บทที่ 7 ภาษีรายหัว กับ ซาลาเปาอุดปากสุนัข
โครม!!
บานประตูไม้ที่ผุพังอยู่แล้วถูกถีบจนหลุดกระเด็นออกจากบานพับ ฝุ่นผงคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เจ้าหน้าที่ทางการสองคนก้าวอาดๆ เข้ามาในกระท่อม โดยมีซูต้าหลง (ลุงใหญ่) แม่เฒ่าซู และจางซื่อ (ป้าสะใภ้ใหญ่) เดินตามหลังมาติดๆ พร้อมกับรอยยิ้มแสยะที่รอชมความพินาศ
"พวกหลบเลี่ยงภาษี! จับตัว... หือ?"
คำขู่ของเจ้าหน้าที่ทางการขาดห้วงไปกลางคัน เมื่อภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ได้เป็นไปตามที่คิด
ไม่มีภาพครอบครัวที่กำลังนอนขดตัวหนาวสั่นรอความตาย... ไม่มีใครร้องไห้อ้อนวอน...
มีเพียง ซูต้าหลิน ซูเจียวเจียว หลินหว่าน และเด็กน้อยซูหมิง ที่กำลังนั่งล้อมวงกันอยู่บนกองฟาง ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะชื่นมื่น และที่สำคัญ... ในมือของพวกเขาทั้งสี่คน มี 'ซาลาเปาไส้หมูสับ' ลูกโตที่กำลังส่งควันฉุยและกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายลอยเตะจมูกทุกคนที่เพิ่งก้าวเข้ามา!
"อ้าว ท่านลุงใหญ่ ท่านย่า ท่านป้าสะใภ้ใหญ่" ซูเจียวเจียวกัดซาลาเปาคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะทำตาโตแสร้งตกใจ
"มาทำอะไรกันแต่เช้าตรู่หรือเจ้าคะ? กินข้าวเช้ากันมาหรือยัง ซาลาเปาเนื้อร้านเถ้าแก่จางในเมืองอร่อยมากเลยนะเจ้าคะ เสียดายจัง... ข้าซื้อมาพอดีคำคนในครอบครัวเสียด้วยสิ"
ความเงียบเข้าปกคลุมกระท่อมร้างไปชั่วขณะ ทุกคนเบิกตากว้างราวกับเห็นผี โดยเฉพาะจางซื่อที่เมื่อเช้ามืดเพิ่งมารายงานว่าเห็นสองพ่อลูกเดินตัวเปล่าออกจากหมู่บ้าน
"น... นี่มันเรื่องอะไรกัน!" แม่เฒ่าซูชี้มือที่สั่นเทาไปยังซาลาเปาเนื้อในมือของซูหมิง
"พวกแก... พวกแกไปเอาซาลาเปาเนื้อราคาแพงพวกนี้มาจากไหน! ไอ้พวกรอง! แกขโมยเงินกงสีตอนที่แยกบ้านออกมาใช่หรือไม่!"
"ท่านแม่! ข้าไม่ได้ขโมยนะ!" ซูต้าหลินลุกขึ้นยืนบังลูกเมียทันที
"ถ้าไม่ได้ขโมย แล้วพวกแกที่เพิ่งถูกไล่ออกมาตัวเปล่า จะมีเงินไปซื้อซาลาเปาเนื้อลูกละสองอีแปะมากินได้อย่างไร!" ลุงใหญ่ตวาดลั่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความอิจฉา เขาที่เป็นบัณฑิตยังได้กินเนื้อแค่เดือนละครั้ง แต่ไอ้พวกน้องชายที่เขาเหยียบย่ำกลับได้กินซาลาเปาเนื้อตั้งแต่เช้าตรู่!
ซูเจียวเจียวกลืนซาลาเปาลงคอ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับปากอย่างมีจริต ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้า
"ท่านย่า ท่านลุงใหญ่ พวกท่านช่างหลงลืมง่ายนัก สัญญาแยกบ้านที่พวกท่านบังคับให้ท่านพ่อเซ็นเมื่อวาน ระบุชัดเจนว่าพวกท่านเป็นคนค้นตัวพวกเราเองกับมือจนไม่เหลือแม้อีแปะเดียว แล้วพวกเราจะเอาเงินกงสีมาได้อย่างไร?"
เจียวเจียวหันไปยิ้มให้เจ้าหน้าที่ทางการทั้งสองคนที่กำลังยืนงง
"พี่ชายเจ้าหน้าที่ทั้งสอง ข้ากับท่านพ่อออกไปรับจ้างแบกหามในเมืองตั้งแต่เช้ามืด บังเอิญเจอนายท่านใจดีให้รางวัลมานิดหน่อย จึงพอมีเงินมาซื้อเสบียงและ... เตรียมไว้จ่ายภาษีรายหัวพอดีเจ้าค่ะ"
พูดจบ เด็กสาวก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แต่ความจริงคือสั่งเบิกเงินจากช่องเก็บของล่องหนแล้วหยิบพวงเหรียญทองแดงที่ร้อยไว้อย่างเป็นระเบียบออกมาโยนลงบนโต๊ะไม้ผุๆ เสียงเหรียญกระทบกันดังกังวาน
"นี่คือภาษีรายหัวของครอบครัวข้าสี่คน สองร้อยอีแปะถ้วน... และนี่..." เจียวเจียวหยิบเหรียญเงินย่อย (ประมาณห้าสิบอีแปะ) ยัดใส่มือเจ้าหน้าที่คนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดอย่างแนบเนียน
"ค่าเหนื่อยสำหรับพี่ชายทั้งสองที่ต้องเดินมาไกลแต่เช้าตรู่ นำไปซื้อสุราอุ่นๆ ดื่มแก้หนาวเถิดเจ้าค่ะ"
เจ้าหน้าที่ทางการที่ตอนแรกทำหน้ายักษ์ พอได้สัมผัสกับเงินใต้โต๊ะก้อนงาม สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสทันที
"โอ้! แม่นางน้อยช่างรู้ความนัก!" เจ้าหน้าที่รีบเก็บเงินเข้าพกเข้าห่อ
"ถูกต้อง! ตรวจนับแล้ว ภาษีสองร้อยอีแปะครบถ้วนบริบูรณ์ ครอบครัวของซูต้าหลินไม่มีหนี้สินติดค้างกับทางการแล้ว!"
"เป็นไปไม่ได้! พวกมันโกหก! จับพวกมันไปสอบสวนเดี๋ยวนี้นะ!" ซูต้าหลงกรีดร้องอย่างเสียสติ เขาอุตส่าห์ตั้งใจจะมาดูภาพครอบครัวน้องชายคุกเข่าอ้อนวอนแทบเท้าแท้ๆ
เจ้าหน้าที่ทางการหันไปตวาดซูต้าหลงทันที
"หุบปาก! บัณฑิตซู ท่านเป็นคนไปแจ้งทางการเองว่าครอบครัวนี้แยกบ้านแล้ว และให้มาเก็บภาษีแยกกัน ตอนนี้พวกเขาก็จ่ายครบแล้ว ท่านจะมาโวยวายหาเรื่องอะไรอีก! หรือท่านอยากจะขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่!"
ซูต้าหลงหน้าซีดเผือด ถอยกรูดไปหลบหลังมารดาทันที การมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ทางการคือหายนะของบัณฑิต
จางซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่ที่เห็นว่าเอาผิดเรื่องภาษีไม่ได้ ก็หันไปจ้องห่อกระดาษที่ใส่ซาลาเปาเนื้อบนกองฟางด้วยความตะกละ นางกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
"ในเมื่อรวยนัก ก็เอาซาลาเปานั่นมาให้ท่านย่าของพวกแกกินบำรุงร่างกายสิ! เป็นลูกหลานต้องรู้จักกตัญญู!" จางซื่ออ้างความกตัญญูหน้าด้านๆ พุ่งตัวเข้าไปหวังจะฉกห่อซาลาเปา
หมับ! ซูเจียวเจียวคว้าข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่ไว้ได้ทันท่วงที บีบแน่นจนจางซื่อหน้านิ่วด้วยความเจ็บปวด
"ท่านป้าสะใภ้ใหญ่... ตอนที่น้องชายข้าเกือบตายเพราะพิษไข้ พวกท่านเคยนึกถึงคำว่า 'สายเลือด' หรือไม่? ตอนที่ท่านผลักข้าจนหัวฟาดพื้น ท่านเคยนึกถึงคำว่า 'เมตตา' หรือไม่?" เจียวเจียวกระซิบเสียงเย็นเยียบ
"สัญญาแยกบ้านตัดขาดกันไปแล้ว พวกท่านคือ 'คนนอก' หากคนนอกกล้าบุกรุกเข้ามาขโมยทรัพย์สินในบ้านของข้า ข้าก็มีสิทธิ์ตีให้ตายโดยไม่ผิดกฎหมายแคว้นต้าฉู่... ท่านอยากลองดูหรือไม่เจ้าคะ?"
ดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ของเจียวเจียว ทำเอาจางซื่อสะท้านไปทั้งตัว นางรีบสะบัดมือออกแล้ววิ่งกลับไปหลบหลังแม่เฒ่าซูราวกับเจอผี
"ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้พวกเนรคุณ! รอดูว่าเงินแค่นี้มันจะทำให้พวกแกอิ่มไปได้กี่วัน!" แม่เฒ่าซูชี้หน้าด่าด้วยความแค้นใจที่ทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าตึงตังออกไป โดยมีลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่เดินคอตกตามไปติดๆ
เมื่อพวกตัวน่ารำคาญจากไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ ครอบครัวบ้านรองก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ซูต้าหลินมองลูกสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและทึ่งจัด
"เจียวเจียว... ลูกพ่อช่างเก่งกาจนัก ใช้เงินซื้อใจเจ้าหน้าที่ แถมยังไล่พวกท่านย่าไปได้โดยที่เราไม่ต้องลงไม้ลงมือเลย"
"เงินคืออำนาจเจ้าค่ะท่านพ่อ" เจียวเจียวยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปมองสภาพกระท่อมที่หลังคาโหว่และประตูพังยับเยินจากฝีมือเจ้าหน้าที่เมื่อครู่
"แต่เราจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ" เด็กสาวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ถึงเราจะมีมิติไว้หลบภัย แต่ในสายตาคนภายนอก เราก็ยังเป็นแค่ชาวนาตกอับในกระท่อมร้าง หากเราต้องการจะทำธุรกิจใหญ่และรวยอย่างเปิดเผย เราต้องมี 'เกราะป้องกัน' ที่เป็นรูปธรรมเสียก่อน"
"เกราะป้องกัน? ลูกหมายถึงสิ่งใด?" หลินหว่านถามด้วยความสงสัย
ซูเจียวเจียวล้วงมือกำเงินก้อนใหญ่ในมิติที่ข้อมือ รอยยิ้มมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"เราจะเอาเงินก้อนนี้ ไปซื้อที่ดิน สร้างจวนหลังใหม่ให้ใหญ่โตกว่าบ้านใหญ่ และ... ส่งหมิงเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษาที่ดีที่สุดในอำเภอเจ้าค่ะ!"
