ตอนที่ 4 แผงขายเต้าหู้กับเถ้าแก่เนี้ยมือใหม่
ท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีเทาหม่น อากาศยามย่ำรุ่งมีความชื้นและเย็นเยียบแฝงอยู่ แต่อุณหภูมิในกระท่อมกลับอบอุ่นด้วยไอจากกระทะและชามน้ำเต้าหู้ สวี่ลี่จินยกชามดื่มจนหมดเกลี้ยง รสชาติจืดชืดไร้น้ำตาลทรายแดงปรุงแต่ง แต่กลับหวานล้ำอยู่ในคอ
กู้สิงโจวดื่มส่วนของตนเสร็จก็จัดการล้างชามอย่างคล่องแคล่ว เขาเช็ดมือกับชายเสื้อ ก่อนจะเดินไปหยิบคานหาบไม้ไผ่ที่พิงอยู่มุมห้อง สอดเข้ากับสายเชือกของตะกร้าเต้าหู้ทั้งสองใบแล้วย่อตัวลง ท่อนแขนแกร่งออกแรงฮึบเดียว ตะกร้าที่บรรจุเต้าหู้สดใหม่น้ำหนักหลายสิบชั่งก็ลอยขึ้นพาดบนบ่ากว้างอย่างมั่นคง
ชายหนุ่มยืดตัวขึ้นเต็มความสูง สีหน้าเรียบเฉยไร้ร่องรอยความหนักอึ้งให้เห็น “ไปกันเถอะ สายกว่านี้ตลาดจะวายเสียก่อน”
สวี่ลี่จินพยักหน้ารับ นางคว้าผ้ากันเปื้อนสีมอๆ มาผูกเอวและหยิบมีดทำครัวเล่มเก่าติดตัวมาด้วย ทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปตามถนนดินลูกรังที่ทอดยาวสู่ตลาดชานเมืองฝั่งตะวันตก
เมื่อเข้าเขตตลาด เสียงจอแจดังเซ็งแซ่ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง กลิ่นคาวปลา กลิ่นผักเน่า และกลิ่นโคลนตมผสมปนเปกันจนคนเพิ่งเคยมาเยือนอย่างนางแทบจะกลั้นหายใจ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ต่างจับจองพื้นที่ริมถนนกันจนแทบไม่มีที่ว่างให้แทรกตัว บางคนปูผ้าใบเก่าๆ บางคนวางกระจาดบนพื้นดิน ดุด่าแย่งลูกค้ากันเสียงขรม
สวี่ลี่จินกวาดสายตามองหาทำเล มารดามันเถอะ แย่งที่กันอย่างกับหมาหวงก้าง ขืนมัวแต่เดินชมนกชมไม้ วันนี้คงไม่ได้ขายแน่ นางรีบสาวเท้าแทรกตัวผ่านฝูงชน ปรี่เข้าไปยังพื้นที่ว่างขนาดเล็กพอดีตัวแถวหัวมุมถนน ซึ่งอยู่ติดกับแผงขายผักกาดของหญิงวัยกลางคนหน้าตาดุดัน
“ตรงนี้ว่างใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางหันไปถามตามมารยาท
แม่ค้าขายผักตวัดหางตามองเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ของสวี่ลี่จิน ก่อนจะแค่นเสียงขึ้นจมูก “ว่างน่ะว่างอยู่ แต่ตรงนี้มันทำเลคนกันเอง นังหนู หน้าตาไม่คุ้นเลย เพิ่งมาขายวันแรกหรือ รู้อะไรไหมว่าหัวมุมนี้ต้องเสียค่าที่ให้พวกอันธพาลตรอกโรงเตี๊ยมด้วยนะ ข้าว่าเจ้าไปหาที่อื่น”
คำขู่ยังไม่ทันจบประโยค ร่างสูงใหญ่ของกู้สิงโจวก็ก้าวเข้ามายืนซ้อนหลังภรรยา คานหาบบนบ่าถูกวางลงกระแทกพื้นเสียงดังตึง
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของอดีตคหบดีตวัดมองแม่ค้าขายผัก แม้เขาจะอยู่ในชุดมอมแมม แต่รังสีอำมหิตและความกดดันที่แผ่ออกมากลับทำให้สตรีปากจัดถึงกับสะดุ้งโหยง รีบหดคอหันกลับไปจัดผักกาดของตนเงียบๆ ไม่กล้าเอ่ยปากไล่อีก
สวี่ลี่จินแอบลอบยิ้มในใจ มีสามีหน้าตาดุดันแถมบารมีข่มคนได้ มันก็ดีแบบนี้นี่เอง
“ข้าต้องไปท่าเรือแล้ว” กู้สิงโจวเอ่ยเสียงเรียบหลังจากช่วยจัดแจงเปิดฝาตะกร้าให้เรียบร้อย เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบมีดพกเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ออกมายัดใส่มือนาง “เก็บไว้ป้องกันตัว พวกอันธพาลในตลาดมีเยอะ หากใครมารังแกหรือเก็บค่าคุ้มครอง ก็ให้พวกมันเอาเต้าหู้ไป อย่าไปสู้รบปรบมือ ทิ้งของแล้ววิ่งหนีไปซ่อนตัวซะ เข้าใจหรือไม่”
คำสั่งสอนยาวเหยียดที่แฝงไปด้วยความห่วงใยทำให้นางรู้สึกอุ่นวาบในอก “ข้ารู้แล้วน่า ข้าไม่โง่เอาชีวิตไปทิ้งหรอก ท่านเองก็เถอะ แบกข้าวสารระวังหลังด้วย อย่าฝืนยกของหนักเกินกำลัง ถ้าร่างกายพังไป ข้าไม่หาเงินมารักษาท่านหรอกนะ”
กู้สิงโจวมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่เชิดขึ้นทำปากเก่ง เขาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอโดยไม่ตอบอะไร ก่อนจะหันหลังเดินลากขากะเผลกกลืนหายไปในฝูงชน
เมื่อแผ่นหลังกว้างลับสายตา สวี่ลี่จินก็สูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความมั่นใจกลับคืนมา นางหันมามองก้อนเต้าหู้สีขาวอวบอิ่มในตะกร้า
เอาล่ะ สวี่ลี่จิน ยุคสมัยนี้ไม่มีใครรู้จักเต้าหู้หรอกนะ เจ้าต้องเปิดตลาดด้วยตัวเองแล้ว
เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่ไม่มีใครแม้แต่จะปรายตามองแผงของนางเลยสักคน ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาล้วนแต่รีบซื้อผัก ซื้อเนื้อ แล้วก็กลับไปทำอาหาร ไม่มีใครกล้าลองของแปลกใหม่ที่หน้าตาเหมือนก้อนแป้งสีขาวจืดชืด
ขืนปล่อยไว้แบบนี้เต้าหู้ได้บูดคาตะกร้าแน่ นางต้องทำอะไรสักอย่าง
สวี่ลี่จินหยิบมีดทำครัวขึ้นมา บรรจงหั่นเต้าหู้ก้อนหนึ่งออกเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดพอดีคำ วางเรียงบนใบตองอย่างสวยงาม จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วตะโกนสุดเสียง
“เร่เข้ามาจ้า เร่เข้ามา ของดีเมืองหลวงเพิ่งมาถึงตลาดชานเมืองแล้วจ้า เต้าหู้สดใหม่ เนื้อนุ่มดุจปุยเมฆ หวานล้ำชุ่มคอ กินแทนเนื้อสัตว์ก็อิ่มท้อง บำรุงร่างกาย ให้ชิมก่อนไม่คิดเงิน ชิมก่อนได้ ไม่ซื้อไม่ว่ากันเจ้าค่ะ”
เสียงใสแจ๋วที่ตะโกนแหวกอากาศเรียกความสนใจจากชาวบ้านได้ชะงักงัน แม่ค้าขายผักข้างๆ ถึงกับเบิกตากว้าง สตรีหน้าตางดงามผู้นี้แหกปากตะโกนขายของโดยไม่ห่วงภาพลักษณ์สตรีในห้องหอเลยสักนิด
ชายชราหลังค่อมคนหนึ่งเดินถือตะกร้าผักผ่านมา ได้ยินคำว่า ‘ชิมก่อน’ ก็หยุดชะงัก เดินงกๆ เงิ่นๆ เข้ามาดู “นังหนู ไอ้ก้อนขาวๆ นี่กินได้เรอะ ดมดูไม่มีกลิ่นเนื้อสักนิด แถมหน้าตาประหลาดแท้”
“กินได้แน่นอนเจ้าค่ะ ท่านลุง” สวี่ลี่จินยิ้มหวานหยดย้อย นางใช้ไม้จิ้มเต้าหู้ชิ้นเล็กส่งให้ “ท่านลุงลองชิมดูสิเจ้าคะ นุ่มละมุนยิ่งกว่าไข่ตุ๋น คนแก่ฟันฟางไม่ดีกินได้สบายมากเจ้าค่ะ”
ชายชรารับไปดมๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะเอาเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัสเนื้อเต้าหู้ ดวงตาฝ้าฟางก็เบิกกว้าง รสสัมผัสเนียนนุ่มละลายในปาก มีกลิ่นหอมของถั่วเหลืองจางๆ แม้จะไม่ได้ปรุงรสอะไรแต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด
“โอ้โห นุ่มจริงๆ ด้วย รสชาติดีแฮะ นี่มันทำมาจากอะไรกัน”
“ทำจากเมล็ดถั่วเหลืองเจ้าค่ะ นำไปต้มกับน้ำแกงกระดูกหมู หรือผัดกับซีอิ๊วก็อร่อยเลิศรสก้อนละสองอีแปะเท่านั้นเจ้าค่ะ วันนี้ข้าทำมาไม่เยอะ ช้าหมดอดนะเจ้าคะ”
“ดีๆ เอามาให้ข้าสองก้อน ห่อใบตองให้ดีล่ะ” ชายชรารีบล้วงเงินสี่อีแปะส่งให้
เมื่อมีคนประเดิมซื้อ คนที่มุงดูอยู่รอบๆ ก็เริ่มสนใจ มนุษย์มักมีนิสัยทำตามกัน ยิ่งได้ยินว่าชิมก่อนซื้อก็พากันยื่นมือมาขอชิม พอได้ลิ้มรสความนุ่มละมุนและราคาที่แสนถูกเพียงสองอีแปะ ซึ่งถูกกว่าเนื้อหมูหลายสิบเท่าต่างก็พากันควักเงินซื้ออย่างรวดเร็ว
“ข้าเอาก้อนหนึ่ง” “ของข้าสามก้อน ผัดกับผักกาดน่าจะอร่อย” “อย่าแย่งกันสิ เถ้าแก่เนี้ย ข้าเหมาห้าก้อนเลย”
เสียงเรียกร้องดังระงม สวี่ลี่จินมือเป็นระวิง นางใช้มีดตัดแบ่งเต้าหู้ ห่อใบตอง รับเงิน ทอนเงิน ปากก็พูดเจื้อยแจ้วขอบคุณลูกค้าอย่างลื่นไหล รอยยิ้มการค้าถูกงัดออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
เพียงชั่วยามเดียว เต้าหู้สองตะกร้าใหญ่ก็ถูกกวาดเรียบจนหมดเกลี้ยง
สวี่ลี่จินทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกระจาดเปล่า หอบหายใจแฮ่กๆ แต่ดวงตากลับเปล่งประกายเจิดจ้า นางล้วงถุงผ้าเล็กๆ ในอกเสื้อออกมาเทลงบนฝ่ามือ เสียงเหรียญทองแดงกระทบกันดังกริ๊งๆ เป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดในโลก
นางเริ่มนับเงินอย่างรวดเร็ว หนึ่ง สอง สาม... ห้าสิบ... หนึ่งร้อยสี่สิบอีแปะ
หักทุนค่าถั่วเหลืองกับข้าวสารเมื่อวานยี่สิบอีแปะ เท่ากับว่าเช้านี้นางทำกำไรได้ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะ นี่มันกำไรมหาศาลชัดๆ สวี่ลี่จินแทบอยากจะกรี๊ดออกมาดังๆ นางลูบคลำเหรียญทองแดงในมืออย่างทะนุถนอม
แม่ค้าขายผักข้างๆ มองด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน “แหม นังหนู วันแรกก็ขายดิบขายดีเชียวนะ ของประหลาดแบบนี้คนก็เห่อแค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละ พรุ่งนี้ก็ไม่มีใครซื้อแล้ว”
