CHAPTER 1 เจ้ากรรมนายเวรรูปแบบใหม่ [3/4]
ฉันกระโดดขึ้นเตียงก่อนจะคว้ารีโหมดที่ควบคุมหลอดไฟในห้องนอนขึ้นมากดปิดบางหลอด และหรี่แสงสองหลอดเล็กตรงทางเดินห้องน้ำ จากนั้นก็ทิ้งศีรษะลงบนหมอนใบโตราวกับใช้พลังงานจนหมดหลอดแล้วเข้าสู้ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
แอ้ด...
เสียงประตูห้องนอนถูกเปิดด้วยมือหนาของชายหนุ่มที่ไม่คิดจะกลับไปนอนห้องตัวเอง และยังยืนยันว่าจะนอนที่นี่ เขามองร่างบางที่หายใจสม่ำเสมอเป็นสัญญาณบอกว่าหลับสนิท คนตัวโตค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งข้างๆ เตียงนุ่มก่อนจะแทรกตัวเข้ามาในผ้าห่มผืนหนา
“อืม”
ฉันขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าโดนก่อกวนจากการที่เขาก้มลงซุกซอกคอหอมกรุ่นของฉันที่หลับไม่รู้เรื่อง ปากหนาขบเม้มไหล่มนอย่างห้ามใจไม่ได้ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวไหล่ทำให้ฉันต้องลืมตาขึ้นมาในที่สุด ฉันเบื่อการกระทำแบบนี้เอามากๆ
“อื้อ วิน กวนทำไมเนี่ย” ฉันพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด
“อยาก...” เขาพูดสั้นๆ พร้อมกับมองไปที่รอยจ้ำสีแดงที่หัวไหล่ขาวของฉันอย่างหลงใหล
แม้คำนั้นมันไม่ควรหลุดออกมาจากปากคาวิน แต่มันคือความจริง เพราะแก่นเนื้อกลางกายของเขากำลังดุนท้องฉันอยู่ ฉันรู้สึกเหมือนคนหน้าด้านจะกำลังโยกเบาๆ เพื่อให้ท่อนเนื้อเสียดสีกับท้องแบนราบด้วย
“อยากก็ไปหาซื้อกินสิอย่ากวนคนยิ่งเหนื่อยๆ อยู่”
...แฟนก็ไม่ใช่ พูดออกมาได้ว่า ‘อยาก’ ฉันเหวี่ยงวีนสุดตัวแต่เขากลับขำ้ ...ให้ตายเถอะ
“หยุดเอาไอ้นั่นมาถูท้องฉันนะ”
ฉันขยับตัวออกห่างก่อนจะหันหลังให้คาวินแล้วหลับตาลงด้วยอารมณ์หงุดหงิด แต่พ่อคุณกลับหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าๆ ไม่ใจอ่อนหน่อยหรอ?”
“ใจอ่อนกับผีสิ เลิกกวนฉันได้แล้ว พรุ่งนี้เรียนเช้านะโว้ย” ...ฉันจะทำอย่างไรกับผู้ชายคนนี้ดี ใครก็ได้เอาคาวินไปทิ้งไกลๆ ที
“อะๆ ไม่กวนก็ได้”
“กลับไปนอนห้องตัวเองเลย”
ชายหนุ่มยิ้มกริ่มก่อนจะกระซิบข้างหู “ขอกอดหน่อยได้ไหม แค่นอนกอดเฉยๆ”
เขาต้องรีบพูดประโยคหลังก่อนที่จะโดนพายุอารมณ์ของฉันซัดเข้าอีกครั้ง ฉันพลิกตัวหันหน้าเข้าหาคาวินก่อนจะอ้าแขนให้หนุน คาวินหนุนแขนเล็กแล้วกระชากตัวฉันมากอด และสูดดมความหอมหวานที่เป็นกลิ่นเฉพาะตัวของฉันเข้าเต็มปอด
“...รษา”
“อะไรอีก” ฉันขานรับอย่างมีน้ำโห
“วินหายใจไม่ออก นมรษาอัดหน้าวิน”
“ไอ้บ้าวิน!” ฉันกรีดร้องสุดเสียง
ใครใช้ให้เขากอดแน่นขนาดนั้นแถมตัวเองเป็นคนเอาใบหน้ามาซุกตรงนั้นเองแท้ๆ แบบนี้มันน่ากดให้ขาดอากาศหายใจตายไปเลย เอ๊ะ... ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าความคิดของฉันออกจะแปลกๆ ไปหน่อยนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ ฉันโมโหเขาอยู่นี่
ถ้าถามว่าฉันไว้ใจเขามากแค่ไหนถึงได้กล้าให้เขานอนร่วมเตียงแบบนี้ อืม...มันคงเป็นความเคยชินละมั้ง ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็กฉันจึงคิดว่าฉันรู้จักคาวินดีพอ แม้เขาจะรักฉันในแบบคนรัก แต่เขาก็ไม่เคยคิดล่วงเกินฉันสักครั้งจะมีบ้างที่กอด หอม แต่มันก็แค่นั้นจริงๆ อีกอย่างถ้าเขาคิดจะทำเกินเลยกับฉันเขาคงทำไปนานแล้วคงไม่รอให้ถึงวันนี้หรอก และฉันก็ไม่คิดว่าความเคยชินมันจะมีด้านมืดของมัน
“ฮ่าๆ นอนๆ”
คาวินหัวเราะเสียงดังบ่งบอกถึงความสุขที่ได้แกล้งฉัน ...แล้วใครกันที่มันอยากกอด ถ้าไม่ติดว่าง่วงจะไล่กลับไปนอนห้องตัวเองไม่ให้มาเหยียบห้องนี้เลย ฮึ่ม!
เวลาประมาณบ่าย 3 โมงกว่าๆ ของวันต่อมา ในตอนเช้าคลื่นอารมณ์สงบลงแล้วเนื่องจากฉันได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม แถมเมื่อคืนยังมีหมอนข้างอุ่นๆ ให้กอดอีกยิ่งทำให้ตื่นมาแล้วสดชื่นเป็นพิเศษ แต่พอตกบ่ายดูเหมือนปัญหาเดิมที่เกิดซ้ำซากของฉันจะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคนดื้อดึงที่พึ่งว่าโทรศัพท์จากฉันเมื่อไม่กี่นาทีนี้พูดไม่รู้เรื่องสักเท่าไร
“บอกแล้วไงไม่ต้องมารับ กลับเองได้”
ฉันหันหน้าไปพูดกับสารถีหนุ่มสุดหล่อหลังจากปิดประตูรถเสียงดังเพื่อระบายอารมณ์ ฉันไม่สนใจหรอกว่ารถคันนี้จะราคากี่สิบล้าน และมีสาวๆ ครึ่งค่อนมหาวิทยาลัยอยากจะนั่งรถคันนี้มากแท้ๆ แต่ฉันคงเป็นคนเดียวที่เบื่อขี้หน้าหมอนี่เป็นที่สุด
“กินอะไรก่อนมั้ยกว่าจะถึงเวลาซ้อมเชียร์อีกตั้งสองชั่วโมง”
คาวินถามในขณะที่รถยนต์แลมโบกินี่ เคลื่อนตัวออกไปหลังจากหน้าตึกคณะนิเทศศาสตร์ มิหนำซ้ำยังไม่สนใจประโยคที่ฉันพูดก่อนหน้าอีก ฉันยังมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างเคือง ๆ
...บอกแล้วไงเขาเป็นคนที่พูดยากพูดเย็นที่สุดเขาจงใจพูดเปลี่ยนเรื่อง จงใจไม่สนคำพูดของฉันต่างหาก แถมตารางชีวิตของฉันเขายังรู้ทุกอย่างแม้จะพยายามปิดบัง ไม่รู้ว่ามีหนอนตัวไหนคาบข่าวไปบอกเขา
“นี่วิน ฉันพูดไม่ได้ยินหรือไง?”
ทั้งที่นัดกับสองสาวเพื่อนสนิท ยิปโซ และเจนี่เอาไว้แล้วว่าจะนั่งทำงานในห้องสมุดของคณะเพื่อรอเวลาซ้อมเชียร์ แต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งบนรถกับคนที่พึ่งมาส่งฉันเมื่อเช้า
“คาเฟ่เดิมมั้ย? วินอยากกินผักโขมอบชีส”
พอได้ยินประโยคถัดมาทำให้ฉันแทบพุ่งไปบีบคอคนข้างๆ
“กรี๊ด! ไอ้บ้าวิน ฟังกันบ้างสิวะ!” ฉันแยกเขี้ยวใส่เขา
ฟอด
