บทที่ 1 ความทรงจำที่หวนคืน
ปัง!
"นังเด็กไร้ประโยชน์! แค่ซักผ้าแค่นี้ก็ชักช้า ยังมีหน้ามาขอข้าวเพิ่มอีกงั้นรึ! ไปตายซะ!"
เสียงตวาดแหลมสูงดังทะลุแก้วหู ตามด้วยแรงผลักมหาศาลที่กระแทกเข้าที่ไหล่ ร่างผอมบางของเด็กสาววัยสิบห้าปีลอยคว้าง ก่อนที่ศีรษะจะฟาดเข้ากับขอบบ่อหินอย่างจัง...
ติ๊ด... ติ๊ด...
ในห้วงสติที่กำลังเลือนราง ซูเจียวเจียวไม่ได้เห็นยมบาล แต่เธอกลับเห็น... หน้าจอคอมพิวเตอร์?
'ผู้จัดการซูคะ ยอดขายไตรมาสนี้ทะลุเป้าแล้วค่ะ!'
'ซูเจียวเจียว เธอคือพนักงานที่แข็งแกร่งที่สุดในแผนกของเรา!'
'เจียวเจียว... อย่าหักโหมนักเลย พักผ่อนบ้าง...'
ภาพความทรงจำนับไม่ถ้วนไหลบ่าเข้ามาในหัวราวกับเขื่อนแตก ใช่แล้ว... เธอคือ ซูเจียวเจียว ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อวัยสามสิบปี ผู้ไต่เต้าจากเด็กกำพร้าจนกลายเป็นสาวแกร่งแห่งวงการธุรกิจ ที่ทำงานหนักจนวูบคาโต๊ะประชุม!
แต่ในขณะเดียวกัน ความทรงจำอีกสายหนึ่งก็ตีคู่ขึ้นมา... เด็กสาวที่ชื่อซูเจียวเจียวเหมือนกัน แต่วิถีชีวิตช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เกิดในแคว้นต้าฉู่ เป็นบุตรสาวคนโตของบ้านรองตระกูลซู เป็นกระสอบทรายให้ท่านย่าด่าทอ เป็นทาสรับใช้ให้ป้าสะใภ้ใหญ่สับโขก และเป็นคนที่เพิ่งถูกผลักจนหัวฟาดพื้นเพราะไปขอข้าวต้มเพิ่มให้ครอบครัว!
"ปวดหัวชะมัด..."
ซูเจียวเจียวครางออกมาเบาๆ พลางพยายามลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นเหม็นอับของฟางแห้ง และความแข็งกระด้างของแผ่นไม้ที่รองรับแผ่นหลัง
"เจียวเจียว! ลูกฟื้นแล้ว! สวรรค์เมตตา... สวรรค์เมตตาจริงๆ!"
เสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความสะอื้นไห้ดังขึ้นข้างเตียง เมื่อเจียวเจียวหันไปมอง เธอเห็นหญิงสาวรูปร่างผอมโซ ใบหน้าซีดเซียวแต่ยังคงเค้าความงดงาม สวมเสื้อผ้าที่ปะชุนจนแทบหาเนื้อผ้าเดิมไม่เจอ หญิงคนนั้นกำลังกุมมือเธอไว้แน่น น้ำตาอาบสองแก้ม
'หลินหว่าน... ท่านแม่'
ชื่อและสถานะผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกผูกพันและปวดหนึบในอกที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่ความรู้สึกของคนแปลกหน้าที่มาสวมร่าง แต่มันคือความรักที่หยั่งรากลึกของ 'ตัวเธอเอง'
เจียวเจียวกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง... ไม่สิ เรียกว่า 'เพิงหมาแหงน' น่าจะเหมาะกว่า หลังคามีรูโหว่จนแสงแดดลอดเข้ามาได้ มุมห้องมีเด็กชายตัวเล็กจิ๋วนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนบางที่ขาดวิ่น ใบหน้าเล็กๆ นั้นแดงก่ำ ลมหายใจหอบถี่
'ซูหมิง... น้องชายวัยแปดขวบของข้า'
สมองที่เคยจัดการโปรเจกต์ระดับร้อยล้านเริ่มทำการประเมินสถานการณ์ทันที
สถานะทางการเงิน: ล้มละลาย
สภาพแวดล้อม: ติดลบ
ทรัพยากรบุคคล: แม่ที่อ่อนแอ น้องชายที่ป่วยหนัก และตัวเธอที่หัวแตก
สาเหตุของปัญหา: ระบบการปกครองแบบกงสีที่มี CEO (ท่านย่า) ลำเอียง และมีปลิงดูดเลือด (ครอบครัวลุงใหญ่) คอยสูบกินผลกำไร
"ท่านแม่... หมิงเอ๋อร์ไข้ขึ้นสูงมาก" เจียวเจียวเอ่ยปาก เสียงของเธอแหบแห้ง แต่กลับนิ่งสงบจนหลินหว่านชะงักไป ปกติแล้วลูกสาวคนโตของเธอเป็นคนขี้กลัวและเอาแต่ร้องไห้เมื่อเจอเรื่องร้ายแรง
"แม่รู้... แม่ให้พ่อของเจ้าไปกราบกรานขอเงินท่านย่าเพื่อตามหมอแล้ว แต่..." หลินหว่านสะอื้นหนักขึ้น
"แต่ป้าสะใภ้ใหญ่บอกว่า... เงินกงสีต้องเก็บไว้ให้ลุงใหญ่ของเจ้าสอบจอหงวน ไม่มีเศษอีแปะมารักษาตัวไร้ประโยชน์หรอก"
หึ... ตัวไร้ประโยชน์งั้นหรือ? ดวงตาของซูเจียวเจียวหรี่ลง ประกายความเด็ดขาดแบบผู้จัดการสาวที่เคยฟาดฟันกับลูกค้างี่เง่าปรากฏขึ้นในแววตา ชาติที่แล้วเธอตายเพราะทำงานหนักให้คนอื่น ชาตินี้เธอได้โอกาสมีชีวิตใหม่ มีครอบครัวที่รักเธอจริงๆ แล้วเธอจะยอมให้พวกเห็บหมัดพวกนี้มากดหัวครอบครัวเธอจนตายอย่างนั้นหรือ?
