ตอนที่ 6 สายตาในเงามืด
เงาดำสายหนึ่งเร้นกายอยู่หลังต้นไม้อายุร้อยปีนอกหน้าต่างกระท่อมซอมซ่อ สายลมเย็นเยียบของฤดูสารทพัดผ่านจนใบไม้แห้งปลิวว่อน แต่ชายวัยกลางคนในชุดรัดกุมสีเข้มกลับยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับรูปสลักหิน ดวงตาฝ้าฟางแต่เฉียบคมเพ่งมองผ่านรอยแตกของผนังไม้ไผ่เข้าไปด้านใน
พ่อบ้านฝู มือขวาคนสนิทของท่านกั่วกงกู้ฉางชิง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ภาพที่เขาเห็นคือคุณชายใหญ่กู้สิงโจว ทายาทสายตรงผู้หยิ่งทะนงแห่งจวนกั่วกง กำลังตระกองกอดสวี่ลี่จิน สตรีที่เคยได้ชื่อว่าเป็นฮูหยินจอมผลาญเงินและร้ายกาจที่สุดในเมืองหลวง ทั้งสองไม่ได้กำลังตบตีแย่งชิงเศษเงิน ไม่ได้สาดน้ำลายด่าทอ และที่สำคัญ สวี่ลี่จินไม่ได้หอบเสื้อผ้าหนีกลับจวนสกุลสวี่ตามที่นายท่านคาดการณ์ไว้
สตรีผู้นั้นยอมสวมเสื้อผ้าป่านหยาบกระด้าง ยืนอยู่หน้าเตาไฟที่เต็มไปด้วยเขม่าควัน ซ้ำยังซื้อเสื้อคลุมกันหนาวตัวใหม่ให้สามี ในขณะที่ตัวเองทนใส่เสื้อผ้าบางๆ
มารดามันเถอะ นี่มันเกิดเรื่องบ้าอันใดขึ้น พ่อบ้านฝูสบถในใจ เขายังจำได้ดีว่าเมื่อสองเดือนก่อน ฮูหยินผู้นี้เพิ่งจะอาละวาดตบหน้าสาวใช้จนเลือดกบปาก เพียงเพราะชงชาหลงจิ่งร้อนเกินไป แต่วันนี้นางกลับต้มแกงไก่ให้ชายที่ล้มละลายกินด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เมื่อเห็นว่าแสงตะเกียงในกระท่อมดับลง พ่อบ้านฝูก็เร้นกายหายไปในความมืดมิดของราตรี เพื่อนำความแปลกประหลาดนี้กลับไปรายงานผู้เป็นนาย
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศยังคงหนาวเย็นจับใจ สวี่ลี่จินตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าทุกวัน อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนางได้กินของดีบำรุงร่างกาย หรืออาจเป็นเพราะอ้อมกอดอุ่นๆ ของใครบางคนที่ทำให้นางหลับสนิทโดยไม่ฝันร้าย
นางขยับตัวลุกขึ้น บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า พอกวาดสายตามองไปที่ลานดินหลังบ้านก็พบร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวใหม่กำลังออกแรงโม่ถั่วเหลืองอย่างขะมักเขม้น
สวี่ลี่จินอมยิ้ม นางรีบจัดแจงเสื้อผ้าแล้วเดินเข้าไปหา “ใส่เสื้อตัวใหม่แล้วดูดีไม่เบานี่ พอดีตัวท่านเป๊ะเลย”
กู้สิงโจวชะงักมือที่กำลังจับด้ามโม่หิน ชายหนุ่มหันมามองนางด้วยสายตาเรียบเฉย แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าใบหูของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ “มันอุ่นดี ขอบใจเจ้ามาก”
“แค่ขอบใจมันไม่พอหรอกนะ วันนี้ต้องออกแรงโม่ถั่วให้ละเอียดกว่าเดิมด้วย เถ้าแก่เนี้ยอย่างข้าจะได้ทำเต้าหู้ออกมาเนื้อเนียนๆ” นางเย้าแหย่พลางเดินไปก่อไฟหน้าเตา
บรรยากาศยามเช้าในกระท่อมซอมซ่อเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหยอกล้อเบาๆ แม้จะไม่มีบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติ ไม่มีอาหารเลิศรสรออยู่บนโต๊ะ แต่ทั้งสองกลับช่วยกันทำหน้าที่ของตนอย่างสอดประสาน กู้สิงโจวช่วยนางตักน้ำเต้าหู้และทับหินจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ก่อนจะยกคานหาบเตรียมตัวไปส่งนางที่ตลาด
ก่อนออกจากประตู สวี่ลี่จินเขย่งปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย จัดระเบียบปกเสื้อคลุมที่พับอยู่ของเขาให้เรียบร้อย มือเล็กตบเบาๆ ที่บ่ากว้าง “ไปแบกข้าวสารก็ระวังหลังด้วย อย่าให้เสื้อตัวใหม่ขาดเสียล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะหักเงินค่ากับข้าวท่าน”
กู้สิงโจวก้มมองสตรีที่สูงเพียงอกเขา แววตาอ่อนโยนลงหลายส่วน “ข้ารู้แล้ว เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย หากมีอันธพาลมากวนใจให้รีบวิ่งหนี อย่าห่วงแต่ของ”
ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปตามถนนดินลูกรัง แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน สวี่ลี่จินมุ่งหน้าไปตะโกนขายเต้าหู้ที่ตลาดชานเมือง ส่วนกู้สิงโจวก็มุ่งหน้าไปท่าเรือด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรงและฝีเท้าที่มั่นคงกว่าทุกวัน
ในขณะเดียวกัน ณ คฤหาสน์ตระกูลกู้ที่โอ่อ่าใจกลางเมืองหลวง
ห้องหนังสือขนาดใหญ่ถูกตกแต่งด้วยไม้ประดู่แดงชั้นดี เตาผิงทองเหลืองสลักลายสลบความหนาวเย็นด้านนอกจนหมดสิ้น กลิ่นกำยานชั้นยอดลอยอวลอยู่ในอากาศ ชายชราผมสีดอกเลาผู้หนึ่งนั่งตัวตรงอยู่หลังโต๊ะไม้สลักลายมังกร มือที่เหี่ยวย่นแต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจกำลังค่อยๆ รินชาลงจอกกระเบื้องเคลือบ
กู้ฉางชิง ท่านกั่วกงผู้กุมอำนาจล้นมือ แม้จะล่วงเข้าสู่วัยชราแต่ดวงตาของเขายังคงเฉียบคมและดุดันราวกับพญาเสือหมอบ
ประตูห้องหนังสือถูกเปิดออกอย่างเงียบเชียบ พ่อบ้านฝูก้าวเข้ามาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินเข้าไปยืนค้อมศีรษะอยู่ข้างโต๊ะ
“เป็นอย่างไรบ้าง” เสียงแหบพร่าทรงอำนาจเอ่ยถามโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง “ไอ้หลานไม่รักดีของข้า มันคุกเข่าร้องไห้แล้วหรือไม่”
พ่อบ้านฝูลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “เรียนนายท่าน คุณชายใหญ่ หาได้ย่อท้อไม่ขอรับ ยามนี้คุณชายไปรับจ้างแบกกระสอบข้าวสารและสินค้าที่ท่าเรือเมืองฝั่งตะวันตก ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ได้ค่าจ้างเพียงวันละไม่กี่สิบอีแปะขอรับ”
กู้ฉางชิงชะงักมือที่กำลังยกจอกชา คิ้วสีขาวขมวดเข้าหากันแน่น “แบกกระสอบข้าว ทายาทสายตรงของตระกูลกั่วกงยอมลดตัวไปเป็นกรรมกรแบกหามข้างถนนเนี่ยนะ ช่างโง่งมเสียจริง ข้าอุตส่าห์สร้างคดียักยอกทรัพย์หลวง ริบทรัพย์สินมันจนหมดตัว หวังจะดัดนิสัยให้มันเลิกเป็นพ่อค้า แล้วหันกลับมาจับพู่กันสอบขุนนาง มันกลับเลือกที่จะไปคลุกฝุ่นโคลนแทนรึ”
น้ำเสียงของท่านกั่วกงเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ชนชั้นซาง หรือพ่อค้า ถือเป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุดในสายตาขุนนางเก่าแก่เช่นเขา การที่กู้สิงโจวหนีออกจากจวนไปสร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นคหบดีใหญ่ ถือเป็นการตบหน้าตระกูลกู้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงต้องใช้ไม้แข็งเพื่อล้างสถานะพ่อค้าของหลานชาย หวังบีบให้สิงโจวหมดหนทางจนต้องยอมเข้าสอบจอหงวนเพื่อกอบกู้เกียรติยศ
“แล้วนังจิ้งจอกแซ่สวี่นั่นเล่า” กู้ฉางชิงกระแทกจอกชาลงบนโต๊ะ “สตรีที่แต่งงานเพราะหวังสมบัติอย่างนาง ป่านนี้คงหอบผ้าผ่อนหนีตามบุรุษอื่น หรือไม่ก็เขียนใบหย่าทิ้งไว้ให้ไอ้หลานโง่ของข้าดูต่างหน้าแล้วกระมัง”
พ่อบ้านฝูปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ซึมตามไรหน้าผาก “เรื่องนี้... ผิดคาดไปมากขอรับนายท่าน ฮูหยินสวี่ไม่ได้หนีไปไหน ซ้ำยังไม่ปริปากบ่นเรื่องความลำบาก นางลงมือทำเต้าหู้ด้วยตัวเองและนำไปตั้งแผงขายที่ตลาดชานเมืองทุกเช้า เงินที่ได้มานางก็นำไปซื้ออาหารดีๆ และเสื้อคลุมตัวใหม่ให้คุณชายใหญ่ขอรับ สองสามีภรรยาดู... เอ้อ... รักใคร่ปรองดองกันดีขอรับ”
เพล้ง!!
คราวนี้จอกชาลายครามราคาแพงระยับถูกปัดตกลงไปแตกกระจายบนพื้นหินอ่อน กู้ฉางชิงผุดลุกขึ้นยืน นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เจ้าว่าอะไรรึ นังเด็กหน้าเงินนั่นเนี่ยนะทำเต้าหู้ขาย สตรีที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ วันๆ เอาแต่ประทินโฉมและด่าทอบ่าวไพร่ จะลดตัวไปเป็นแม่ค้าแผงลอยข้างถนนได้อย่างไร เจ้าตาฝาดไปแล้วรึฝูหยวน”
“บ่าวเห็นกับตาจริงๆ ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านฝูรีบคุกเข่าลงบนพื้น “บ่าวเฝ้าจับตาดูพวกเขาทั้งคืน ฮูหยินเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน นางดูแลคุณชายใหญ่เป็นอย่างดี ซ้ำคุณชายใหญ่เองก็ดูจะถนอมน้ำใจนางไม่น้อย ถึงขั้นตื่นมาช่วยนางโม่ถั่วเหลืองตั้งแต่ยามอิ๋น บ่าวเกรงว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ คุณชายคงจะพอใจกับชีวิตชาวบ้านธรรมดา และไม่ยอมกลับมาสอบขุนนางเป็นแน่ขอรับ”
ห้องหนังสือตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงไม้ฟืนในเตาผิงที่ปะทุแตกดังเปรี๊ยะๆ กู้ฉางชิงเอามือไพล่หลัง เดินวนไปมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เรื่องนี้ผิดแผนไปมากโข เขาจงใจกวาดล้างทรัพย์สินของกู้สิงโจว เพราะมั่นใจว่าสวี่ลี่จินจะต้องทนลำบากไม่ไหวและทิ้งหลานชายของเขาไปในที่สุด เมื่อกู้สิงโจวสูญเสียทั้งเงินทองและสตรีที่ตนหลงใหล หัวใจที่แตกสลายและแรงแค้นจะผลักดันให้เขากลับมาจับพู่กัน เพื่อสอบเป็นขุนนางและทวงคืนอำนาจ
แต่ตอนนี้ สตรีที่เขาเกลียดชังและตราหน้าว่าเป็นปลิงดูดเลือด กลับกลายเป็นหลักพิงหลังให้หลานชายของเขาเสียอย่างนั้น นางกำลังทำลายแผนการบีบคั้นของเขาจนป่นปี้
“ช่างน่าขันนัก” กู้ฉางชิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยัน “ความรักในยามยากงั้นรึ ข้าอยากจะรู้นักว่ามันจะจริงแท้สักแค่ไหน หรือเป็นเพียงการแสดงละครหลอกตาเพราะยังไม่ถึงคราวเข้าตาจนจริงๆ”
ชายชราหยุดเดิน นัยน์ตาฉายแววเหี้ยมเกรียม “ในเมื่อลำบากแค่นี้ยังสู้ไหว ข้าก็จะเพิ่มบททดสอบให้พวกมันอีกสักหน่อย ไปสั่งการลงไป ให้คนของเราไปที่ตรอกโรงเตี๊ยม จ้างพวกอันธพาลปลายแถวไปเยี่ยมเยียนแผงขายเต้าหู้นั่นเสียหน่อย ทำให้พวกมันรู้ว่าการเป็นชาวบ้านไร้อำนาจหนุนหลัง มันน่าสมเพชและถูกเหยียบย่ำได้ง่ายดายเพียงใด”
“นายท่าน... แต่คุณชายใหญ่วรยุทธ์ไม่เลว หากอันธพาลพวกนั้นรังแกฮูหยิน คุณชายอาจจะลงมือทำร้ายคนจนเกิดเรื่องใหญ่ได้นะขอรับ” พ่อบ้านฝูท้วงติงด้วยความกังวล
“ก็ให้มันเกิดเรื่องไปสิ” กู้ฉางชิงตวาด “ยิ่งมันก่อเรื่องตีรันฟันแทง มันก็จะยิ่งตระหนักได้ว่ากำปั้นของกรรมกรแบกหาม ไม่อาจสู้กฎหมายและอำนาจในมือขุนนางได้ หากมันอยากปกป้องเมียรักของมัน มันก็ต้องตะเกียกตะกายกลับมาสอบขุนนาง ไปจัดการตามที่ข้าสั่งซะ อย่าให้มีพิรุธสาวมาถึงจวนกั่วกงได้”
“รับทราบขอรับ” พ่อบ้านฝูรับคำสั่งก่อนจะถอยหลังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
กู้ฉางชิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเมืองหลวงยามนี้ถูกเมฆดำทะมึนบดบังจนสิ้นแสงอาทิตย์ เขาหลับตาลงช้าๆ
สิงโจวเอ๋ย ปู่ทำทุกอย่างก็เพื่อปูทางให้เจ้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เจ้าจะมาจมปลักเป็นชาวบ้านชั้นต่ำอยู่กับสตรีไร้ค่าเช่นนั้นไม่ได้ หากไม้อ่อนดัดไม่ได้ ปู่ก็จำเป็นต้องหักมันทิ้งด้วยมือของปู่เอง
ในขณะเดียวกัน ที่ตลาดชานเมืองฝั่งตะวันตก สวี่ลี่จินกำลังง่วนอยู่กับการห่อเต้าหู้ก้อนสุดท้ายให้ลูกค้า นางจามออกมาติดกันสองครั้ง หญิงสาวยกมือขึ้นถูจมูกตัวเองเบาๆ
“ใครนินทาข้าอยู่หรือเปล่านะ” นางพึมพำกับตัวเองพลางเก็บเหรียญอีแปะลงถุงผ้า
แม้กิจการเต้าหู้จะไปได้สวย แต่ลางสังหรณ์บางอย่างในใจกลับร้องเตือน นิยายบัดซบเรื่องนี้ไม่เคยปล่อยให้ตัวละครมีความสุขได้นานหรอก โดยเฉพาะปู่จอมบงการคนนั้น หากเขารู้ว่ากู้สิงโจวยังไม่ยอมจำนน เขาจะต้องส่งคนมาเล่นงานพวกเขาแน่
สวี่ลี่จินคลำมีดพกเล่มเล็กที่สามีให้ไว้ในอกเสื้อ แววตามุ่งมั่นวูบผ่าน ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย หากใครกล้ามาพังหม้อข้าวหม้อแกงของนางล่ะก็ แม่จะเอามีดสับให้เละเป็นกากถั่วเหลืองเลยคอยดู