“ก็ถือว่าข้าโชคดีล่ะเจ้าค่ะ ท่านป้า” สวี่ลี่จินตอบกลับด้วยรอยยิ้มกว้าง ไม่สนใจคำค่อนขอด นางเก็บเงินใส่ถุงอย่างมิดชิด สะพายตะกร้าเปล่าขึ้นบ่า วันนี้นางได้ทุนคืนมาแล้ว แถมยังมีกำไร ต้องฉลองเสียหน่อย
ขาเรียวก้าวฉับๆ ตรงไปยังแผงขายเนื้อเขียงหมูที่อยู่ท้ายตลาด เงินหนึ่งร้อยอีแปะซื้อเนื้อแดงชั้นดีไม่ได้มากนัก แต่นางไม่ได้เล็งเนื้อแดง นางเล็งไปที่กระดูกหมูติดเนื้อชิ้นโตที่ถูกโยนทิ้งไว้ข้างเขียง
“เถ้าแก่ กระดูกท่อนนั้นขายอย่างไร”
คนขายเนื้อเงยหน้าขึ้นมอง “กระดูกต้มซุปหรือ เหมาไปเลยสิบอีแปะ ไม่มีเนื้อหรอกนะ มีแต่กระดูกกับเอ็น”
“ตกลง” นางจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว ได้กระดูกหมูชิ้นโตมานอนแอ้งแม้งในตะกร้า นอกจากนี้นางยังแวะซื้อพุทราเชื่อมราคาถูกมาสองไม้ ข้าวสารชั้นดีอีกหนึ่งชั่ง และเครื่องปรุงพื้นฐานอย่างเกลือและซีอิ๊วติดมือกลับไปด้วย
ยามเซิน (15.00-16.59 น.) แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ กู้สิงโจวลากฝีเท้าที่หนักอึ้งกลับมาถึงกระท่อม วันนี้มีเรือสินค้าจากแดนใต้เทียบท่า เขาต้องแบกกระสอบเครื่องเทศทั้งวันจนหลังแทบหัก ไหล่ทั้งสองข้างระบมจนยกแทบไม่ขึ้น
ตลอดทางเดินกลับ เขาเผลอคิดไปว่า หากเปิดประตูกระท่อมเข้าไปแล้วไม่พบสตรีผู้นั้นอยู่ เขาจะทำอย่างไร นางอาจจะขายเต้าหู้ไม่ได้ ทนความลำบากไม่ไหว หอบเงินหนีไปแล้วก็ได้ แต่เมื่อนึกถึงสัมผัสอบอุ่นและคำประกาศกร้าวของนางเมื่อคืน มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
เมื่อผลักประตูไม้ไผ่เข้าไป กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุปกระดูกหมูกระแทกจมูกอย่างจัง
กู้สิงโจวชะงักกึก มองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงัน กระท่อมซอมซ่อยามนี้ถูกปัดกวาดเช็ดถูจนสะอาดตา บนโต๊ะไม้ตัวเก่ามีชามกระเบื้องใส่ข้าวสวยร้อนๆ เมล็ดข้าวขาวอวบเรียงตัวสวยงามไม่ใช่ข้าวปนกรวดทรายเหมือนเมื่อวาน ตรงกลางโต๊ะมีชามใบใหญ่บรรจุน้ำซุปกระดูกหมูต้มกับเต้าหู้ชิ้นโต โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย
สวี่ลี่จินในชุดผ้าฝ้ายตัวเดิมที่ซักจนสะอาดกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดมือ นางหันมาเห็นเขาก็ยิ้มกว้างจนตาหยี
“กลับมาแล้วหรือท่านพี่ รีบไปล้างมือล้างหน้าเร็วเข้า วันนี้ข้าเคี่ยวน้ำซุปกระดูกหมูไว้รอท่านเลยนะ”
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่ ลำคอตีบตันจนพูดไม่ออก เขามองข้าวสวยร้อนๆ สลับกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของภรรยา ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“เจ้า... ขายเต้าหู้ได้งั้นหรือ” เขาถามเสียงแผ่ว
“แน่นอนสิ ระดับสวี่ลี่จินเสียอย่าง” นางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ เดินเข้ามากึ่งดึงกึ่งลากแขนเขาให้ไปนั่งที่โต๊ะ “เต้าหู้สองตะกร้าหมดเกลี้ยงตั้งแต่เช้า ข้าเลยซื้อข้าวสารใหม่กับกระดูกหมูมาบำรุงร่างกายท่าน กินเยอะๆ จะได้มีแรงไปแบกข้าวสาร... เอ้ย ไม่สิ มีแรงไปอ่านหนังสือเตรียมสอบขุนนางต่างหาก”
กู้สิงโจวมองชามข้าวที่ถูกยัดใส่มือ กลิ่นหอมของอาหารช่างอบอุ่นเหลือเกิน เขาตักน้ำซุปเข้าปาก รสชาติกลมกล่อมของกระดูกหมูที่เคี่ยวจนเปื่อยเข้ากันดีกับความนุ่มละมุนของเต้าหู้ เป็นรสชาติที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยลิ้มลองมาในชีวิต
“อร่อยหรือไม่” นางชะโงกหน้ามาถามตาแป๋ว
“อืม... ไม่เลว” เขาตอบสั้นๆ แต่ตักข้าวกินคำโตจนแก้มตุ่ย
สวี่ลี่จินหัวเราะคิกคัก นางไม่ได้บอกเขาว่าระหว่างที่เขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย นางแอบนวดแป้งทำหมั่นโถวลูกเล็กๆ เตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้เช้าด้วย วันคืนที่แสนลำบากกำลังดำเนินไปอย่างมีทิศทาง
แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างกระทบใบหน้าของคนทั้งสอง แม้ภายนอกกระท่อมจะทรุดโทรมเพียงใด แต่ภายในกลับอบอวลไปด้วยบรรยากาศของบ้านอย่างแท้จริง กู้สิงโจวลอบมองใบหน้าด้านข้างของภรรยาที่กำลังเคี้ยวข้าวแก้มตุ่ย ในใจเกิดความรู้สึกหวงแหนขึ้นมาอย่างเงียบๆ
สตรีผู้นี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีวันปล่อยมือนางเด็ดขาด
เมื่อมื้ออาหารค่ำจบลงและจัดการเก็บกวาดเรียบร้อย ความหนาวเหน็บยามดึกก็เริ่มคืบคลานเข้ามาตามรอยแยกของผนังไม้ไผ่ สวี่ลี่จินเป่าตะเกียงดับลงก่อนจะสอดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเก่า ทว่าทันทีที่เอนกายลง ร่างหนาของกู้สิงโจวก็ขยับเข้ามาซ้อนทับอยู่ด้านหลัง วงแขนแกร่งตวัดโอบเอวบางของนางรั้งเข้าไปแนบชิดกับแผงอกกว้างตามความเคยชิน
แต่คืนนี้ สัมผัสของเขาต่างออกไป
ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดอยู่ตรงซอกคอไม่ได้สงบนิ่งเหมือนทุกครา ปลายจมูกโด่งสันเริ่มคลอเคลียไปตามลาดไหล่เนียน ก่อนจะประทับจุมพิตแผ่วเบาที่หลังใบหูจนสวี่ลี่จินสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งทื่อขึ้นมาฉับพลัน
“สิงโจว” นางเอ่ยเรียกเสียงพร่า พยายามจะขยับตัวหนี
แต่ชายหนุ่มกลับพลิกตัวนางให้หันมาเผชิญหน้าในความมืด แสงจันทร์สลัวที่ลอดผ่านหน้าต่างสะท้อนให้เห็นนัยน์ตาคมกริบที่บัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน มือใหญ่ที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักประคองปลายคางนางให้เงยขึ้น ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะทาบทับลงมาโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก
จุมพิตแรกเริ่มจากความอ่อนโยน ค่อยๆ ขบเม้มกลีบปากนุ่มอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังลิ้มรสขนมหวานชิ้นโปรด แต่เมื่อสวี่ลี่จินเผลอเผยอปากเพราะความตกตะลึง เรียวลิ้นร้อนรุ่มก็แทรกซึมเข้าไปตักตวงความหอมหวานภายในอย่างเอาแต่ใจ จังหวะการจูบทวีความเร่าร้อนและเรียกร้องมากยิ่งขึ้นจนคนถูกรุกแทบขาดใจ
ฝ่ามือหนาที่เคยกอดรัดเพียงเอว เริ่มลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบาง เลื่อนต่ำลงมาเค้นคลึงที่เอวคอด ก่อนจะสอดเข้าไปใต้สาบเสื้อตัวบาง สัมผัสผิวเนื้อเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายใน ความร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนางจนสั่นสะท้าน
“อื้อ...” สวี่ลี่จินครางประท้วงในลำคอ หัวใจเต้นกระหน่ำรัวราวกับกลองรบ
ความรู้สึกวาบหวามที่ตีตื้นขึ้นมาทำให้นางสับสน แม้นางจะรู้ว่านี่คือสามี แต่จิตวิญญาณข้างในยังคงกระอักกระอ่วนและตั้งตัวไม่ติดกับการก้าวกระโดดของความสัมพันธ์ที่รวดเร็วเช่นนี้ มือเล็กออกแรงผลักดันแผงอกกำยำของเขาเพื่อเรียกสติ
กู้สิงโจวยอมถอนริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่ง แต่หน้าผากยังคงแนบชิด ลมหายใจของเขาหอบพร่า นัยน์ตาฉ่ำปรือไปด้วยแรงอารมณ์ “ลี่จิน ข้าขอ...” เขากระซิบเสียงแหบพร่า น้ำเสียงเว้าวอนจนคนฟังใจสั่น
“ขะ... ข้าเหนื่อยแล้ว” นางหลบสายตาเขา รีบยกข้ออ้างขึ้นมาบังหน้า เสียงหอบเหนื่อยของนางยิ่งทำให้ดูสมจริง “วันนี้โม่ถั่วทั้งวัน ซ้ำยังนวดแป้งทำหมั่นโถวอีก ข้าปวดเมื่อยไปหมดแล้ว เรานอนกันเถอะนะ”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เขามองใบหน้าที่ซับสีเลือดและแววตาที่ยังคงตื่นตระหนกของภรรยา แม้ไฟในกายจะยังคงปวดหนึบและเรียกร้องเพียงใด แต่เมื่อได้ยินคำว่า เหนื่อยจากปากสตรีที่ยอมตรากตรำทำงานหนักเพื่อเขา ความทะนุถนอมก็หวนกลับเข้ามาแทนที่ความปรารถนา
กู้สิงโจวสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ ค่อยๆ ดึงมือที่ซุกซนกลับออกมาจัดเสื้อผ้าของนางให้เข้าที่ เขาประทับจุมพิตลงบนหน้าผากมนอย่างแสนรัก
“ข้าขอโทษ ที่เอาแต่ใจ” เขาดึงร่างที่ยังคงสั่นน้อยๆ ของนางเข้ามากอดไว้หลวมๆ ลูบแผ่นหลังปลอบประโลมเบาๆ “นอนพักเถิด พรุ่งนี้ข้าจะตื่นแต่เช้ามาช่วยเจ้าทำงานเอง”
สวี่ลี่จินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางซุกหน้าลงกับอกเขา แอบฟังเสียงหัวใจของชายหนุ่มที่ยังคงเต้นแรงและเร็วกว่าปกติ ความรู้สึกผิดปนหวั่นไหวตีรวนอยู่ในอก แม้คืนนี้นางจะหนีรอดไปได้ แต่ดูจากสายตาของหมาป่าที่กำลังหิวโหยตัวนี้แล้ว นางคงจะใช้ข้ออ้างว่าเหนื่อยไปได้อีกไม่นานนักหรอก
