บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 ตื่นมาก็ตกอับ บัดซบสิ้นดี

เพล้ง

เสียงกระเบื้องเคลือบแตกกระจายดังสนั่น ตามด้วยเสียงตวาดหยาบคายและฝีเท้าหนักทึบที่ย่ำไปมาทั่วบริเวณ สวี่ลี่จินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายท่อนบนผุดลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรง อาการปวดแปลบแล่นปลาบขึ้นมาตั้งแต่ท้ายทอยจนถึงขมับ ราวกับมีใครเอาค้อนเหล็กมาทุบหัว

ดวงตาหงส์เบิกกว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความสับสน ม่านมุ้งผ้าไหมสีแดงปักลายยวนยางถูกกระชากขาดวิ่นด้วยมือหยาบกร้านของชายฉกรรจ์ในชุดมือปราบ พวกเขากำลังรื้อค้นข้าวของในห้องนอนอย่างบ้าคลั่ง หีบไม้จันทน์แดงถูกงัดจนเปิดอ้า เครื่องประดับทองคำและหยกเนื้อดีถูกกวาดลงย่ามผ้าหยาบๆ อย่างไม่ปรานี

“พวกเจ้าทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ” สวี่ลี่จินตวาดออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับแหบพร่า

มือปราบร่างหน้ามืดหันมามองนางด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ตื่นแล้วหรือฮูหยินกู้ อ้อ ไม่ใช่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าสตรีตระกูลสวี่ถึงจะถูก สามีของเจ้าถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานยักยอกสินค้าหลวง ทรัพย์สินทั้งหมดในคฤหาสน์สกุลกู้ถูกริบเข้าหลวงเป็นที่เรียบร้อย หากไม่อยากโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด ก็รีบไสหัวออกไปซะ ก่อนที่พวกข้าจะหมดความอดทน”

สวี่ลี่จินนิ่งขึงราวกับถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า

ยักยอกสินค้าหลวง ริบทรัพย์ คฤหาสน์สกุลกู้

ความทรงจำมากมายที่ไม่ได้เป็นของนางหลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็วราวกับเขื่อนแตก ภาพการแต่งงานใหญ่โต ภาพการใช้จ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือย และภาพใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของบุรุษผู้หนึ่ง ทายาทคหบดีใหญ่แห่งเมืองหลวง กู้สิงโจว

บัดซบสิ้นดี นางทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่เพิ่งอ่านจบเมื่อคืน แถมไม่ได้เป็นนางเอกผู้สูงศักดิ์ แต่ดันมาอยู่ในร่างของ ‘สวี่ลี่จิน’ ภรรยาตัวร้ายของพระเอกที่แต่งงานด้วยเพราะเห็นแก่เงินทองล้วนๆ

ตามเนื้อเรื่องในนิยาย กู้สิงโจวเป็นหลานของตระกูลกั่วกงแต่เพราะมารดาผู้ให้กำเนิดเป็นเพียงสาวใช้ในเรือนจึงถูกส่งไปชนบทตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาจวนกั๋วกงที่ไร้ผู้สืบทอดก็ส่งคนไปรับแต่เขากลับเลือกตัดขาด และกลายมาเป็นพ่อค้าหนุ่มอนาคตไกล แต่จู่ๆ กิจการก็พังทลายลงในชั่วข้ามคืน สินค้าถูกทางการยึด คฤหาสน์ถูกริบ ตัวเขาตกต่ำกลายเป็นเพียงกรรมกรแบกหามข้างถนน และสวี่ลี่จินนางร้ายในนิยายไม่รู้ความจริงเรื่องฐานะของเขาก็ทนความลำบากไม่ไหว นางจึงลักลอบคบชู้กับพ่อค้าผ้าไหม วางยาสามีตัวเอง แล้วหลอกขายเขาเข้าซ่องคณิกาชายเพื่อแลกกับเงินก้อนหนึ่ง

มารดามันเถอะ บทนางร้ายสวะเช่นนี้ ใครจะกล้าเล่นต่อ นางไม่โดนคนอ่านสาปแช่งจนวิญญาณไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยหรือ

“ยังมัวนั่งบื้ออยู่อีก ลุกขึ้นมา” มือปราบคนเดิมหมดความอดทน เขาก้าวเข้ามาดึงแขนเสื้อนางอย่างแรงจนร่างบางถลาตกจากเตียง

สวี่ลี่จินล้มกระแทกพื้นไม้เย็นเฉียบ ความเจ็บปวดทำให้นางได้สติ นางรีบกวาดสายตามองรอบตัว เสื้อผ้าไหมเนื้อดีที่สวมอยู่หลุดลุ่ย นางรีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ เชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามสัญชาตญาณของหญิงสาวที่สู้ชีวิตมาตั้งแต่ยุคปัจจุบัน “ไม่ต้องใช้กำลัง ข้าเดินเองได้”

นางเดินฝ่าซากข้าวของที่แตกหักออกมาจนถึงลานหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศภายนอกอึมครึม ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆฝนสีเทาหม่น บ่าวไพร่ในคฤหาสน์ถูกต้อนมารวมกัน ต่างพากันร้องไห้ระงม บ้างก็รีบเก็บข้าวของส่วนตัวหนีเอาตัวรอด ต้นไม้ล้มลิงฝูงแตก เป็นสัจธรรมที่แท้จริง

ตรงกลางลานกว้างนั้น มีบุรุษผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นหินทราย

เขาคือกู้สิงโจว

ชายหนุ่มอยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและรอยขาดวิ่น ผมที่เคยเกล้าเป็นกวนอย่างประณีตหลุดลุ่ยปรกใบหน้า มุมปากมีรอยเลือดซึมจากการถูกทำร้าย แต่แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงเหยียดราวกับกระบี่ที่ยังไม่ยอมหัก ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดขึ้นมองสวี่ลี่จินที่เดินออกมา

สายตาของเขาว่างเปล่า ไม่มีทั้งความโกรธแค้นหรือความหวัง

ตามความทรงจำเดิม สวี่ลี่จินรังเกียจเขานักหนาที่เขาเป็นเพียง ‘ซาง’ หรือชนชั้นพ่อค้าที่คนทั่วไปดูแคลน นางมักจะใช้วาจาถากถางเขาเสมอเมื่ออยู่ตามลำพัง แต่ที่ยอมร่วมหอลงโรงด้วยก็เพราะกลิ่นเงินที่หอมหวนบดบังสายตา

กู้สิงโจวมองภรรยาของตนด้วยแววตานิ่งลึก เขาเดาได้ไม่ยากว่าสตรีที่รักความสุขสบายเช่นนาง คงเตรียมตัวหย่าขาดและหนีกลับบ้านเดิมไปแล้วในวินาทีนี้

“ไปซะ” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเอ่ยออกมาคำแรก ทำเอาคนฟังชะงัก

“เจ้าว่าอะไรนะ” สวี่ลี่จินเลิกคิ้ว

“ทรัพย์สินทั้งหมดถูกริบแล้ว ข้ามีจดหมายหย่าเตรียมไว้ในอกเสื้อ เจ้าเอาไป แล้วกลับบ้านสกุลสวี่ไปเสีย” เขากล่าวโดยไม่มองหน้านางอีก คล้ายกับรำคาญใจที่จะต้องมาเห็นสตรีตีโพยตีพายในยามที่ชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด

สวี่ลี่จินก้มมองบุรุษตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาที่แม้จะเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำก็ยังคงความสง่างามเอาไว้ได้ นางนึกถึงนิยายที่อ่าน ชายคนนี้ไม่ใช่แค่พ่อค้าธรรมดา แต่เบื้องหลังของเขาคือหลานชายแท้ๆ ของตระกูลกั่วกงผู้ยิ่งใหญ่ และความซวยทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ ก็เป็นเพียงแผนการทดสอบของปู่แท้ๆ ที่ต้องการดัดนิสัยเขา เพื่อให้เขายอมกลับไปสอบขุนนาง สืบทอดอำนาจตระกูล

หากนางรับใบหย่าแล้วเดินจากไปตอนนี้ ชะตากรรมของนางอาจจะไม่ต้องไปตายอนาถแบบนางร้ายในนิยาย แต่นางก็จะกลับกลายเป็นหญิงม่ายที่ถูกสังคมในยุคนี้ตราหน้า เหยียบย่ำ และนางไม่มีทางพึ่งพาครอบครัวสกุลสวี่ที่เห็นแก่เงินยิ่งกว่าอะไรดีได้แน่

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นสภาพของบุรุษที่พยายามปกป้องเกียรติของตัวเองอย่างถึงที่สุดตรงหน้า นางก็ทนรับบทคนใจดำไม่ลง

“จดหมายนั่นท่านเก็บไว้ซับเลือดเถอะ” สวี่ลี่จินพูดเสียงเรียบ นางก้าวเข้าไปใกล้ ก้มลงพยุงแขนเขาให้ลุกขึ้น “ท่านล้มละลาย ข้าก็เป็นฮูหยินตกอับ จะให้ข้ากลับไปให้บ้านเดิมหัวเราะเยาะหรืออย่างไร”

กู้สิงโจวชะงัก ร่างกายที่แข็งเกร็งของเขาผ่อนคลายลงเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ดวงตาคมจ้องมองใบหน้างดงามของภรรยาราวกับเห็นคนแปลกหน้า สตรีที่เคยตวาดด่าเขาเพียงเพราะบ่าวไพร่ชงชามาไม่ถูกใจ วันนี้กลับประคองเขาขึ้นจากโคลนตม

“เจ้าแน่ใจหรือ ลี่จิน จากนี้ไปข้าไม่มีคฤหาสน์ ไม่มีคนรับใช้ ไม่มีแม้แต่อาหารดีๆ ให้เจ้ากิน” เขาเตือนสติ เสียงยังคงเจือความหวาดระแวง

“ข้ามีมือมีเท้า ไม่ได้พิการเสียหน่อย” นางตอบปัดๆ ก่อนจะหันไปมองขุนนางที่ควบคุมการริบทรัพย์ “ในเมื่อท่านยึดคฤหาสน์แล้ว พวกเราก็จะไป ขอแค่เสื้อผ้าติดตัวไปคนละชุดคงไม่ขัดต่อกฎหมายกระมัง”

ขุนนางผู้นั้นโบกมือไล่อย่างรำคาญ “จะไปไหนก็ไป อย่ามาเกะกะขวางตา”

สวี่ลี่จินพยุงกู้สิงโจวเดินออกจากประตูคฤหาสน์บานใหญ่ที่เคยเป็นของพวกเขา ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู สายฝนที่ตั้งเค้ามานานก็เทกระหน่ำลงมา ราวกับสวรรค์จงใจตอกย้ำความโชคร้าย

ผู้คนในเมืองหลวงที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดยืนมอง อดีตคหบดีผู้มั่งคั่งและภรรยาคนสวยเดินตากฝนย่ำไปตามถนนดินโคลน เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาตามสายลม แต่สวี่ลี่จินทำหูทวนลม นางจับมือเขาไว้แน่น ไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ามือเล็กๆ ของนางกำลังถ่ายทอดความอบอุ่นบางอย่างไปสู่หัวใจที่ด้านชาของบุรุษข้างกาย

ทั้งสองเดินเท้ามาจนถึงชานเมืองฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชนชั้นแรงงานและคนยากจน ตามโฉนดที่ดินเก่าที่กู้สิงโจวแอบซุกซ่อนไว้ก่อนโดนริบทรัพย์ เขายังมีกระท่อมไม้เก่าๆ หลังหนึ่งที่ซื้อทิ้งไว้เมื่อนานมาแล้ว

กระท่อมหลังนั้นซอมซ่อจนสวี่ลี่จินแทบอยากจะร้องไห้

หลังคามุงแฝกมีรอยโหว่จนน้ำฝนหยดแหมะลงมาเป็นแอ่งบนพื้นดินอัดแข็ง ผนังไม้ไผ่สานก็ผุพังจนลมเย็นยะเยือกพัดลอดเข้ามาได้ ในห้องมีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ ขาหักไปหนึ่งข้างต้องเอาหินมารองไว้ นอกนั้นไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเลย

สวี่ลี่จินยืนนิ่งอยู่กลางห้อง สภาพร่างกายที่เปียกปอนทำให้เธอหนาวจนสั่นสะท้าน นางร้ายในนิยายคงกรี๊ดสลบไปแล้วถ้าย้ายมาอยู่ในรูหนูแบบนี้

กู้สิงโจวมองท่าทางของนาง เขาเดาะลิ้นเบาๆ ในใจนึกเย้ยหยันตัวเองที่เผลอคิดว่านางจะทนความลำบากได้ ชายหนุ่มเดินกะเผลกไปที่มุมห้อง หยิบผ้าขี้ริ้วที่ยังพอแห้งอยู่บ้างมาเช็ดน้ำฝนบนเตียงไม้ ก่อนจะหันมาหานาง

“คืนนี้นอนพักเสียก่อน พรุ่งนี้เช้าหากเจ้าเปลี่ยนใจ ข้าจะเขียนใบหย่าฉบับใหม่ให้ แล้วจะหาทางจ้างเกวียนส่งเจ้ากลับบ้านเดิม”

คำพูดของเขาไม่มีน้ำเสียงประชดประชัน มีเพียงความราบเรียบที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่เปียกชุ่มออก เผยให้เห็นรอยช้ำจ้ำใหญ่บนหัวไหล่และแผ่นหลัง

สวี่ลี่จินมองแผลพวกนั้นแล้วขมวดคิ้ว นางไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอของเขา แต่เดินตรงไปยังเตาไฟเก่าๆ หลังกระท่อม โชคดีที่ยังมีฟืนแห้งเหลืออยู่บ้าง นางหยิบหินเหล็กไฟที่วางทิ้งไว้มาจุด พยายามอยู่นานจนหน้าดำหน้าแดง กว่าประกายไฟจะติดลงบนเศษหญ้าแห้ง

แสงไฟสีส้มสว่างวาบขึ้น ขับไล่ความมืดและความหนาวเย็นออกไปจากกระท่อมเล็กๆ

กู้สิงโจวมองแผ่นหลังบอบบางของภรรยาที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าเตาไฟด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย สตรีที่จับแต่พู่กันและผ้าไหมเนื้อดี บัดนี้กำลังนั่งเป่าไฟจนหน้าเปื้อนเขม่าควัน

“ท่านมานั่งตรงนี้สิ ผิงไฟให้ร่างกายอุ่นหน่อย จะได้ไม่จับไข้” นางหันมาเรียกพร้อมกับใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าผาก

ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินไปนั่งลงบนท่อนไม้ข้างกองไฟ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาสัมผัสผิวหนัง สวี่ลี่จินสำรวจบาดแผลของเขาใกล้ๆ โชคดีที่เป็นแค่รอยฟกช้ำ ไม่มีแผลเปิดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

“พรุ่งนี้ข้าจะไปหางานทำที่ท่าเรือ” จู่ๆ เขาก็พูดขึ้น ทำลายความเงียบ “อาจจะได้เงินไม่มาก แต่พอซื้อข้าวสารประทังชีวิตไปได้”

“งานแบกหามน่ะหรือ” นางถามกลับเสียงหลง “ร่างกายท่านบาดเจ็บอยู่ จะไปแบกกระสอบข้าวได้อย่างไร”

“ข้าไม่มีทางเลือกอื่น ในเมื่อเป็นพ่อค้าไม่ได้ ก็ต้องใช้แรงงานแลกเงิน ข้าจะไม่ยอมให้ตัวเองอดตาย” น้ำเสียงของเขาเด็ดเดี่ยว แววตาแฝงความดุดันดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์ของสายเลือดกั่วกงที่ไม่ยอมก้มหัวให้โชคชะตา

สวี่ลี่จินถอนหายใจยาว นางรู้ดีว่าคนบ้างานอย่างเขาห้ามไปก็เปล่าประโยชน์ และที่สำคัญ ในยุคสมัยนี้หากไม่มีเงิน ก็เท่ากับรอความตาย

“เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่าหักโหมจนตายไปเสียก่อนล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องไปหาสามีใหม่จริงๆ” นางแกล้งพูดหยอกเย้าเพื่อลดความตึงเครียด

กู้สิงโจวชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นการหัวเราะครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา “เจ้ายังปากร้ายไม่เปลี่ยน”

“แน่นอน ข้าคือสวี่ลี่จินนะ” นางเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี

คืนนั้น ทั้งสองล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ เดียวกัน ไม่มีม่านมุ้งผ้าไหม ไม่มีผ้าห่มขนสัตว์ มีเพียงเสื้อผ้าชื้นๆ และไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน สวี่ลี่จินนอนหันหลังให้เขา ฟังเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาแฝก ในใจกำลังคำนวณเงินติดตัวที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อตอนเกิดเรื่อง มันมีแค่ไม่กี่อีแปะ พอซื้อแป้งและถั่วได้นิดหน่อย

พรุ่งนี้นางจะเริ่มทำเต้าหู้ วิชาคหกรรมที่เคยเรียนมาในโลกก่อนต้องถูกงัดมาใช้ให้หมด นางจะไม่ยอมกินข้าวต้มใสๆ คลุกน้ำตาเหมือนนางเอกสู้ชีวิตในละครน้ำเน่าเด็ดขาด

ส่วนผู้ชายคนนี้... ในเมื่อนางเลือกที่จะฉีกบทนางร้ายทิ้งแล้ว นางก็จะช่วยผลักดันให้เขากลับไปยิ่งใหญ่ให้ได้ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อความสุขสบายในบั้นปลายชีวิตของนางเอง

ดวงตากลมโตค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับความมุ่งมั่นที่ลุกโชนในใจ ขณะที่บุรุษด้านหลังลืมตาขึ้นในความมืด เขามองแผ่นหลังเล็กๆ ของภรรยาที่สั่นสะท้านจากความหนาวเย็น ก่อนจะขยับตัวเข้าไปใกล้ ดึงเสื้อคลุมตัวนอกที่แห้งแล้วของเขามาคลุมทับร่างกายนางเอาไว้อย่างเงียบเชียบ

เส้นทางแห่งความยากลำบากเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel