บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 เถ้าแก่เนี้ยคนใหม่

สายลมเย็นเยียบของปลายฤดูสารทพัดกรรโชกมาตามตรอกแคบๆ ใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ แต่ความหนาวเย็นไม่อาจทำลายบรรยากาศคึกคักบริเวณหัวมุมตลาดชานเมืองฝั่งตะวันตกได้

“เถ้าแก่เนี้ยสวี่ เต้าหู้สองก้อน ห่อใบตองให้ข้าด้วย”

“เถ้าแก่เนี้ย ของข้าเอาสามก้อน วันนี้มีน้ำเต้าหู้ด้วยหรือไม่ ข้าขอซื้อไปฝากหลานชายสักกระบอกสิ”

เสียงเรียกลูกค้าเจื้อยแจ้วดังระงม สวี่ลี่จินในชุดผ้าป่านสีเทาตัวเก่งกำลังขยับมือเป็นระวิง มีดทำครัวในมือหั่นเต้าหู้สีขาวอวบเป็นชิ้นขนาดเท่ากันอย่างแม่นยำราวจับวาง ก่อนจะใช้ใบตองห่ออย่างคล่องแคล่ว ส่งให้ลูกค้าและรับเงินอีแปะมาหย่อนลงในกระเป๋าผ้าคาดเอวที่บัดนี้ตุงจนหนักอึ้ง

เวลาผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน กิจการ ‘เต้าหู้ตระกูลกู้’ ก็กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วชานเมือง จากวันแรกที่ต้องตะโกนเรียกให้คนชิมก่อนซื้อ บัดนี้แค่ตั้งหาบวางตะกร้า ลูกค้าขาประจำก็มารุมล้อมจนแทบมองไม่เห็นแผง แม้แต่แม่ค้าขายผักกาดแผงข้างๆ ที่เคยดูถูกนางในวันแรก ยามนี้ก็กลายเป็นลูกค้าประจำ แถมยังคอยช่วยเป็นหูเป็นตาไล่พวกอันธพาลย่อยๆ ให้ด้วยบารมีหน้าตาดุดันของกู้สิงโจวที่มักจะมายืนคุมเชิงส่งภรรยาทุกเช้า

“หมดแล้วเจ้าค่ะ ท่านน้าท่านป้า พรุ่งนี้เช้าค่อยมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าคะ” สวี่ลี่จินส่งยิ้มหวานหยดย้อยพลางคว่ำตะกร้าเปล่าให้ดู

เสียงบ่นเสียดายดังขึ้นระงม ก่อนที่ฝูงชนจะค่อยๆ สลายตัวไป สวี่ลี่จินปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม นางเก็บกวาดแผงอย่างรวดเร็ว ในหัวเริ่มคำนวณรายรับของวันนี้ รอยยิ้มพึงพอใจประดับบนมุมปาก

เมื่อกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อ นางจัดการลงกลอนประตูแน่นหนา จุดตะเกียงน้ำมันดวงเล็ก แล้วเทเหรียญอีแปะในกระเป๋าผ้าลงบนเตียงกระดานไม้

เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันดังกราว เป็นดนตรีที่ไพเราะที่สุดสำหรับคนที่เคยเหลือเงินติดตัวเพียงยี่สิบอีแปะ

หญิงสาวนั่งขัดสมาธิ คัดแยกเหรียญร้อยร้อยเป็นพวง พวงละหนึ่งร้อยอีแปะ ตอนนี้นางมีเงินเก็บถึงสามตำลึงเงินแล้ว สำหรับชาวบ้านทั่วไป นี่คือเงินที่สามารถใช้ชีวิตอย่างไม่ขัดสนได้นานหลายเดือน แต่มันยังห่างไกลจากเป้าหมายที่นางวางไว้

สวี่ลี่จินเงยหน้าขึ้นมองบุรุษที่นั่งขัดสมาธิอยู่มุมห้อง กู้สิงโจวกำลังใช้เข็มเล่มเขื่องร้อยเชือกป่าน ซ่อมแซมรองเท้าฟางที่ขาดวิ่นของตนเองอย่างเงียบเชียบ แสงสลัวจากตะเกียงสาดส่องใบหน้าคมสันที่ดูซูบตอบลงเล็กน้อย แต่กลับมีกล้ามเนื้อที่อัดแน่นแฝงไปด้วยพลังจากการใช้แรงงานหนักทุกวัน

ลมหนาวพัดลอดช่องไม้ไผ่เข้ามา สวี่ลี่จินห่อไหล่เล็กน้อย นางสังเกตเห็นว่าเสื้อคลุมตัวนอกของเขาบางลงมาก เนื้อผ้าฝ้ายที่ซักซ้ำแล้วซ้ำเล่าเริ่มเปื่อยยุ่ยตามรอยตะเข็บ โดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ที่ต้องใช้แบกกระสอบข้าวสาร มีรอยปะชุนจนแทบมองไม่เห็นสีเดิม

ชายผู้เคยสวมใส่แต่ผ้าไหมเนื้อดีจากเจียงหนาน ยามนี้ต้องทนใส่เสื้อผ้าขาดๆ ตากลมหนาวทำงานหามรุ่งหามค่ำ

ความรู้สึกปวดหนึบแล่นริ้วขึ้นมาในอก สวี่ลี่จินเม้มริมฝีปาก นางกวาดเหรียญอีแปะส่วนหนึ่งแยกออกมาใส่ถุงผ้าเล็กๆ ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

“สิงโจว พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปตลาดกลางเมือง ท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอกนะ”

กู้สิงโจวชะงักเข็มในมือ เขาเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้ว “ไปทำไมที่ตลาดกลางเมือง ที่นั่นคนพลุกพล่าน วุ่นวาย จะซื้ออะไรข้าไปซื้อให้ตอนเลิกงานก็ได้”

“ข้าจะไปซื้อถั่วเหลืองร้านใหญ่ เห็นว่าราคาถูกกว่าหากซื้อแบบยกกระสอบ และจะแวะดูเครื่องเทศมาทำน้ำแกงด้วย ท่านทำงานท่าเรือเหนื่อยแทบตาย จะให้มาเดินเบียดเสียดซื้อของจุกจิกพวกนี้ได้อย่างไร ข้าดูแลตัวเองได้น่า” นางตอบปัดๆ พร้อมกับล้มตัวลงนอน หันหลังให้เขาเป็นเชิงตัดบท

กู้สิงโจวมองแผ่นหลังเล็กๆ นั้นชั่วครู่ ลมหายใจทอดถอนออกมาเบาๆ เขายอมรับว่าสตรีผู้นี้ดื้อรั้นและมีหัวการค้ามากกว่าที่เขาคิด หากนางตั้งใจจะทำอะไร ใครก็ห้ามไม่ฟัง

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากโม่ถั่วและจัดการงานบ้านเสร็จสิ้น สวี่ลี่จินไม่ได้นำเต้าหู้ไปขายที่ตลาดชานเมืองอย่างเคย แต่นางมุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง

ความเจริญของตลาดกลางเมืองช่างแตกต่างจากย่านสลัมราวฟ้ากับเหว ร้านค้าริมถนนสร้างด้วยอิฐและไม้ชั้นดี ป้ายร้านลงรักปิดทอง ตึกรามบ้านช่องโอ่อ่า หญิงสาวเดินลัดเลาะเข้าไปในร้านขายผ้าตระกูลหลิว ซึ่งเป็นร้านที่นางคุ้นเคยดีในความทรงจำของร่างเดิม

เถ้าแก่ร้านจำนางไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าหยาบๆ และใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอาง สวี่ลี่จินไม่สนใจสายตาประเมินของหลงจู๊ นางเดินตรงไปยังมุมเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับบุรุษ

สายตาจดจ้องไปยังเสื้อคลุมตัวยาวสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆาตรงชายเสื้อ ทำจากผ้าฝ้ายเนื้อหนาบุด้านในด้วยขนสัตว์บางๆ แม้จะไม่ใช่ผ้าไหมล้ำค่า แต่ก็ทนทานและให้ความอบอุ่นได้ดีเยี่ยม เหมาะกับคนที่ต้องออกแรงทำงาน

“ตัวนี้ราคาเท่าไร”

“หกร้อยอีแปะแม่นาง ผ้าฝ้ายชั้นดี บุกันหนาว ทนทานรับรองว่าใส่ได้ยันข้ามปี” หลงจู๊ตอบเสียงเรียบ

หกร้อยอีแปะ แพงหูฉี่ สวี่ลี่จินลอบกัดฟัน แต่พอนึกถึงแผ่นหลังที่สั่นเทาของกู้สิงโจวยามค่ำคืน นางก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเงินก้อนที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงจ่ายไปโดยไม่ลังเล

