ดินที่ต้องการในใจหรือไม่”
“ข้าอยากซื้อที่รกร้างถัดไปจากบ้านของตงหยางหลานชายข้าขอรับ”
“ที่ดินตรงนั้นเหลืออยู่ 5 หมู่ เดิมทีมี 10 หมู่ แต่เจ้าหนูตงหยาง ซื้อไป 5 หมู่เมื่อนานมาแล้ว”
“ขอรับ ส่วนที่ดินทำกินนั้น ข้าขอซื้อที่นาดีที่อยู่ติดกับที่นาของท่านจะได้หรือไม่ ข้าไม่อยากได้ที่ดินที่แต่เดิมเป็นของครอบครัวข้า หากข้าซื้อที่ดินที่ท่านแม่ขายคืนให้กับหมู่บ้าน ข้าเกรงว่าจะไม่ดี หากพวกนางย้อน กลับมา”
“ตกลง เจ้าต้องการกี่หมู่ ที่นาดีติดกับที่นาของข้ามีอยู่ 10 หมู่ เจ้าจะซื้อทั้งหมดหรือไม่”
“ซื้อทั้งหมดขอรับ”
“ที่นาดี 10 หมู่ ราคาที่ดินที่ทางการกำหนดอยู่ที่หมู่ละ 6 ตำลึง ส่วนที่ปลูกเรือน หมู่ละ 4 ตำลึง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 80 ตำลึง”
“นี่ขอรับ 80 ตำลึง ส่วนนี่เงินค่าน้ำชาของท่าน”
“ข้ารับแค่เงินค่าที่ดินเท่านั้น ส่วนค่าน้ำชาข้าไม่ต้องการ เจ้าอย่าได้ทำเช่นนี้ ข้าหาใช่คนอื่นไกล เดี๋ยวเจ้าลงชื่อตรงนี้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะเข้าเมืองไปจัดการเรื่องโฉนดที่ดินให้เจ้า”
“ขอบคุณท่านลุงมากขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”