ไม่มีทาง! ฝันไปเถอะ!
แอ๊ด...
ประตูไม้ผุๆ ถูกผลักเข้ามา ชายร่างใหญ่กำยำเดินก้มหน้าเข้ามาในห้อง เขามีผิวสีทองแดงจากการกรำแดดทำไร่ไถนา แต่ตอนนี้บนใบหน้าซื่อๆ นั้นกลับมีรอยฟกช้ำขนาดใหญ่ที่โหนกแก้ม
"ท่านพี่..." หลินหว่านรีบถลาเข้าไปหา
"ท่านย่าล่ะเจ้าคะ? ท่านย่ายอมให้เงินมารักษาหมิงเอ๋อร์หรือไม่? แล้วรอยช้ำนี่..."
ซูต้าหลิน บิดาของซูเจียวเจียว ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้นดิน สองมือหนาที่หยาบกร้านปิดหน้าตัวเองไว้ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
"ข้ามันไร้น้ำยา... ท่านแม่บอกว่าถ้าข้ายังดื้อด้านจะเอาเงินไปตามหมอ ก็ให้ข้าไสหัวออกจากตระกูลไปซะ... พี่ใหญ่ยังเตะข้าออกมา แล้วบอกว่าหมิงเอ๋อร์ป่วยก็แค่ปล่อยให้ตายไป จะได้ลดปากท้องลงไปหนึ่งปาก..."
หลินหว่านได้ยินดังนั้นก็เข่าอ่อน ร่วงลงไปกองกับพื้น ครอบครัวสามคน (ที่ตื่นอยู่) ตกอยู่ในความสิ้นหวังอันมืดมิด กฎของยุคสมัยนี้ 'ความกตัญญู' ค้ำคออยู่ หากบิดามารดาไม่มอบให้ บุตรก็ห้ามเรียกร้อง หากแยกบ้านโดยพลการ จะถูกชาวบ้านประณามว่าอกตัญญูจนไม่มีที่ยืน
แต่สำหรับซูเจียวเจียว... กฎบ้าบอพวกนั้น มันมีไว้แหก!
เด็กสาวค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งพิงผนัง แม้จะเวียนหัวนิดหน่อย แต่สติสัมปชัญญะของเธอกลับเฉียบคมยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เธอจ้องมองบิดาที่เอาแต่ร้องไห้โทษตัวเองด้วยสายตาที่เย็นเยียบ
"ท่านพ่อ"
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังของลูกสาว ทำให้ซูต้าหลินเงยหน้าขึ้นมามองอย่างงุนงง
"ท่านรักความกตัญญูที่มีต่อท่านย่า... มากกว่าชีวิตของลูกเมียตัวเองงั้นหรือเจ้าคะ?"
"เจียวเจียว! เจ้าพูดอะไรน่ะ!" หลินหว่านตกใจจนหน้าซีด
"ข้าพูดความจริง!" เจียวเจียวไม่หลบสายตา
"ท่านพ่อทำงานหนักที่สุดในบ้าน เป็นวัวเป็นม้าให้ตระกูลซูมาค่อนชีวิต แต่ผลคืออะไร? ข้าโดนผลักจนหัวแตกแทบตาย น้องชายกำลังจะตายเพราะไม่มีเงินหาหมอ ท่านแม่กินแต่น้ำต้มรำข้าว... ถ้าท่านยังยอมทนอยู่แบบนี้ พรุ่งนี้ท่านเตรียมขุดหลุมฝังศพพวกเราสามคนแม่ลูกได้เลย!"
คำพูดที่ราวกับมีดกรีดลงกลางใจ ทำให้ซูต้าหลินเบิกตากว้าง ตัวสั่นสะท้าน เขามองดูลูกสาวที่หัวแตกเลือดเกรอะกรัง มองดูภรรยาที่ผอมจนหนังหุ้มกระดูก และมองดูลูกชายที่ลมหายใจรวยริน
นั่นสิ... เขากตัญญูมาทั้งชีวิต แล้วชีวิตลูกเมียของเขาล่ะ?
"ท่านพ่อ..." ซูเจียวเจียวยื่นมือที่ผอมแห้งไปจับมือที่หยาบกร้านของบิดา บีบมันเบาๆ แต่หนักแน่น
"แยกบ้านเถอะเจ้าค่ะ ตัดขาดจากตระกูลนี้ซะ ก่อนที่เราจะถูกพวกเขาสูบเลือดสูบเนื้อจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก... ออกไปตายดาบหน้า ยังดีกว่าถูกทรมานให้ตายคาบ้านหลังนี้!"
ดวงตาของซูต้าหลินที่เคยยอมคนมาตลอด เริ่มสั่นไหว ก่อนที่ความโกรธแค้นและความเจ็บปวดจะควบแน่นกลายเป็นความเด็ดขาดอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อนในชีวิตชายวัยสามสิบห้าปีคนนี้
เขาปาดน้ำตาลวกๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หมัดทั้งสองข้างกำแน่น
"ได้... พ่อจะไปทวงชีวิตของพวกเจ้าคืนมา... วันนี้เราจะแยกบ้าน!"