นอกจากเสื้อคลุม นางยังเลือกซื้อรองเท้าผ้าพื้นหนาสำหรับเขาอีกคู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกจากร้านผ้า ตรงไปยังเขียงเนื้อและร้านขายยา นางได้ไก่ดำตัวโตมาหนึ่งตัว พร้อมกับโสมตังกุยและเก๋ากี้สำหรับตุ๋นยาจีน

วันนี้เถ้าแก่เนี้ยร้านเต้าหู้ขอทุ่มทุนสร้าง เพื่อบำรุงร่างกายสามีสักมื้อ

ยามโหย่ว (17.00-18.59 น.) ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อากาศเย็นยะเยือกเริ่มปกคลุมเมืองหลวง กู้สิงโจวลากฝีเท้าที่หนักอึ้งกลับมาถึงกระท่อม วันนี้มีของสดเข้าเทียบท่า เขาต้องยกถังน้ำแข็งและตะกร้าปลาจนมือชา แขนเสื้อฝ้ายที่ขาดอยู่แล้วถูกตะขอเกี่ยวจนขาดวิ่นเป็นทางยาว เผยให้เห็นผิวหนังที่แดงเถือกจากความเย็น

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ไออุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นของน้ำแกงไก่ตุ๋นยาจีนก็ลอยมากระทบจมูก กู้สิงโจวสูดลมหายใจเข้าลึก ความหนาวเหน็บที่เกาะกินกระดูกทุเลาลงไปกึ่งหนึ่ง

“กลับมาแล้วหรือ รีบมาล้างมือสิ ข้าตุ๋นไก่ดำไว้รอ” สวี่ลี่จินเดินออกมาจากหน้าเตาไฟ ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนรอยยิ้มกว้าง

ชายหนุ่มเดินไปล้างมือที่อ่างไม้ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งตัวเก่า บนโต๊ะมีข้าวสวยร้อนๆ และชามน้ำแกงใบใหญ่ที่มีน่องไก่ดำชิ้นโตลอยอยู่ กลิ่นโสมตังกุยหอมเตะจมูก แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักไม่ใช่เรื่องอาหาร

ข้างๆ ชามข้าว มีเสื้อคลุมตัวใหม่เอี่ยมสีน้ำเงินเข้มและรองเท้าผ้าคู่ใหม่วางพับไว้อย่างเรียบร้อย

กู้สิงโจวมองของบนโต๊ะสลับกับใบหน้าของภรรยา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “นี่มันอะไรกัน ลี่จิน”

“ตาบอดหรืออย่างไร ก็เสื้อกับรองเท้าสิ” นางแสร้งทำเป็นตักน้ำแกงใส่ชามของเขา ไม่ยอมสบตา “เสื้อผ้าท่านขาดจนจะเป็นผ้าขี้ริ้วอยู่แล้ว อากาศก็หนาวขึ้นทุกวัน ขืนปล่อยให้ใส่เสื้อขาดๆ ไปแบกของ เดี๋ยวก็หนาวตายกันพอดี เปลี่ยนชุดซะ จะได้มากินข้าว”

ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง เขายื่นมือที่สั่นเล็กน้อยไปลูบเนื้อผ้าฝ้ายหนานุ่ม สัมผัสของมันอุ่นสบายต่างจากเสื้อผ้าขาดๆ ที่เขาสวมอยู่ลิบลับ ในหัวของเขาคำนวณราคาของสิ่งเหล่านี้อย่างรวดเร็ว ไก่ดำ ยาจีน เสื้อผ้า รองเท้า เงินที่นางหามาด้วยความเหนื่อยยากจากการขายเต้าหู้ทีละสองอีแปะ ถูกละลายไปกับของพวกนี้หมดแล้วหรือ

เขาเงยหน้าขึ้นมองสวี่ลี่จิน สตรีตรงหน้ายังคงสวมเสื้อผ้าป่านสีเทาตัวเดิมที่ซักจนสีซีด ไม่มีเครื่องประดับใดๆ บนผมยาวสลวย มีเพียงปิ่นไม้ธรรมดาที่ปักไว้ลวกๆ

“เจ้าเอาเงินไปซื้อของพวกนี้ให้ข้า แล้วของเจ้าล่ะ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า

“ข้าอยู่แต่หน้าเตาไฟ จะเอาเสื้อหนาๆ มาใส่ให้ร้อนทำไม” นางตอบหน้าตาย คีบน่องไก่ใส่ชามเขา “เลิกพูดมากแล้วรีบกินเสียที ข้าตุ๋นจนเปื่อยหมดแล้ว ร่างกายท่านต้องได้รับการบำรุงบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเอาแรงที่ไหนไปทำงาน”

กู้สิงโจวไม่ตอบ เขาคว้าเสื้อคลุมและรองเท้าเดินไปเปลี่ยนที่มุมห้องอย่างเงียบเชียบ เมื่อเขากลับมานั่งที่โต๊ะ เสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มขับเน้นให้ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซูบตอบดูมีสง่าราศีขึ้นมาทันที แม้จะไม่ได้สวมกวนหยก แต่กลิ่นอายของบัณฑิตและทายาทตระกูลกั่วกงก็ยังคงแฝงอยู่ในท่วงท่า

เขาตักน้ำแกงไก่เข้าปาก ความอุ่นซ่านไหลลงสู่กระเพาะ รสชาติกลมกล่อมของยาจีนผสมกับความหวานของเนื้อไก่ทำให้น้ำตาพาลจะไหล เขาเคยกินอาหารเลิศรสในเหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองหลวงมานับไม่ถ้วน แต่กลับไม่มีมื้อใดที่ทำให้เขารู้สึกอิ่มเอมไปถึงก้นบึ้งของหัวใจได้เท่าน้ำแกงชามนี้

หลังมื้ออาหาร สวี่ลี่จินจัดการเก็บล้างถ้วยชาม เมื่อนางหันกลับมา ก็พบว่ากู้สิงโจวยืนซ้อนอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ระยะห่างที่ใกล้ชิดทำให้นางได้กลิ่นสบู่และกลิ่นอายบุรุษเพศจากตัวเขาอย่างชัดเจน

“มี... มีอะไรหรือ” นางถามตะกุกตะกัก ถอยหลังไปครึ่งก้าวหลังชนขอบอ่างล้างจาน

กู้สิงโจวไม่ตอบ เขายกมือใหญ่ที่เต็มไปด้วยรอยด้านขึ้น สอดปอยผมที่ร่วงหล่นลงมาทัดใบหูให้นางอย่างเบามือ ปลายนิ้วหยาบกร้านสัมผัสโดนแก้มเนียนนุ่ม สวี่ลี่จินสะดุ้งเล็กน้อย แต่กลับไม่ได้ปัดมือเขาออก

ดวงตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตาที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยกำแพง บัดนี้ทอประกายอ่อนโยนอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

“ลี่จิน ขอบใจเจ้ามากนะ” เสียงทุ้มต่ำของเขากระซิบแผ่วเบา ราวกับมีเพียงพวกเขาแค่นั้นที่ได้ยิน

สวี่ลี่จินรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงประหนึ่งตีกลองรบ นางพยายามเชิดหน้าขึ้นเพื่อปกปิดความเขินอาย “ขอบใจอะไรกัน ข้าลงทุนกับท่านไปตั้งเยอะ หากท่านไม่รีบตั้งใจทำงานหาเงินมาคืนข้า ข้าจะคิดดอกเบี้ยร้อยละยี่สิบเลยคอยดู”

คำพูดร้ายกาจที่ขัดกับใบหน้าแดงระเรื่อทำเอากู้สิงโจวหลุดเสียงหัวเราะออกมา เขาไม่ถอยห่าง แต่กลับขยับเข้าไปใกล้อีกนิด โน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน

“เงินแค่นั้น ข้าจะหามาคืนเจ้าสิบเท่า ร้อยเท่า ในวันข้างหน้า ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องมาสวมเสื้อผ้าหยาบๆ หรือลำบากตื่นตั้งแต่ไก่โห่เพื่อมาหน้าดำหน้าแดงอยู่หน้าเตาไฟอีก ข้าขอสัญญา”

คำสัญญาที่หนักแน่นราวกับสลักลงบนแผ่นหิน ทำให้สวี่ลี่จินชะงักไป นิยายเรื่องนี้ พระเอกคลั่งรักและยึดมั่นในคำสัญญามาก นางรู้ดีว่าหากเขาพูดออกมาแล้ว เขาจะทำมันให้ได้อย่างแน่นอน

นางช้อนตามองเขา ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มอ่อนหวาน “ข้าไม่ได้ต้องการเงินร้อยเท่า ข้าแค่ต้องการให้ท่านรักษาสุขภาพ อย่าฝืนตัวเองจนเกินไป เมื่อถึงเวลาข้าอยากเห็นท่านกลับไปจับพู่กันอีกครั้ง”

กู้สิงโจวชะงักงัน เขาไม่คิดว่านางจะล่วงรู้ถึงความปรารถนาลึกๆ ในใจที่เขากดทับเอาไว้ การสอบขุนนางคือเป้าหมายเดียวที่จะทำให้เขาทวงคืนทุกสิ่งกลับมาได้ แต่ในยามที่ปากท้องยังหิวโหย เขาไม่กล้าแม้แต่จะหยิบตำราขึ้นมาอ่าน

“ข้าจะรอวันที่ท่านได้เป็นจอหงวนนะ สิงโจว” นางกระซิบ

วินาทีนั้น ความอดทนของชายหนุ่มก็ขาดผึง เขารวบตัวนางเข้ามากอดแน่น อ้อมแขนแกร่งกักขังร่างบอบบางไว้ในอกเสื้อคลุมตัวใหม่ ความอบอุ่นถ่ายทอดถึงกันในค่ำคืนที่เหน็บหนาว สวี่ลี่จินตกใจในตอนแรก แต่นางก็ค่อยๆ ยกแขนขึ้นตอบรับกอดของเขา ฝังใบหน้าลงกับอกกว้าง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน

ความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความยากลำบาก กำลังผลิบานอย่างงดงามในกระท่อมหลังเล็ก โดยที่ทั้งสองไม่ทันสังเกตเลยว่า ที่นอกหน้าต่างบานผุพัง มีเงาดำของใครบางคนแฝงตัวอยู่ในความมืด จับจ้องความเคลื่อนไหวของพวกเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะเร้นกายหายไปในความมืดมิดของราตรี

ภายในกระท่อม สวี่ลี่จินลอบมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของบุรุษรูปงามที่กำลังยืนอยู่ใกล้ๆ นัยน์ตาหงส์ทอประกายแน่วแน่เมื่อความรู้สึกหวงแหนก่อตัวขึ้นในอก

ส่วนแม่นางเอกตัวจริงตามต้นฉบับของเรื่องนี้นั้น ช่างปะไร ข้าจะเขี่ยให้กระเด็นไปให้พ้นทางเลยคอยดู ในเมื่ออุตส่าห์ร่วมกัดก้อนเกลือกินมาด้วยกันถึงเพียงนี้ ข้าจะต้องมัดหัวใจเขาให้อยู่หมัด ความมั่งคั่งและอำนาจในวันข้างหน้าของเขา จะต้องเป็นของข้าผู้เดียว

เมื่อแรงฮึดสู้และความปรารถนาพุ่งพล่าน สวี่ลี่จินก็ตัดสินใจทำเรื่องอุกอาจที่แม้แต่ตัวเองยังคาดไม่ถึง นางก้าวเข้าไปประชิดร่างสูงใหญ่ เขย่งปลายเท้าขึ้นจนสุด แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปประทับริมฝีปากนุ่มของตนลงบนกลีบปากหยักลึกของกู้สิงโจวอย่างรวดเร็ว

จุ๊บ!

สัมผัสอุ่นซ่านนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจน ทำเอากู้สิงโจวชะงักค้างไปทั้งร่าง นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงราวกับถูกมนต์สะกด

พอลงมือทำไปแล้ว ความกล้าหาญเมื่อครู่ก็มลายหายไปในพริบตา ใบหน้างดงามของสวี่ลี่จินแดงระเรื่อเห่อร้อนไปจนถึงใบหู หญิงสาวไม่รอให้ชายหนุ่มได้สติหรือเอ่ยปากพูดสิ่งใด นางรีบผละออก หมุนตัวแล้ววิ่งตึงตังหนีเข้าห้องนอนไปปิดประตูใส่กลอนทันทีด้วยความเขินอายขั้นสุด ปล่อยให้ว่าที่จอหงวนผู้เย็นชายืนเอามือแตะริมฝีปากตนเองอยู่กลางกระท่อม พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ค่อยๆ คลี่ออกอย่างไม่อาจห้ามได้เลย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel