ตอนที่ 2 ข้าวต้มมื้อแรกกับความบัดซบ
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องลอดรอยแตกของผนังไม้ไผ่เข้ามาแยงตา สวี่ลี่จินขยับตัวด้วยความเกียจคร้าน นางรู้สึกอุ่นสบายกว่าที่คิดไว้มากสำหรับค่ำคืนที่มีพายุฝนกระหน่ำ แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาเต็มตากลับพบว่า บนร่างของนางมีเสื้อคลุมตัวนอกสีน้ำเงินเข้มขยุกขยิกคลุมทับอยู่
กลิ่นหอมจางๆ ของไม้จันทน์ที่คุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นอายความชื้นของสายฝนลอยแตะจมูก สวี่ลี่จินผุดลุกขึ้นนั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบกระท่อมซอมซ่อ
ว่างเปล่า
ไม่มีเงาของบุรุษร่างสูงที่นอนร่วมเตียงเดียวกันเมื่อคืนเตียงไม้อีกฝั่งเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าเขาออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
“คนบ้างาน ออกไปแบกหามตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่เลยหรือนี่” นางพึมพำกับตัวเอง มือเล็กลูบคลำเนื้อผ้าของเสื้อคลุมที่แม้จะหยาบกระด้างจากการซักล้างหลายครั้ง แต่กลับให้ความอบอุ่นอย่างประหลาด ในใจเกิดความรู้สึกวูบไหวอย่างบอกไม่ถูก
ในยามที่ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด ตัวเองก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด ยังมีแก่ใจมาห่วงว่าสตรีที่เคยด่าทอเขาสารพัดจะนอนหนาวตาย กู้สิงโจวหนอกู้สิงโจว ท่านมันคนโง่งมเสียจริง
นางสะบัดศีรษะไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งซาบซึ้งใจ สวี่ลี่จินพับเสื้อคลุมของเขาวางไว้ที่มุมเตียงอย่างเบามือ ก่อนจะเดินไปล้างหน้าล้างตาที่บ่อน้ำบาดาลหลังกระท่อม น้ำเย็นเฉียบทำให้นางตาสว่างเต็มที่
เมื่อคืนนางลองรื้อค้นความทรงจำและคลำดูรอบเอว พบว่าตัวเองมีเงินติดตัวอยู่เพียงยี่สิบอีแปะเท่านั้น เงินจำนวนนี้สำหรับฮูหยินตระกูลกู้ในอดีต คงซื้อแป้งผัดหน้าตลับเดียวยังไม่ได้ แต่สำหรับสวี่ลี่จินในยามนี้ มันคือทุนรอนก้อนสุดท้ายที่จะชี้เป็นชี้ตาย
หลังกระท่อมมีลานดินแคบๆ และสิ่งที่ทำให้นางใจชื้นขึ้นมาบ้างคือ โม่หินศิลาเก่าคร่ำครึตู้หนึ่งที่ถูกทิ้งร้างไว้ใต้ต้นไม้ แม้จะมีตะไคร่น้ำเกาะเต็มไปหมด แต่พอลองขยับด้ามจับดูก็พบว่ายังพอใช้งานได้ สวรรค์ยังไม่ถึงกับปิดทางรอดของนางเสียทีเดียว
สวี่ลี่จินไม่รอช้า นางจัดแจงเสื้อผ้าให้ทะมัดทะแมง คว้าตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่เจอในครัวก้าวฉับๆ ออกจากกระท่อมมุ่งหน้าไปยังตลาดเช้าของย่านคนจน
บรรยากาศตลาดชานเมืองแตกต่างจากตลาดกลางเมืองหลวงที่นางเคยเดินในความทรงจำอย่างสิ้นเชิง ไม่มีร้านค้าระยิบระยับปูพรมแดง ไม่มีพ่อค้าใส่เสื้อผ้าไหมเนื้อดี มีเพียงชาวบ้านสวมชุดผ้าป่านหยาบๆ นั่งยองๆ วางของขายบนพื้นดิน แฉะไปด้วยโคลนตมและกลิ่นคาวปลาคละคลุ้ง
ฮูหยินผู้เคยเย่อหยิ่งต้องสูดลมหายใจเข้าลึก นางเดินลัดเลาะไปตามแผงขายของอย่างระมัดระวัง ไม่นานนักก็ได้ถั่วเหลืองกระสอบเล็กๆ มาในราคาถูกแสนถูก พร้อมกับดีเกลือสำหรับทำเต้าหู้ และข้าวสารหยาบที่ปนกรวดทรายอีกหยิบมือ เงินยี่สิบอีแปะอันตรธานหายไปแทบไม่เหลือหลอ
“เอาล่ะ สวี่ลี่จิน ขืนทำเต้าหู้เจ๊ง แกได้นอนกินดินแทนข้าวแน่” นางปลอบใจตัวเองพลางแบกตะกร้าหนักอึ้งเดินกลับ
ตลอดทั้งวันนั้น หญิงสาวที่เคยชี้นิ้วสั่งแต่บ่าวไพร่ต้องลงมือล้างโม่หินจนมือแดงเถือก นางตักน้ำ ขัดตะไคร่ แช่ถั่วเหลือง และทำความสะอาดกระท่อมจนเหงื่อชุ่ม ร่างกายปวดร้าวไปทุกสัดส่วน แต่เมื่อมองเห็นเมล็ดถั่วเหลืองที่เริ่มพองตัวอวบอิ่มในกะละมังไม้ รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนลับเหลี่ยมเขา ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีส้มอมม่วง ลมเย็นยามค่ำพัดมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังลากพื้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
แอ๊ด...
ประตูไม้ไผ่บานเก่าถูกผลักออก ร่างสูงใหญ่ของกู้สิงโจวก้าวเข้ามาในกระท่อม สภาพของเขาทำเอาสวี่ลี่จินที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟถึงกับชะงัก
บุรุษที่เคยสวมกวนหยกและเสื้อผ้าไหมหรูหรา บัดนี้เนื้อตัวมอมแมมเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินและคราบเหงื่อไคล ผมเผ้าหลุดลุ่ยเปียกชุ่มแนบไปกับโครงหน้าคมสัน ที่หัวไหล่และท่อนแขนมีรอยถลอกและรอยแดงเถือกจากการแบกกระสอบข้าวสารหนักหลายสิบชั่งติดต่อกันทั้งวัน ดวงตาที่เคยดุดันและทรงอำนาจเหลือเพียงความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
เขาเดินลากขากะเผลกเล็กน้อยตรงมาหานาง ก่อนจะยื่นห่อใบบัวยับๆ และกระบอกไม้ไผ่ที่ยังอุ่นๆ ส่งให้
“กินซะ” เขากล่าวสั้นๆ น้ำเสียงแหบพร่าอย่างคนขาดน้ำ
สวี่ลี่จินรับมาเปิดดู ภายในห่อใบบัวคือหมั่นโถวแป้งหยาบสีหม่นๆ หนึ่งลูก ส่วนในกระบอกไม้ไผ่คือข้าวต้มใสแจ๋วที่แทบจะนับเม็ดข้าวได้ มีเพียงเศษผักดองลอยฟ่องอยู่ไม่กี่ชิ้น แต่นี่คงเป็นอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่เงินค่าจ้างรายวันอันน้อยนิดของเขาจะหาซื้อมาได้
นางเงยหน้ามองเขา “แล้วท่านล่ะ”
“ข้ากินมาจากท่าเรือแล้ว เถ้าแก่ใจดีเลี้ยงข้าวคนงาน” เขาตอบเสียงเรียบพลางหันหลังเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงไม้ มุมปากพยายามเม้มแน่นเพื่อข่มอาการสั่นของกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานหนักเกินกำลัง
โครก...
ยังไม่ทันสิ้นคำขาด เสียงประท้วงจากกระเพาะอาหารของกู้สิงโจวก็ดังลั่นขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในกระท่อม ชายหนุ่มชะงักกึก ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบเฉยปรากฏรอยริ้วสีแดงพาดผ่านจางๆ ด้วยความเก้อเขิน เขาหันหน้าหนีไปทางผนัง แสร้งทำเป็นกระแอมไอแก้เก้อ
“เถ้าแก่ท่าเรือคงเลี้ยงข้าวด้วยลมกระมัง ท้องท่านถึงได้ร้องดังแข่งกับฟ้าร้องเช่นนี้” สวี่ลี่จินอดไม่ได้ที่จะค่อนขอด นางส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความปากแข็งของเขา
นางหยิบชามดินเผาบิ่นๆ ที่ล้างเตรียมไว้ออกมา บรรจงเทข้าวต้มในกระบอกไม้ไผ่แบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นก็บิหมั่นโถวลูกโตออกครึ่งหนึ่ง แล้วเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา
“รับไปสิ” นางยื่นชามข้าวต้มและครึ่งหมั่นโถวให้
กู้สิงโจวปรายตามองชามข้าวต้มในมือนาง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “ข้าบอกแล้วว่าข้ากินมาแล้ว เจ้าหิวก็กินไปเถอะ ร่างกายเจ้าไม่คุ้นเคยกับความลำบาก ขืนอดข้าวเดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งไปอีก”
“โกหกไม่เนียนเลยนะกู้สิงโจว” นางพูดสวนทันควัน ก่อนจะยัดชามดินเผาใส่มือเขาอย่างเอาแต่ใจ “ข้าแบ่งให้แล้วก็กินๆ ไปเถอะ ข้ากินคนเดียวไม่หมดหรอก หากท่านหิวตายไป ใครจะออกไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงข้าเล่า”
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบหลุบมองอาหารในมือ สลับกับใบหน้างดงามของสตรีตรงหน้า คราบเขม่าควันที่เลอะเป็นทางบนแก้มขาวๆ ของนางไม่ได้ทำให้นางดูอัปลักษณ์ลงเลย กลับดูมีชีวิตชีวาและจับต้องได้มากกว่าตอนที่นางนั่งทาชาดอยู่ในจวนหลังใหญ่เสียอีก
เขาสูดลมหายใจลึก ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป มือหยาบกร้านตักข้าวต้มเข้าปากเงียบๆ ความร้อนของน้ำแกงใสๆ ไหลลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า บรรเทาอาการแสบร้อนจากการอดอาหารมาทั้งวันได้เป็นอย่างดี หมั่นโถวแป้งหยาบที่ปกติเขาคงโยนทิ้งให้สุนัขกิน บัดนี้กลับมีรสชาติหวานล้ำอย่างประหลาด
สวี่ลี่จินเองก็กลับไปนั่งกินส่วนของตัวเองที่หน้าเตาไฟ ข้าวต้มจืดชืดไร้รสชาติ หมั่นโถวก็ฝืดคอจนแทบกลืนไม่ลง แต่นางก็พยายามเคี้ยวและกลืนลงไปทุกคำ นางแอบลอบมองแผ่นหลังกว้างของสามีจำเป็นที่กำลังนั่งก้มหน้ากินข้าวอย่างเงียบเชียบ
ในนิยายบรรยายไว้ว่า กู้สิงโจวเป็นคนหยิ่งทะนงและรักสะอาดเป็นที่สุด แต่เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูสตรีที่ไม่ได้รักเขาเลย เขายอมทิ้งศักดิ์ศรี ยอมก้มหัวให้หัวหน้าคนงานด่าทอ ยอมทำงานหนักจนเลือดตกยางออก เพียงเพื่อแลกกับเศษเงินมาซื้ออาหารประทังชีวิตให้นาง
หากเป็นสวี่ลี่จินคนเดิม คงเทข้าวต้มชามนี้ทิ้งลงพื้นและด่าทอเขาว่าไร้น้ำยาไปแล้ว และสุดท้ายก็ไปหาผู้ชายคนใหม่ที่รวยกว่า
มารดามันเถอะ ผู้ชายดีๆ ที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวสูงลิบลิ่วขนาดนี้ นางร้ายในเรื่องมีตาแต่หามีแววไม่ ถึงได้กล้าวางยาหลอกขายเขาเข้าซ่องได้ลงคอ นางช่างโง่บัดซบเสียจริง
“พรุ่งนี้ตอนเช้า ท่านไม่ต้องซื้ออาหารกลับมาแล้วนะ” จู่ๆ สวี่ลี่จินก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
กู้สิงโจวชะงักมือที่กำลังจะเอาหมั่นโถวเข้าปาก “ทำไม เจ้าทนกินอาหารหยาบๆ พวกนี้ไม่ไหวแล้วหรือ” เขาถามเสียงเรียบ แอบคาดเดาไปถึงคำขอหย่าที่อาจจะตามมาในประโยคถัดไป
“ไม่ใช่แบบนั้น” นางส่ายหน้าพลางวางชามเปล่าลงบนโต๊ะ “ข้าหมายความว่า พรุ่งนี้ข้าจะทำอาหารเช้าเอง ข้าซื้อถั่วเหลืองมาแช่ไว้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะทำเต้าหู้ ท่านตื่นมาช่วยข้าโม่ถั่วด้วยก็แล้วกัน ทำเสร็จเราจะได้กินด้วยกัน แล้วที่เหลือข้าจะเอาไปลองขายที่ตลาดดู”
คำพูดของนางทำเอาบุรุษผู้ผ่านพายุลมฝนมานับไม่ถ้วนถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย
“เจ้าทำเต้าหู้เป็นด้วยหรือ”
“แน่นอน ท่านเห็นข้าเป็นคุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อหรืออย่างไร” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มแฝงความมั่นใจปรากฏบนริมฝีปาก “ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านไป ส่วนเรื่องในบ้านข้าจะจัดการเอง เราจะไม่ยอมอดตายในรูหนูแห่งนี้หรอกนะ ท่านจอหงว... เอ้ย ท่านพี่” นางเกือบหลุดปากเรียกเขาว่าท่านจอหงวนตามพล็อตเรื่องไปเสียแล้ว ดีที่ยั้งปากไว้ทัน
กู้สิงโจวมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ความระแวงในใจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลซึมเข้ามาอย่างเงียบเชียบ เขาไม่รู้ว่าพายุลูกใดพัดพานิสัยร้ายกาจของนางออกไป แต่วินาทีนี้ เขารู้สึกว่ากระท่อมผุพังหลังนี้ คล้ายจะมีคำว่า ‘ครอบครัว’ ซ่อนอยู่จริงๆ
ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ “อืม พรุ่งนี้ข้าจะตื่นมาช่วยเจ้าโม่ถั่ว”
ริมฝีปากหยักลึกที่มักจะเหยียดตรงอยู่เสมอยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น สวี่ลี่จินยิ้มรับ นางรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและเต็มไปด้วยขวากหนามที่คนที่อยู่เบื้องหลังของเขาวางดักรอไว้ แต่ตราบใดที่พวกเขายังหันหน้าเข้าหากัน นิยายบัดซบเรื่องนี้ นางจะเป็นคนเขียนตอนจบใหม่ด้วยมือของนางเอง
ตกดึก ลมหนาวพัดลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาจนอากาศในกระท่อมเย็นเยียบ กู้สิงโจวที่เพิ่งจัดการงานบ้านเสร็จสิ้นยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาทำงานแบกหามมาทั้งวัน แม้จะเช็ดตัวแล้วแต่ก็กลัวว่ายังมีกลิ่นเหงื่อไคลหลงเหลืออยู่ ชายหนุ่มเกรงว่าสตรีที่เคยติดความหรูหราและรักสวยรักงามอย่างนางจะรังเกียจ จึงกัดฟันไปตักน้ำเย็นเฉียบจากบ่อมาอาบชำระล้างร่างกายจนสะอาดสะอ้าน แม้จะหนาวจนริมฝีปากซีดสั่นก็ตาม
เมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้องและล้มตัวลงนอนบนเตียงกระดานไม้แคบๆ ไอเย็นจากร่างหนาก็แผ่ซ่าน กู้สิงโจวตะแคงตัวหันไปมองแผ่นหลังบอบบางของภรรยา ความรู้สึกผูกพันและอบอุ่นใจที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวัน ทำให้เขารวบรวมความกล้า เอื้อมมือออกไปหมายจะสวมกอดนางไว้แนบอก
แต่ทันทีที่วงแขนกว้างสัมผัสโดนตัว สวี่ลี่จินก็สะดุ้งเฮือกด้วยความเขินอายที่จู่ๆ ก็ถูกจู่โจม หญิงสาวรีบขยับตัวหลบหนีตามสัญชาตญาณ
ปฏิกิริยานั้นทำเอามือใหญ่ชะงักค้างอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาที่เคยทอประกายอ่อนโยนพลันหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความน้อยเนื้อต่ำใจแล่นริ้วขึ้นมาในอก ที่แท้นางก็ยังคงรังเกียจกรรมกรตกอับเช่นเขาอยู่ดี
สวี่ลี่จินที่สัมผัสได้ถึงบรรยากาศเย็นเยียบและรังสีความน้อยใจที่แผ่ออกมาจากแผ่นหลังของคนข้างกาย ถึงกับลอบกรอกตาขึ้นฟ้าในความมืด
ให้ตายเถอะ! พ่อพระเอกคนนี้ช่างคิดเล็กคิดน้อยเสียจริง หากนางขืนปล่อยให้เขาเข้าใจผิดและสะสมความโกรธเคืองเอาไว้แบบนี้ มีหวังจุดจบของนางคงไม่แคล้วซ้ำรอยนิยายต้นฉบับ ที่พอเขาสอบได้เป็นขุนนางใหญ่และมีอำนาจล้นฟ้า ก็จับนางร้ายอย่างนางไปยัดใส่กรงหมูแล้วโยนถ่วงน้ำเพื่อแก้แค้นเป็นแน่!
เมื่อนึกถึงความตายอันน่าอนาถ สวี่ลี่จินก็ไม่รอช้า นางรีบพลิกตัวกลับไปหาเขา สอดสองแขนเข้าไปกอดรัดเอวสอบของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่ยังคงมีความเย็นชื้นจากการอาบน้ำ
กู้สิงโจวตัวแข็งทื่อ ร่างกายกำยำเกร็งขืนด้วยความสับสนและตกตะลึงกับการกระทำที่คาดไม่ถึง แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างนุ่มนิ่มที่เบียดแนบชิด หัวใจที่เคยแห้งแล้งก็พลันเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม ชายหนุ่มค่อยๆ คลายความเกร็งลง วงแขนแกร่งตวัดกลับไปโอบกอดร่างบางของภรรยาเอาไว้ กระชับนางสู่อ้อมอกอย่างหวงแหนและแสนรัก ท่ามกลางความเหน็บหนาวของค่ำคืนที่ถูกแทนที่ด้วยไออุ่นของกันและกัน
